วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553

คอนสวรรค์ไม้ปราบเซียน

คอนสวรรค์

ใบและดอกคอนสวรรค์มีลักษณะเฉพาะ

ต้นคอนสวรรค์ไม้เลื้อยลีลาสวยมีการพัฒนาเป็นไม้ประดับแล้ว
เราเคยเจอพ่อหมอสมุนไพรที่เก่งมากๆรู้จักไม้ทุกต้นอย่างไม่น่าเชื่อ ชี้ต้นไหนบอกได้หมดไม่มีติดขัดจะเป็นป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ท่านรู้เยอะจริง ๆ หาได้น้อยที่จะเจอคนชำนาญไม้ในป่าต่างประเภทกันแบบนี้ เราก็ชอบลองของก็พยายามถามๆเป็นอาทิตย์เผื่อจะเจอซักต้นที่พ่อหมอท่านนี้จะไม่รู้จัก จนหมดภูมิ เดินดูต้นไม้เล่น ๆ ข้างบ้านท่านเห็นต้นนี้เราชี้หมับว่าต้นคอนสวรรค์ พ่อหมอหันมาถามเราว่าต้นอะไรนะ เราก็บอกแกงงๆว่าต้นคอนสวรรค์ แกบอกว่าต้นนี้แกไม่รู้จัก โอ้ก๊อด เป็นไปได้อย่างไร ฉันดันไปรู้จักไม้ที่เซียนระดับนี้ไม่รู้จัก ภูมิใจได้ป่ะนะ เห็นวงการไม้ประดับชอบเอาไม้มาเปลี่ยนชื่อจนนึกกลัวว่าสักวันคนจะไม่รู้จักแล้วจะไม่รู้ว่าสมุนไพรที่ปรากฏอยู่ในตำรับตำราโบราณหมายถึงตัวไหน เหมือนอย่างลั่นทมที่ตอนนี้ใครๆพากันเรียกว่าลีลาวดี แต่ฉันอยากจะขอร้องว่าช่วยเรียกชื่อเดิมทีเถอะ


คอนสวรรค์


ชื่อวิทยาศาสร์ Ipomoea quamoclit. Linn.


ตระกูล CONVOLVULACEAEชื่อสามัญ Indian Pink.


ชื่ออื่นๆ (Other Name) : เข็มแดง พันสวรรค์ สนก้างปลา แข้งสิงห์สะตอเทศ ผักหนองบก ผักก้านถิน


ลักษณะ


ต้น คอนสวรรค์เป็นไม้เถาล้มลุก มีอายุประมาณ 1 ปี เมื่อให้ดอกแล้วก็จะแห้งตายไป ลำต้นหรือเถาจะ เลื้อยพันกันแน่น และจะต้องมีหลักหรือซุ้ม เพื่อให้เถาคอนสวรรค์เลื้อยพันขึ้นได้ ลำต้นหรือเถาจะ มีขนาดเล็กและเรียว ผิวของลำต้นจะเกลี้ยง ใบ คอนสวรรค์มีใบเป็นรูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ขอบใบเป็นจักแฉกลึกแบบขนตก จะมีแฉกข้างละ ประมาณ 10-19 แฉก แฉกจะอยู่ตรงข้ามกันหรือสลับกัน ส่วนก้านใบจะสั้น โดยมีความยาวประมาณ 4 มิลลิเมตรดอก ออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบ ช่อหนึ่งมีดอกประมาณ 4-6 ดอก มีก้านช่อดอกยาวประมาณ 10-14 เซน ติเมตร และมีก้านดอกสั้น ซึ่งยาวประมาณ 20 มิลลิเมตร มีกลีบรองกลีบดอกเป็นรูปขอบขนานกัน หรือเป็นรูปช้อนแกมขอบขนาน ตรงปลายมน ส่วนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นทรงแจกัน และมี ความยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ปลายกลีบดอกจะแยกออกเป็นแฉกแหลมมี 5 แฉก ดอกจะมีสีแดง


สรรพคุณ


ทั้งต้น ใช้เป็นยารุ แก้งูกัด บดเป็นผงทำยานัตถุ์
ใบ ตำละเอียดพอกริดสีดวงทวารที่แตก สิวหัวช้าง ฝีฝักบัว
เมล็ด ใช้เป็นยาระบาย บรรเทาอาการปวดท้อง


ข้าวสารค่างไม้แปลกหายาก

ข้าวสารค่าง
ข้าวสารค่างเลื้อยพันหลักไม้ผลของมันมีเอกลักษณ์มากแปลกตาดี

เราชอบไม้ต้นนี้เพราะผลของเค้าแปลกดีไปเจออยู่ที่ลพบุรีเลยเอามาลงไว้เป็นกลุ่มสมุนไพรที่หาข้อมูลยากไม่ค่อยมีใครพูดถึง พ่อหมอน้อยเรียกต้นนี้ว่าองคต


ข้าวสารค่าง.
ชื่อพฤกษศาสตร์, : Cardiopteris quinqueloba (Hassk.) Hassk.
วงศ์, : Cardiopteridaceae.
ชื่ออื่นๆ, : ขะล๊านข่าง ตุ๊กตู่
ลักษณะ
ไม้เลื้อยเนื้ออ่อน ทุกส่วนมียาง สีขาว ใบเรียงเวียน ฐานใบรูปหัวใจ ขอบใบเว้า ดอกออกเป็นช่อแบบกระจะ กลีบดอกสีขาว ผลสีเขียวรูปไข่กลับแกมรูปรี แบนมี ๒ ปีก ส่วนปลายผลเว้าเป็นรูปหัวใจมีติ่งของยอดเกสรเพศเมียติดอยู่
สรรพคุณ
ยาพื้นบ้านล้านนา ใช้ใบตำผสมเหง้าไพลและมันหมูห่อใบตองหมกไฟประคบรักษาผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา

ชันโรงสัตว์วัตถุแห่งผืนป่า

ชันโรง ชันโรงที่ขึ้นกับต้นไม้ที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช อ.ปักธงชัย

ชันโรงที่ขึ้นกับต้นไม้ เขาสลัดได อ.วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
ชันดรงที่ขึ้นกับแผ่นหินขนาดใหญ่ป่าดอยเจดีย์ อ.เทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ไปครั้งหลังหายไปแล้ว





ชันโรงที่ขึ้นจากดินเจอที่ป่าตะกุดรังอ.ปักธงชัยจ.นครราชสีมา น้องมือบอนเดินตามหลังหักเก็บทันที ชันโรงชนิดนี้ใช้ทำเบี้ยแก้ดีนัก


