วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553

ไส้เดือนและดินขุยไส้เดือนก็เป็นสมุนไพร

ไส้เดือนรูปนี้ยืมเค้ามารูปเล็กเน๊อะ แต่ทุกคนคงรู้จักไส้เดือนอยู่แล้วล่ะ
ดินขุยไส้เดือนอันนี้สวยมาก สูงเป็นคอนโดเลยแฮะ ถ่ายที่จังหวัดสกลนคร

ไหนๆก็เล่นเรื่องสัตว์วัตถุมายาวแล้วต่อให้สุดไปเลยดีกว่า ตอนเด็ก ๆ ชอบแกล้งเพื่อนเป็นที่สุดถ้ารู้ว่าใครกลัวหนอนรึไส้เดือนจะไปหามาแกล้งวิ่งไล่ไม่ร้องไม่เลิก ก็หยะแหยงอยู่บ้างนะ แต่ความอยากแกล้งคนมีมากกว่า


จริง ๆแล้วไส้เดือนถือว่าเป็นสัตว์ที่สะอาดและมีสรรพคุณทางยาที่หลายๆ ประเทศใช้กัน


ในตำราแพทย์แผนโบราณ ใช้ไส้เดือนดินเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง บางตำราเรียกไส้เดือนดินว่า รากดินหรือไส้ดินก็มี ตำราสรรพคุณยาโบราณได้กล่าวไว้ว่าไส้เดือนดินทั้งตัว (แห้ง ) มีรสเย็น คาว ต้มน้ำดื่ม หรือทำเป็นเม็ด มีสรรพคุณแก้ไข้พิษ ระงับความร้อน แก้อาการเกร็ง แก้ตาแดง แก้อัมพาตครึ่งซีก แก้คอพอก แก้เจ็บปวดตามข้อ และใช้ส่วนขี้เถ้าที่ได้จากการเผาไส้เดือนดิน ซึ่งมีรสเย็น เค็ม มีสรรพคุณแก้ไข แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ปากคอเปื่อย แก้ทอนซิลอักเสบ แก้ฝีในคอ แก้ปวดกระดูก ( ข้อมูลจาก ชยันต์ และ วิเชียร , 2546 )


ดินขุยไส้เดือนเป็นดินที่ไส้เดือนขึ้นมาขับถ่ายออก กองไว้รอบ ๆ รู ตั้งเป็นแท่งทรงกลม รสเย็น แก้ไข้ที่มีพิษร้อนไข้พิ ไข้กาฬ ไข้ท้องป่อง(หนังสือเครื่องยาไทย ๑ อาจารย์วุฒิ วุฒิธรรมเวช )


นอกจากนี้ เคยมีรายงานหลายฉบับเกี่ยวกับการกินไส้เดือนดิน เพื่อเป็นยารักษาโรค เช่น นิ่ว ดีซ่าน ริดสีดวงทวาร ไข้ ฝีดาษหรือไข้ทรพิษ และในสมัยก่อนเคยมีการใช้เถ้าของไส้เดือนดินทำเป็นผงยาสีฟัน หรือใช้บำรุงผม ด้วย ( ที่มาจาก Strphenson , 1930 ) นอกจากนี้ยังเคยมีการกินไส้เดือนดินเพื่อรักษาการเสริมสมรรถภาพทางเพศของเพศชายที่มีอายุมาก หรือใช้บำรุงหญิงที่เพิ่งคลอดบุตร และใช้ไส้เดือนดินพอกแผลที่ถอนหนามออก นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ได้เคยใช้ไส้เดือนดินในการรักษาด้านการขยายหลอดเลือดด้วย ( ข้อมูลจาก Reynolds and Reynols , 1972 ) และไส้เดือนดินอาจมีส่วนประกอบของสารที่ใช้บำบัดรักษาโรคไขข้อได้ในประเทศจีนได้มีการใช้ไส้เดือนทำยา รักษาโรคหลายชนิด โดยการนำไส้เดือนดินมาตากแห้ง มาบดเป็นยาผง เข้าสูตรยาต่างๆ สำหรับผลิตเป็นยาบำรุงหรือยารักษาโรค ชาวจีนยังมีความเชื่อว่าการกินไส้เดือนดินทำให้สมรรถภาพทางเพศของเพศชายดีขึ้นด้วย ทำให้มีการผลิตยาหรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของไส้เดือนดินออกจำหน่าย เช่น เอิร์ดรากอน ชึ่งเป็นชื่อทางการค้าของยาแผนโบราณที่มีส่วนผสมของไส้เดือนดิน โดยมีอ้างถึงการใช้ไส้เดือนดินสกุล Lumbricus และใช้สมุนไพรพื้นบ้านของประเทศเวียดนาม ทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง จีน เกาหลี และเวียดนาม โดยมีสรรพคุณในการเป็นอาหารเสริม ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และบำรุงตับ ในราคาขายประมาณ 27 เหรียญสหรัฐ ต่อ 50 แคปซูลไส้เดือนดินที่นำมาผลิตเป็นยาขนานต่างๆ เหล่านี้ บางส่วนเป็นไส้เดือนดินตากแห้งที่ส่งออกโดยชาวบ้านในอำเภอนาหว้า ซึ่งได้จับไส้เดือนดินที่หนีน้ำท่วมในฤดูฝนเป็นจำนวนมากโดยสามารถจับได้วันละ 20 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อตากแห้งจะเหลือ 3 4- กิโลกรัม และส่งออกไปยังประเทศจีน ปีละกว่า 200 ตัน ซึ่งทำเช่นนี้มานานกว่า 20 ปี นำรายได้เข้าประเทศปีละหลายล้านบาท
ตำรับแก้อหิวาต์และอุจจาระร่วงอย่างรุนแรง พ่อสมนึก อ.ปักธงชัย
ใบข่อย ๑ กำมือ ขยี้ใส่ในน้ำ ๑ ขันที่แช่ไส้เดือนเป็นๆไว้ ดื่มแก้อาการ