เรามักเข้าใจกันว่าสมุนไพรหมายถึงพืชเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วสมุนไพรหมายถึง พืช สัตว์ และแร่ธาตุ วันนี้เราอยากพูดถึงสมุนไพรที่หมายถึงสัตว์บ้าง เวลาไปเดินป่าหลายครั้งที่เจอสิ่งนี้ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เกิดจากสัตว์ คือเจ้าชันโรงนั่นเอง เจอค่อยข้างบ่อย ประมาณป่าเบญจพรรณที่มีแผ่นหินเยอะ ๆ เราจะเจอกับแมลงตัวเล็ก ๆ ผึ้งก็ไม่ใช่ แมลงวันก็ไม่เชิงตอมเนื้อตอมตัวเราจนน่ารำคาญ มารู้จักคุณประโยชน์อันน่ามหัศจรรย์ของเค้ากัน


ชันโรง


ชื่อพื้นเมือง (Local name) แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค แต่ละชนเผ่าของมนุษย์ ที่เรียกแมลงกลุ่มนี้ อาทิ ชื่อพื้นบ้านในภาคเหนือเรียกว่า ตัวขี้ตังนี หรือ แมลงขี้ตึงสำหรับชันโรงที่มีตัวขนาดเล็ก (ขนาดเท่าแมลงวี่) โดยคำว่าขี้ตึงนั่นก็คือชันยางพลวงนั่นเอง เพราะ คำว่า "ตึง" หรือ ตองตึง เป็นชื่อพื้นบ้านที่เรียกไม้พลวง (หรือยางพลวง) โดยที่พลวง เป็นไม้สกุลยางชนิดหนึ่ง ที่ชาวบ้านเจาะน้ำยางหรือชัน มาใช้ประโยชน์เช่นเดียวกับยางนา คือใช้จุดไฟขี้ไฟเป็นขี้ไต้ สำหรับในกรณีชันโรงที่ตัวขนาดใหญ่ (ขนาดเท่าแมลงวัน) เรียกว่า แมลงขี้ย้า
ชื่อพื้นบ้านของชันโรงในภาคใต้ เรียกกันว่า "อุง" ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ถ้าเป็นชันโรงตัวขนาดเล็กเรียกว่า อุงแมงโลม คำว่า " แมงโลม" คำนี้เพี้ยนมาจาก " แมลงโลม" หมายถึง แมลงวี่ อันหมายถึงชันโรงที่ขนาดตัวเท่าแมลงวี่นั่นเอง แต่ถ้าหากเป็นชันโรงที่มีขนาดตัวใหญ่เรียกว่า อุงหมี (อุงแดง) หรือ( อุงดำ) แตกต่างกันไปตามสีตัวชันโรงในแต่ละชนิด
ชื่อพื้นบ้านของชันโรงในภาคอีสาน เรียกว่า " แมลงขี้สูด " ซึ่งขี้ชันของแมลงขี้สูดนี้เองที่นำไปอุดรูแคน แผ่นไม้ระนาดเอก โปงลางจนกลายมาเป็นเครื่องดนตรีที่มีความไพเราะอย่างยิ่งและกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทยอีสานและพี่น้องลาวมาจนถึงปัจจะบัน ชื่อพื้นบ้านของชันโรงในภาคตะวันตก เรียกว่า " ตัวตุ้งติ้ง" หรือ ตัวติ้ง
ชื่อพื้นบ้านของชันโรงในภาคตะวันออกเรียกว่า'ตัวชำมะโรง"หรือ"แมลงอีโลม"โดยคำว่าอีโลมในทีนี้ไม่ได้หมายถึงแมลงโลมหรือแมลงวี่แต่หมายถึงแมลงที่บินมาตอมไต่ตามร่างกายของคนเรายังกะเป็นการเล้าโลมประมาณนั้น เพราะช่วงที่เราเดินป่าตามตัวตามร่างกายเราจะขับเหงื่อออกมาเยอะมากพร้อมๆเกลือแร่ที่เหงื่อขับออกมา เป็นสิ่งล่อให้ชันโรงเข้ามาไต่ตอมเพื่อกินเกลือแร่ดังกล่าว จนสร้างความรำคาญเป็นอย่างมากในป่าผลัดใบและป่าดงดิบของบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าร้อนและชันโรงที่บินมาไต่ตอมส่วนใหญ่เป็นชันโรงขนาดตัวเล็ก




ลักษณะสัณฐานวิทยาของชันโรง
สำหรับขนาดตัวของชันโรงโดยเฉลี่ยมีขนาดเล็กกว่า ผึ้งพันธุ์ประมาณ 2-3 เท่า เป็นแมลงที่รวมกันอยู่เป็นสังคมเช่นเดียวกับ ผึ้งรวง (ผึ้งมิ้ม ผึ้งหลวง และผึ้งเลี้ยง) ภายในสังคมแบ่งออกเป็น 3 วรรณะ คือ นางพญา(Queen) ตัวงาน (Worker) และตัวผู้ (Male) โดยที่ขนาดลำตัวระหว่างนางพญา กับชันโรงตัวงานมีขนาดแตกต่างกันมาก ตัวผู้มีขนาดใกล้เคียง หรือเล็กกว่านางพญาเล็กน้อย
ลักษณะทั่วไปของนางพญา ส่วนหัวมีตารวม มีหนวด 1 คู่ ตาเดี่ยว 3 ตา ช่วงท้อง(Metasoma) ไม่เป็นรูปปิระมิดมีลิ้นเป็นงวงยาว ขา3 คู่ ขาคู่หน้าและ คู่กลาง ค่อนข้างเล็กขาหลังเรียวไม่แผ่แบน ไม่มีเหล็กใน
ลักษณะทั่วไปของชันโรงตัวงาน ตัวของชันโรงตัวงานมีจำนวน 12 ปล้อง มีคล้ายนางพญาแต่ขนาดลำตัวเล็กกว่า กรามพัฒนาดีต่อการใช้งาน ขาคู่หลังแผ่กว้างเป็นใบพายมีขนจำนวนมาก รูปร่างคล้ายหวีสำหรับใช้เก็บละอองเรณูของดอกไม้มีปีกปกคลุมยาวเกินส่วนท้อง และไม่มีเหล็กใน
ลักษณะทั่วไปของชันโรงตัวผู้ ตัวของชันโรงตัวผู้มีจำนวน 13 ปล้อง คล้ายนางพญา มีขนาดเล็กกว่า หรือใกล้เคียงกัน ตารวมเจริญพัฒนาดี กรามพัฒนาไม่ดีพอต่อการใช้งาน หนวดยากกว่าวรรณะทั้งสองโค้งเว้าเป็นรูปดัวยู ปลายส่วนท้องปล้องสุดท้ายมีครีบสำหรับผสมพันธุ์ (genitalia) ส่วนของขาคล้ายกับชันโรงตัวงาน แต่ขาคู่หลังของชันโรงตัวผู้เล็กกว่า
รังและพฤติกรรมการสร้างรัง
ลักษณะรัง การสร้างรังของชันโรงในป่าธรรมชาติเกิดจากการที่ชันโรงตัวงานบางตัวเสาะหาแหล่งที่จะสร้างรังใหม่เนื่องจากประชากรในรังเก่ามาก แออัดมาก และมีนางพญารุ่นลูก (daughter queen) เกิดขึ้นมา ทำให้ต้องแยกรังออกไปสร้างใหม่ ซึ่งพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นในช้วงที่ฤดูผสมพันธุ์ของชันโรง
การสร้างรังของชันโรงขึ้นอยุ่กับชนิดของชันโรง แต่ละชนิดเลือกสถานที่สร้างรังต่างกันสามารถแยกลักษณะของการสร้างออกได้ 4 กลุ่มมีดังนี้
1. กลุ่มที่สร้างอยู่รูอยู่ตามชอกหลืบต้นไม้ที่มีโพรงของต้นไม้ขนาดใหญ่ ทั้ง ที่ยืนต้นมีชีวิตที่อยู่ และยืนต้นตาย (Trunk nesting) เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่พบในบ้านเรา เช่น แมลงขี้สูด (Trigona apicalis) ขี้ย้าแดง (T. fimbriata Smith) ฯลฯ
2. กลุ่มที่สร้างรังอยู่ในโพรงใต้ดิน (Ground nesting) โดยรังจะถูกสร้างอยู่ใต้ดิน บริเวณจอมปลวก ชนิดที่พบในบ้านเรา คือ อุงดิน (Trigona Collina)
3. กลุ่มที่สร้างรังอยู่ในโพรงตามกิ่งไม้ (Branch nesting)ของไม้ยืนต้นขนาดใหญ่
4.กลุ่มที่สร้างอยู่ตามสิ่งก่อสร้างในเมืองหรือยู่ใกล้กับ(Anthropophilous)ที่ปรับตัวในนิเวศเขตเมืองพบว่าอุงแมงโลม (Trigona laeviceps) สามาถสร้างรังได้ในท่อ เหล็ก ท่อประปา รูเสาบ้านไปจนถึงรูเสาไฟฟ้าเป็นต้น
ตัวชันโรงนี้จะสร้างปากรังออกมาเป็นหลอดกลมหรือแบนที่สร้างด้วยยาง หรือชันไม้โดยที่ชันโรงแต่ละชนิดมีรูปร่างปากรูใกล้เคียงกันหรือแตกต่างกันไปตามชนิดของชันโรงภายในรังมีการสร้างเป็นเซลล์ หรือ หน่วยๆ เพื่อให้นางพญาวางไข่ และตัวงานเก็บ ละอองเรณู น้ำหวานเพื่อใช้เลี้ยงตัวอ่อน เซลล์เรียงตัวเป็นชั้นๆ ไปตามแนวนอน ตามพื้นที่ภายในรังจะอำนวย วกวนไปมาหลายๆชั้นโดยที่ผนังเซลล์แต่ละหน่วยถูกสร้างเป็นผนังบางๆ จากชันยางไม้ผสมไขที่ชันโรงสร้างเคลือบเอาไว้ ภายในรังสามารถแยกเซลล์ออกเป็น หลอดนางพญา หลอดตัวงาน หลอดเก็บเกสร และหลอดเก็บน้ำผึ้ง




ประโยชน์




ครุหาบน้ำ ที่สานจากไม้ไผ่เอาขี้สูดทาเครือบไว้ กันน้ำรั่ว เห็นตาแถวบ้านเล่นว่าวจุฬา เอาขี้สูดติดตรงรอยต่อของสะนูว่าวปล่อยว่าวลอยลมขึ้นฟ้าเสียงสะนูดังกล้องท้องทุ่งทั้งคืน แคนที่เป็นเครื่องดนตรีดึกดำบรรพ์ของโลก ก็เอาขี้สูดติดที่เต้าแคนกับลำแคนที่ทำมาจากต้นอ้อ โหวตเครื่องเป่าก็ใช้ขี้สูดติด ระนาดเอย หน้ากลองเอย ชาวบ้านก็เอาขี้สูดติด กลิ่นของขี้สูดมักมีกลิ่นหอมแปลก ๆ ของยางไม้หรือเกสรดอกไม้




(ขอบคุณข้อมูลจากบล๊อคของอาจารย์เกียรติศักดิ์ สิทธิราช)




สรรพคุณ




รสเปรี้ยวฝาดหวาน แก้ปวดบวม บำรุงร่างกาย สมานแผล




โบราณมีความเชื่อว่าชันรงทำรังอยู่ใต้ดิน จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และมักชอบทำรังในบริเวณพื้นที่ค่อนข้างเงียบสงบ ห่างไกลจากผู้คนและสัตว์อื่นๆ เมื่อเวลามันถ่ายออกมาจะมีสีดำเหนียวมีกลิ่นหอมประหลาด ซึ่งมันก็จะนำไปสร้างรังให้กับพวกมันนั่นเอง โบราณถือกันว่าชันโรงเป็นของทนสิทธิ์ ทีอาถรรพ์ลี้ลับ อานุภาพของชันโรงใต้ดินนั้นดีทางป้องกันไฟ กันคุณไสยมนต์ดำ มหาอุดแคล้วคลาด นักไสยเวทย์นิยมนำมาอุดที่หลังเบี้ยแก้ และทำเครื่องรางต่างๆ.

ต้นรักที่ไม่ใช่ต้นรักที่เรารู้จัก ไม้พิษที่ควรระวังเวลาเดินป่า

ต้นรักหรือต้นน้ำเกลี้ยงไม้มีพิษ

ต้นรักร้อยมาลัยเป็นพุ่มเตี้ยพบขึ้นอยู่ทั่วไปตามชนบทข้างทางมีสีขาวและม่วง


ดอกรักชนิดที่ร้อยมาลัยชนิดนี้ยางคันนิดหน่อยไม่มีพิษรุนแรง


รักใหญ่หรือต้นน้ำเกลี้ยง





เปลือกต้นน้ำเกลี้ยงมีสีเทาน้ำตาล


มีอยู่๒ครั้งที่เดินป่าเต็งรังแล้วถูกเพื่อนร่วมทีมผลักออกจากไม้ต้นหนึ่ง เค้าบอกว่าเป็นต้นน้ำเกลี้ยงที่มีพิษมาก ถ้าคนแพ้จะคันจนไหม้ปวดแสบปวดร้อนทรมาน เล่นเอาตกใจเหมือนกันเพราะเป็นคนแพ้ง่ายสุด ๆ คนอีสานเรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่าน้ำเกลี้ยงหรือต้นรัก ที่เป็นคนละต้นกับต้นรักที่เอามาร้อยมาลัย เราเคยเห็นในบางเวปไซต์ที่เขียนว่าเป็นต้นเดียวกัน ยางรักจากต้นรักร้อยมาลัยอาจจะกัดให้คันยิบ ๆ บ้าง แต่จะไม่ปวดแสบปวดร้อนไหม้พองเหมือนต้นรักใหย๋หรือน้ำเกลี้ยงนี้แน่นอน เคยเจอคนไข้ที่โดนพิษของต้นน้ำเกลี้ยงนี้ครั้งหนึ่ง เป็นตุ่มใสทั่วตัว บางที่เป็นสีน้ำตาลเหมือนไหม้ เห็นแล้วน่าสงสาร บางคนก็ว่าต้องแก้เคล็ดด้วยการเอาขี้เถาไปกองใต้ต้น แต่เค้าก็ว่าทำแล้วแต่ไม่ดีขึ้น เลยนึกห่วง ๆ ว่าพวกเราที่รักการเดินป่าก็ระวังไว้บ้าง





แต่บอกตรง ๆ ว่าไม่มั่นใจว่ารูปที่ถ่ายมาถูกต้องรึเปล่าเพราะมาใส่ชื่อทีหลัง รบกวนผู้รู้ว่าถ้าใครรู้ว่าผิดช่วยบอกหน่อยนะ ถือว่าเป็นวิทยาทาน เบอร์เรา 086-2555629 ช่วยกันเห็นคนแพ้แล้วสงสารจริง ๆ


น้ำเกี้ยง
ชื่อทั่วไป รักใหญ่
ชื่อวิทยาศาสตร์ Gluta usitata (Wall.) Ding Hou
วงศ์ Anacardiaceae
ลักษณะ
น้ำเกี้ยงเป็นไม้ยืนต้น ต้นตั้งตรง สูง 5-15 เมตร เปลือกเรียบสีน้ำตาลเทา ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบและโคนใบแหลม ผิวใบมีขนทั้งสองด้าน เป็นดอกช่อแบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว ผลเป็นผลสด รูปทรงกลม สีแดง และมีปีกที่เกิดจากส่วนของกลีบเลี้ยง สีแดง ติดอยู่จนกระทั่งเป็นผล นำเกี้ยงมีน้ำยางที่เป็นพิษรุนแรง คนที่แพ้หรือถูกไอจากต้นน้ำเกลี้ยงจะทำให้เกิดผื่นคัน ปวดแสบปวดร้อนมาก
สรรพคุณ
คนอีสานเรียกน้ำเกี้ยงว่า ไม้กินคน เพราะน้ำยางที่เป็นพิษ น้ำยางของน้ำเกลี้ยงมีประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรมการลงรักปิดทอง ในทางสมุนไพรจะใช้เปลือกหรือใบผสมรากหางนกกี้ ใบหรือรากหวดข่า เปลือกต้นแจง แก่นฝาง และเครือเขาคำ ต้มนำดื่ม รักษาโรคน้ำเหลืองเสีย มีแผลเปื่อยทั้งตัวต้นน้ำเกลี้ยง หรือ ต้นรัก

กระเจี๊ยบเขียวสมุนไพรฆ่าพยาธิตัวจี๊ด

กระเจี๊ยบเขียว

พยาธิตัวจี๊ด
รูปเล็กจังแฮะ แต่ทุกคนก็รู้จักอยู่แล้วล่ะเน๊อะ





กระเจี๊ยบเขียวจะมีเหลี่ยมที่ต่างกันเริ่มจาก๕เหลี่ยมไปจนถึงเจ็ดเหลี่ยม


หลังจากเรียนจบพยาบาลชั้นต้น(พยาบาลเทคนิค)เราลงปฏิบัติงานที่สถานีอนามัยอยู่เกือบยี่สิบปี ใกล้ชิดกับโลกภัยไข้เจ็บของชาวบ้านตามชนบท อยู่กับโรคภัย ความไม่รู้และความไม่มี ทุก ๆ วัน บางครั้งเราถามตัวเองถึงโรคบางโรคที่ยาแผนปัจจุบันไม่มีตัวยาที่ใช้รักษา เช่น พยาธิตัวจี๊ด ซึ่งไม่มียาแผนปัจจุบันที่จะฆ่ามันได้ ผู้ป่วยต้องอยู่กับพยาธิตัวนี้ไปห้าสิบปีไม่รู้คนหรือพยาธิจะตายก่อน วันดีคืนดีถ้าเผลอไปกินของคาวก็เป้นเรื่อง พยาธิมันจะไต่ยุบยิบขึ้นมาใต้ผิวหนังเจ็บๆคันๆ ทรมานพอสมควร แต่ที่กลัวกันก็คือถ้าพยาธินี่มันขึ้นไปถึงอวัยวะที่สำคัญเช่น สมอง ลูกตา ก็เรื่องใหญ่ละ โชคดีที่พยาธิตัวนี้ไม่สามารถขยายพันธุ์ในตัวคนได้ เข้าไปหนึ่งตัวก็อยู่หนึ่งตัวไม่มากขึ้นไปกว่านั้น


พอเราได้มาศึกษาเรื่องสมุนไพรเราถึงได้รู้จักสมุนไพรที่ใช้จัดการกับพยาธิตัวนี้เป็นสมุนไพรบ้าน ๆ หาง่ายมีทั่วไป นั่นคือ กระเจี๊ยบเขียวหรือกระเจี๊ยบมอญ นั่นเอง วันนี้ขอสลับเขียนถึงสมุนไพรง่าย ๆ นะคะ แล้วก็อย่างเคยไม่ได้ถ่ายรูปไว้เอง ยืมรูปจากเวปไซด์คนอื่นล้วน ๆ แฮะๆ ประเทศญี่ปุ่นสั่งกระเจี๊ยบเขียวจากไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า ๒๐๐ ล้านบาท ต่อปี ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่รับประทานปลาดิบเป็นอันดับหนึ่งของโลก


พยาธิตัวจี๊ด โดย : คณะกรรมการแผ่นพับเพื่อการประชาสัมพันธ์ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล


สาเหตุของโรคโรคพยาธิตัวจี๊ดมีสาเหตุมาจากพยาธิตัวกลมที่มีชื่อเรียกว่า พยาธิตัวจี๊ด และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า แนธโธสโตมา สไปนิจิรุม (Gnathostoma spinigerum) พยาธิมีรูปร่างลักษณะอย่างไรตัวแก่ของพยาธิทั้งตัวผู้และตัวเมียยาวประมาณ 1.5-3.0 ซม. มีลักษณะลำตัวกลมยาว หัวคล้ายลูกฟักทองทั้งหัวและตัวของพยาธิพวกนี้จะมีหนาม ตัวอ่อนของพยาธิในระยะติดต่อมีลักษณะคล้ายพยาธิตัวเต็มวัยแต่มีหนามน้อยกว่าและมีขนาดเล็กกว่า มักจะพบขดตัวอยู่ในถุงหุ้มซึ่งฝังตัวอยู่ในเนื้อของสัตว์พาหะ ส่วนพยาธิที่พบในคนจะเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ และมีขนาดยาวประมาณ 0.4-0.9 ซม.


แหล่งระบาดของพยาธิและโรคในประเทศไทยมีสัตว์ประมาณ 44 ชนิดที่ตรวจพบว่ามีตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิตัวจี๊ดอยู่ ได้แก่ ปลาน้ำจืด เช่น ปลาช่อน ปลาไหล ปลาดุก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น กบ สัตว์เลื้อยคลาน เช่น ตะกวด สัตว์จำพวกนก รวมทั้งเป็ดและไก่ สัตว์จำพวกหนู กระแต ส่วนสัตว์ที่เป็นโรคพยาธิตัวจี๊ดมีหลายชนิด รวมทั้งสุนัขและแมวการสำรวจปลาไหลในเขตจังหวัดภาคกลาง พบว่ามีการกระจายของพยาธิตัวจี๊ดอยู่หลายจังหวัด เช่น อ่างทอง อยุธยา ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ลพบุรี สระบุรี เป็นต้น อาหารที่ปรุงแบบสุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารหมักที่ทำจากปลาน้ำจืด เช่น ส้มฟัก ปลาร้า ปลาเจ่า หรือเนื้อสัตว์อื่น ๆ อาจพบว่ามีตัวอ่อนระยะติดต่อของพยาธิตัวจี๊ดอยู่เช่นกันวงจรชีวิตตัวแก่ของพยาธิทั้งตัวผู้และตัวเมียจะอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของสุนัขและแมว หลังจากพยาธิผสมพันธุ์แล้ว พยาธิตัวเมียจะปล่อยไข่ออกมากับอุจจาระของสัตว์เหล่านี้ เมื่อไข่ลงน้ำจะฟักตัวออกมาเป็นตัวอ่อนระยะที่ 1 ตัวกุ้งไร (cyclops) จะกินตัวอ่อนระยะนี้และไปเจริญเป็นตัวอ่อนระยะที่ 2 เมื่อปลากินกุ้งไรที่มีพยาธิ พยาธิจะเจริญในปลาเป็นตัวอ่อนระยะที่ 3 ซึ่งเป็นระยะติดต่อ ถ้าสุนัขหรือแมวกินปลานี้เข้าไป พยาธิก็จะไปเจริญเป็นตัวแก่ในกระเพาะอาหาร แต่ถ้าคนกินปลาซึ่งมีพยาธิระยะติดต่อเข้าไป พยาธิก็จะคืบคลานหรือไชไปตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ยังไม่มีรายงานว่าพยาธินี้เจริญเป็นตัวแก่จนสามารถออกไข่ได้ในคนการติดต่อโรคที่เกิดจากพยาธิตัวจี๊ดนี้ สามารถติดต่อไปในคนทุกเพศทุกวัย โดยการกินตัวอ่อนระยะติดต่อที่ปะปนอยู่ในเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุกโดยเฉพาะปลาน้ำจืด หรืออาจติดต่อ จากมารดาสู่ทารกในครรภ์โดยไชผ่านทางรก นอกจากนี้พยาธิยังสามารถไชเข้าทางผิวหนังบริเวณที่เป็นแผล โดยเฉพาะในคนบางกลุ่มที่ใช้เนื้อสัตว์สด ๆ เช่น กบ ปลา พอกแผล เพื่อทำให้หายเร็วขึ้น


อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการที่เกิดจากพยาธิไชอยู่ใต้ผิวหนัง ตามลำตัว แขน ขา และบริเวณใบหาน้า ทำให้บวมแดงบริเวณนั้น หรือเห็นเป็นรอยทางแดง ๆ ตามแนวที่พยาธิไชผ่านไป อาการบวมแดงนี้ จะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์แล้วจะหายไปเองแม้ไม่ได้รับการรักษาหลังจากนั้นอาจจะบวมขึ้นมาใหม่ในบริเวณอื่นใกล้ ๆ กัน แถบเดียวกันบางครั้งทำให้เกิดเป็นก้อนคล้ายเนื้องอกตามอวัยวะต่าง ๆ นอกจากที่ผิวหนังแล้ว พยาธิอาจไชไปอวัยวะที่สำคัญอื่น ๆ เช่น ตา ปอด กระเพาะปัสสาวะ โดยเฉพาะถ้าไปที่สมองจะทำให้เกิดอาการปวดศรีษะอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน คอแข็ง ปวดตามเส้นประสาทได้


การวินิจฉัยการจะบอกว่าเป็นโรคพยาธิตัวจี๊ดแน่นอน ต้องตรวจพบตัวพยาธิ ซึ่งอาจจะไชออกมาทางผิวหนังเอง แต่โดยทั่วไปมักไม่พบพยาธิแม้จะผ่าเข้าไปในบริเวณที่บวม ดังนั้นการที่จะบอกว่าเป็นโรคนี้ จึงมักดูจากอาการของโรคว่ามีอาการเจ็บ ปวด บวมเคลื่อนที่ได้ และมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรือไม่ และเจาะเลือดหรือน้ำไขสันหลังเพื่อตรวจด้วยวิธีทางอิมมิวโนวินิจฉัย


การรักษาโดยทั่วไปจะรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดบวม ยาแก้แพ้แก้คัน เป็นต้น ยารักษาโรคพยาธิชนิดที่ให้ผลเป็นที่พอใจ คือ อัลเบนดาโซน ขนาด 400-800 มิลลิกรัม วันละ ครั้งหรือ 2 ครั้งเป็นเวลา 21 วันติดต่อกันการป้องกันไม่รับประทานเนื้อสัตว์สุก ๆ ดิบ ๆ เช่น อาหารประเท ยำ ลาบ หมก พล่า รวมทั้งปลาร้า ปลาเจ่า ส้มฟัก ไม่ใช้เนื้อสด โดยเฉพาะเนื้อกบ ปลา พอกบริเวณบาดแผล
กระเจี๊ยบเขียว (Abelmochus esculentus L Moench)
รู้จักกันดีในหลายชื่อ เช่น Okra Gumbo, Lady's Finger, Quimbamto(แอฟริกา) ในประเทศไทยเรียกชื่อกระเจี๊ยบเขียวแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น กระต้าด มะเขือมอญ มะเขือมื่น ถั่วแระ เป็นต้น
คุณค่าทางโภชนาการ
ฝักกระเจี๊ยบเขียวให้คุณค่าทางอาหารสูง มีรายงานว่าในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม มี แคลเซียม 72.7 มิลลิกรัม เหล็ก 0.8 มิลลิกรัม วิตามินเอ 79.8 ยูนิต วิตามินบี 0.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 39.7 มิลลิกรัม น้ำมัน 14% โปรตีน 20%

ชื่ออื่น กระเจี๊ยบ มะเขือควาย มะเขือมอญ(กลาง) มะเขือพม่า มะเขือมื่น มะเขือมอญมะเขือละโว้ (เหนือ) กระเจี๊ยบเขียว

ลักษณะทั่วไป ของ กระเจี๊ยบมอญ () กระเจี๊ยบเขียว ไม้ล้มลุกสูง 1-2 เมตร ลำต้นและใบมีขนหยาบลำต้นมีสีเขียวกลม เส้นผ่าศูนย์กล่างเฉลี่ย 1-3 เซนติเมตร ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปมือ เป็นแฉกลึกกว้าง 7 - 26 เซนติเมตร ยาว 10-30 เซนติเมตร ดอก ออกตามซอกใบ กลีบดอกสีเหลือง โคนกลีบด้านในสีม่วงแดง ก้านชู อับเติดกันเป็นหลอด เป็นพืชผสมตัวเอง มีทั้งเกษรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ผล เป็นผลแคปซูล ผลของ กระเจี๊ยบมอญ ()มีรูปร่างเรียวยาวเป็นเหลี่ยม 5 เหลี่ยม ผลตั้งชูขึ้นมีสีเขียวอ่อน หรือเขียวแก่ ขึ้นอยู่กับพันธุ์ เมล็ด สีดำ จำนวน 200 เมล็ด หนักประมาณ 10 กรัม


สรรพคุณ


ผล รสหวานเย็น แก้แผลในกระเพาะอาหาร ฆ่าพยาธิตัวจี๊ด ฆ่าพยาธิไส้เดือน ลดน้ำตาลในเลือด ลดคอเลสเตอรอล มีสารเพคตินและเมือกเมือกช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร แก้โรคแผลในกระเพาะอาหาร ใช้ผลแก่บดเป็นผงผสมน้ำดื่ม ในอินเดียใช้เป็นยาแก้บิด ไอ หวัด ขัดเบา หนองใน ในมาเลเซียใช้รากแช่น้ำรักษาโรคซิฟิลิส ดอก ใช้ตำพอกฝี
โดยฝักกระเจี๊ยบเขียวมีสารประกอบจำพวกกัม และเพคตินในปริมาณสูง ทำให้มีลักษณะเป็นเมือกเมื่อต้มสุก มีรายงานว่า เมือกกระเจี๊ยบเขียวมีคุณสมบัติช่วยป้องกันอาการหลอดเลือดตีบตัน สามารถรักษาโรคความดันโลหิตสูง บำรุงสมอง ลดอาการโรคกระเพาะอาหาร และยังมีสารขับพยาธิตัวจี๊ด มีสรรพคุณในการกัดเสมหะ แก้ไอ โดยทั่วไป เมือก คือ สารที่พืชสร้างขึ้นตามธรรมชาติ จัดเป็นกัมชนิดหนึ่ง ไม่ละลายน้ำ แต่สามารถพองตัวได้ในน้ำ ให้สารละลายที่มีลักษณะเหนียวข้น แต่ไม่มีคุณสมบัติเป็นกาว เมือกเป็นกากใยอาหารประเภท soluble dietary fiber ( เส้นใยอาหารชนิดที่ละลายในน้ำได้ (Soluble Fiber) คือ เส้นใยอาหารส่วนที่มีคุณสมบัติในการละลายน้ำได้และสามารถดูดซับสารที่ละลายในน้ำไว้กับตัว เช่น น้ำตาลกลูโคส ฯลฯ)ที่ให้คุณประโยชน์ในการช่วยขับถ่าย.

วิธีใช้ฆ่าพยาธิตัวจี๊ด ใช้ครั้งละ ๗ ฝักนึ่งกินกับอาหารตามปกติ ติดต่อกันอย่างน้อย ๗ วัน

อีกหนึ่งสูตรที่ใช้รักษาพยาธิตัวจี๊ด ใช้ใบทองหลางใบมน กินเป็นผักเมี่ยง กับเมี่ยงปลาทูก็ได้ ติดต่อกัน สามวัน แก้พยาธิตัวจี๊ด

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

ตองแตกสมุนไพรที่ช่วยให้ขี้แตก

ตองแตกใบแก่ของตองแตก บางใบเป็นแฉก บงใบไม่มีแฉก บางใบมีแฉกข้างเดียว

ลูกของตองแตกแตกไปแล้วน่าเสียดาย มัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่งจนลืม


ดอกตองแตกออกตามซอกใบสีขาวกะจิริดน่ารักดี
ไม้ต้นนี้มีเอกลักษณ์ ในต้นเดียวกันมีทั้งใบแฉกและไม่แฉก สองแฉกและสามแฉก แล้วแต่ความพอใจของเค้า อ.วุฒิ วุฒิธรรมเวชเคยพูดติดตลกว่าอย่าว่าแต่กินเลยแค่เดินผ่านต้นก็ขี้แตกแล้ว อะไรจะขนาดนั้น แต่ตอนฉันถ่ายรูปเสร็จก็ต้องรีบเข้าส้วมทันทีเหมือนกัน อุปทานน่า



ตองแตก




ชื่อวิทยาศาสตร์ : Baliospermum montanum Muell.A ชื่อพ้อง : Baliospermum solanifolium (Burm.) Suresh
ชื่อสามัญ :
วงศ์ : EUPHORBIACEAE
ชื่ออื่น : ตองแต่ (ประจวบคีรีขันธ์) ถ่อนดี ทนดี (ภาคกลาง, ตรัง) โทะโคละ พอบอเจ๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) นองป้อง ลองปอม (เลย)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-2 เมตร แตกแขนงจากโคนต้น ก้านใบเรียวยาว ยาว 2-6 ซม. ยอดอ่อนมีขน ใบ เดี่ยวเรียงสลับ มีขนาดและรูปร่างต่างๆ กัน ใบที่อยู่ตามปลายยอดรูปใบหอกหรือรูปรี กว้างประมาณ 3.5 ซม. ยาวประมาณ 7 ซม. ใบที่ตามโคนต้นมักจักเป็นพู 3-5 พู รูปขอบขนานแกมรูปไข่ หรือเกือบกลม กว้างประมาณ 7.5 ซม. ยาว 15-18 ซม. โคนสอบหรือมน มีต่อม 2 ต่อม ปลายแหลม ขอบหยักแบบฟันเลื่อยห่างๆ ไม่สม่ำเสมอ มีเส้นใบออกจากโคนใบ 3-5 เส้น และออกสองข้างของเส้นกลางใบ ข้างละ 5-8 เส้น เส้นใบด้านล่างเห็นชัดกว่าด้านบน เนื้อบาง ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน หรือบนช่อเดียวกัน ช่อดอกเล็กเรียว ยาว 3.5-12 ซม. ดอกเพศผู้ มีจำนวนมาก อยู่ทางตอนบนของช่อ ดอกมีรูปร่างกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 มม. ก้านดอกย่อยเล็กเรียวคล้ายเส้นด้าย ยาว 3-5 มม. กลีบเลี้ยงมี 4-5 กลีบ รูปกลม ไม่มีกลีบดอก ฐานดอกมีต่อม 4-6 ต่อม เกสรเพศผู้มี 15-20 อัน อับเรณูคล้ายรูปถั่ว ดอกเพศเมียออกที่โคนช่อ กลีบเลี้ยงรูปไข่ปลายแหลม ขอบจัก ฐานดอกเป็นรูปถ้วยสั้นๆ รังไข่มี 3 พู ก้านเกสรเพศเมียแยกเป็น 2 แฉก ม้วนออก ผล เป็น 3 พู กว้างประมาณ 1 ซม. ยาว 0.8 ซม. ปลายบุ๋ม มีก้านเกสรเพศเมียติดอยู่ 2 อัน โคนผลกลม มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ ผลแก่แตกตามยาวที่กลางพู แต่ละพูมี 1 เมล็ด เมล็ด รูปขอบขนาน ตองแตก ขึ้นในป่าดิบ ป่าไผ่ และตามที่รกร้างทั่วไป ถึงระดับความสูง 700 เมตร เขตกระจายพันธ์ ตั้งแต่อินเดีย (พบไม้ต้นแบบ) ปากีสถาน บังคลาเทศ ลงมาถึงพม่า อินโดจีน คาบสมุทรมาเลเซียส่วนที่ใช้ : ราก ใบ เมล็ด
สรรพคุณ :
ราก - เป็นยาถ่าย ถ่ายไม่ร้ายแรงนัก ถ่ายลมเป็นพิษ ถ่ายพิษพรรดึก ถ่ายเสมหะเป็นพิษ (และมีคุณคล้ายหัวดองดึง) ถ่ายแก้น้ำดีซ่าน
ใบ, เมล็ด - เป็นยาถ่าย ยาถ่ายพยาธิ แก้ฟกบวม
เมล็ด - เป็นยาถ่ายแรงมาก (ไม่นิยมใช้)
วิธีใช้และปริมาณที่ใช้ : ใช้ใบ 2-4 ใบ หรือ ราก 1 หยิบมือ ยาไทยนิยมใช้ราก 1 หยิบมือ ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เติมเกลือเล็กน้อยรับประทาน

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ขลู่ ยาดีข้างทาง

ต้นขลู่พบขึ้นทั่วไปข้างทางเป็นกอใหญ่ ตามชายน้ำ แหล่งที่มีน้ำท่วมขัง
ใบขลู่ขอบจัก ดอกสีขาว

ดอกตูมและใบขลู่อีกมุมหนึ่ง


ไม่น่าเชื่อว่าจะห่างหายจากการเข้ามาเขียนเป็นเดือนๆ งงเหมือนกันว่าไปทำอะไรอยู่ แต่ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเบื่อโหลดรูป กับเจอมรสุมชีวิตชุดใหญ่ที่บั่นทอนจิตวิญญาณอีกแล้ว ช่างมัน ไม่ยักตายแฮะ เครื่องรุ่นโบราณมาเจอกับอินเตอร์เน็ทบ้านใช้เวลาเป็นสิบนาทีกว่าจะได้แต่ละรูป บางทีทิ้งไว้จนลืม



ได้คุยกับน้องๆบางคนที่เค้าอยู่ในวงการสมุนไพร เค้าบอกว่าคนส่วนใหญ่จะไม่พยายามถ่ายรูปชัดๆ เพราะกลัวโดนต่างชาติขโมยไปใช้ ทำให้เราคิดหนักเหมือนกัน มิน่าเสียตังค์ซื้อหนังสือมากี่เล่มกี่เล่มก็ดูไม่ค่อยชัดเดาไม่ค่อยออกว่าต้นมันเป็นยังงัย ตอนแรกก็เข้าใจว่ามุมกล้องไม่ดี คุณภาพกล้องไม่ได้ รึอะไร ในอินเตอร์เน็ทยิ่งไปกันใหญ่ลอกรูปกันอุตลุต มีคำอธิบายลักษณะสรรพคุณเพียบแต่หารูปชัด ๆ ยากเต็มที พึ่งรู้ว่าเค้าไม่เอารูปดี ๆมาลงในนี้ สงสัยมีเราบ้าอยู่คนเดียว อย่างรูปกลิ้งกลางดงของเรามีคนเอาไปใช้แล้วล่ะไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีแต่นึกไปนึกมาก็คิดว่าช่างมันเถอะ อย่ากลับมาฟ้องเจ้าของตัวจริงละกัน ความจริงก็ตั้งเป้าเอาไว้นะว่าอีกสิบปี(นี่ก็ผ่านมา๒ปีแล้วมั้ง) จะทำสารานุกรมสมุนไพรนครราชสีมาและสารานุกรมสมุนไพรอีสาน เป็นความฝันเลยล่ะ เพราะจากการทำงานที่ผ่านมาเราพบว่ามีคนรู้จักต้นไม้น้อยมาก แม้แต่พ่อหมอพื้นบ้านเอง ที่เก่ง ๆ ก็ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว ที่เหลือก็รู้เฉพาะต้นที่ใช้ได้ ขายได้ ทำยาได้ แต่ก็พาเดินข้ามๆ ต้นไม้ที่ไม่รู้จักไปอีกเยอะ ได้งัยในเมื่อไม้ทุกต้นเป็นยา การสูญหายของภูมิปัญญาคงเกิดขึ้นทุก ๆวันถ้าเราไม่ช่วยกันทำอะไรซักอย่าง สุดท้ายเลยทำใจว่า ใครจะว่ายังไงก็ช่าง ใครจะขโมย(ยืมไปใช้โดยไม่ขออนุญาตก็ช่าง) แต่เราห่วงคนที่เค้าไม่มีโอกาสจะรู้จักต้นไม้ทั้งที่เค้ามีความสนใจและรักสมุนไพรเหมือน ๆ กับเรามากกว่า ถ้ารูปถูกขโมยก็ไปหาถ่ายใหม่ เอางี้แล้วกัน ขี้เกียจคิดมาก เผื่อตายไปก่อนเลยไม่ต้องทำไรกันพอดี เพราะมัวแต่กลัว 555






นึกว่าเขียนถึงต้นขลู่ไปแล้วไม่ยักมี ที่อยากเขียนถึงขลู่เพราะเป็นไม้หาง่ายจริง ๆ มองไปข้างทางตรงไหนก็เจอ ที่สำคัญตากแห้งเอามาชงเป็นชา หอมเหมือนน้ำผึ้ง ถือเป็นพืชสมุนไพรที่ดีในการนำมาทำเป็นชาชงสมุนไพร ใครสนใจก็เอาไปสร้งกระแสที(แฮะ ๆ ก็นิสัยคนไทยชอบใช้สมุนไพรตามกระแส ) เราคงเคยได้ยินสรรพคุณของต้นขลู่ในแง่ของยาขับปัสสาวะ แต่จริงๆแล้วขลู่มีสรรพคุณเยอะกว่านั้น อาจารย์วุฒิ วุฒิธรรมเวชท่านบอกสูตรยาบำรุงสุขภาพและป้องกันมะเร็งไว้ โดยใช้ต้นขลู่แห้ง เครือตดหมูตดหมา หญ้าดอกขาว และงวงตาล(อันนี้ใช้ไม่เยอะแค่ครึ่งก็พอ) ต้มดื่มต่างน้ำ ช่วยบำรุงร่างกายป้องกันการเกิดมะเร็งได้ ที่สำคัญทุกตัวหาง่าย เว้นแต่งวงตาลอาจหายากนิดหน่อยเพราะต้นตาลแทบจะหายไปหมดแล้ว แต่ดีตรงที่ว่าเจ้างวงตาลนี้ตกจากต้นลงมาที่พื้นเป็นปีๆยังสามารถนำมาทำเป็นยาได้ มหาวิทยาลัยรังสิตเอาเจ้างวงตาลไปเข้าตำรับยารักษาโรคเอดส์ เพราะงวงตาลมีสรรพคุณบำรุงกำลัง



ใครมีที่ก็ช่วยกันปลูกๆต้นตาลกันไว้บ้างนะ อย่าปล่อยให้สูญพันธุ์กลายเป็นของหายากไป ตกลงเขียนเรื่องขลู่รึงวงตาลกันแน่ เฮ้อ...




ขลู่


ชื่อวิทย์ Pluchea indica Less.ชื่อวงศ์ Fam. :ASTERACEAE
ชื่ออื่น
ขลู หนาดงั่ว หนวดงิ้ว หนาดวัว (อุดรธานี) เพี้ยฟาย (อีสาน)

ลักษณะทั่่วไป
ต้น เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นมี ความสูงประมาณ 0.5 - 2 เมตร แตกกิ่งก้าน มากและเกลี้ยง ใบ จะมีกลิ่นฉุน ใบเล็กรูปไข่กลับ มีความ ยาวประมาณ 1 - 5.5 ซม. กว้างประมาณ 2.5 - 9 ซม. ตรงปลายใบ ของมันจะมีลักษณะแหลม หรือแหลมที่ติ่งสั้น ขอบใบจักเป็นซี่ฟันและ แหลม เนื้อในจะคล้ายกระดาษค่อนข้าง เกลี้ยง แต่ไม่มีก้าน ดอก จะออกเป็นช่อฝอยมีสีขาวนวล หรือ สีม่วง จะออกตามง่ามใบ ดอกวงนอกเป็นดอก เพศเมีย ดอกวงในเป็นดอก สมบูรณ์เพศ ผล แห้งจะมีรูปทรงกระบอกยาวประมาณ 0.7 มม. มีสัน 10 สันระยางค์มีน้อย สีขาว ยาวประมาณ 4 มม.แผ่กว้าง การขยายพันธุ์ เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้น ตามที่ลุ่มชื่นแฉะ ริมห้วยหนอง ตามหาดทราย ด้านหลังป่าชายเลน นิยมปลูกเป็นพืช สมุนไพร การปลูกให้ใช้วิธีการปักชำโดยตัด ต้นชำลงดิน รดน้ำให้ชุ่ม ปลูกขึ้นง่าย ไม่ต้อง การการดูแลรักษาแต่อย่างใด ส่วนที่ใช้ ยอด ใบ
สรรพคุณ
ทั้งต้น ใช้ต้มกิน รักษาอาการ ขัดเบา ปัสสาวะพิการ ขับปัสสาวะ รับประทาน วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารครั้งละ 75 มิลลิลิตร หรือ 1 ถ้วยชา นอกจากนี้ยังรักษาโรค วัณโรคที่ต่อมน้ำเหลือง โรคเบาหวาน ริดสี ดวงทวาร ขุดเอาแต่ผิวต้น ผสมกับยาสูบแล้ว นำมามวนสูบรักษาริดสีดวงจมูก