ทากเจ้าของป่าตัวจริงกับประโยชน์ทางการแพทย์

ทาก ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาใหญ่

ชุดฟูลออฟชั่นสำหรับลุยป่าทากและเห็บป่า เสื้อผ้าสีอ่อน ๆ เพื่อให้เห็นเวลาเห็บเกาะ และถุงเท้ากันทาก ในกระเป๋ามีไฟแช็คสำหรับลนเห็บและแฮะ ๆ พิมเสนน้ำป้ายทาก ป้ายปุ๊บตายปั๊บ ร่วงเป๊าะ เราพร้อมลุยแร้วววววว



ทริปนี้คัลเลอร์ฟูล ถุงกันทากสีแดง เขียว ชมพู ขาว มีให้เลือกที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จะโม้ไปไม๊ถ้าบอกว่าทริปนี้เจอเป็นล้านตัวอ่ะ





ทากตัวน้อยมันกำลังไต่ขึ้นรองเท้าก่อนผ่านถุงเท้าเข้าไปอย่างง่ายดาย



นางส้มกับนางเยาว์ปัดเป็นลิงเลยอ่ะทากลามกไต่ขึ้นไปถึงคอ



น้องผู้ชายมันกล้า แต่ทากก็ยังไม่ทันดูดเลือดหรอก

นี่แหล่ะท่าเตรียมพร้อมจู่โจมของเค้าล่ะ ชูสลอนเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ตัวก่อนกระดืบ ๆ มาจากทุกทิศทุกทางก็ขนลุกเหมือนกันนะ



ใครกลัวทากคนนั้นโดน เท้าและเลือดของนางส้มสมหวัง ต้องstop bleeding นานพอสมควรกว่าเลือดจะหยุดไหล

เดินป่าเขาใหญ่ช่วงหน้าฝนสิ่งที่หนีไม่พ้นคือ ทาก เมื่อก่อนนึกว่าทากจะตัวใหญ่ขนาดไส้เดือน ที่ไหนได้ตัวเล็กนิดเดียว แล้วก็กระโดดไม่ได้ด้วย แต่กระดืบคืบคลานไวชะมัด ไปเขาใหญ่เที่ยวนั้น ไอ้น้องที่มันทำงานอยู่ที่นั่นมันไม่เตือนอะไรเลยว่าจะเจอทีเด็ด กะลังถ่ายรูปกันเพลิน ๆ อยู่ริมหนองน้ำ ได้ยินไอ้ส้มน้องในทีมงานร้องกรี๊ดๆๆๆๆๆ วิ่งชนจนกล้องเกือบหลุดมือนึกว่ามันเจอช้างตกอกตกใจ มันร้องทาก ๆๆๆๆ โถเอ๊ย ตัวนิ๊ดเดียวเอง เท่าก้านไม้ขีดได้มั้ง แต่โอโฮ้มันกระดืบไวโคตะระเลย ถ้ายืนอยู่กับที่ไม่กี่วินาทีมันไต่ขึ้นมาบนตัวแล้ว มันละซิทีนี้ จ้ำอ้าวแบบไม่ห่วงสมุนพง สมุนไพรกันเลย เอาชีวิตออกจากป่าให้ได้ก่อน เสียงไอ้ส้มกรีดร้องโหยหวลอยู่ข้างหลังปัดตามตัวขึ้นมาถึงหัวมั้ง รำคาญไอ้ส้มมากกว่าทากอีก ทากมันไม่รำคาญรึไง กว่าจะหลุดจากป่าเที่ยวนั้นเล่นเอาล้วงหน้าล้วงหลังกันอุตลุต หนองน้ำก็มีทาก ตามขอนไม้ผุก็มีเห็บป่า อันนี้น่ากลัวของจริงใครโดนกัดก็คันไปสามเดือน รึดีไม่ดีเป็นscrub typhus อันนี้น่ากลัวของจริง ตับวายไตวายถึงตายได้ แล้วในป่าเห็บเกาะที่เป็นร้อย ๆ ตัว ตัวเล็กเท่าหัวเข็มหมุดดำเป็นเทือกอยู่ตามตะเข็บกางเกง ต้องเอาไฟเช็คลนเพราะเก็บออกไม่ได้ มันเล็กมากและเยอะมาก ส่วนทากง่ายมาก แค่เอาพิมเสนน้ำป้าย ๆ ลงไปตัวลีบตายทันตาเห็น ห้ามบอกนักอนุรักษ์สัตว์นา โดนด่าตายเลย ทากพันธุ์เขาใหญ่เป็นพันธุ์ที่พบใหม่ในโลกด้วยและที่สำคัญทากเป็นสิ่งที่บ่งบอกความชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ของป่า
เราพูดถึงทากไม่ได้เอาสนุกเอามัน แค่จะบอกว่าทากรึปลิงเนี้ยมีการใช้ในวงการแพทย์แผนโบราณมานานมากแล้ว ใช้ดูดเลือดร้ายออกจากร่างกาย ในจารึกวัดโพธิ์มีจารึกที่พูดถึงจุดต่างๆในร่างกายที่ให้ปลิงดูดเลือดร้ายออก วงการแพทย์แผนปัจจุบันมีการนำสารฮีรูดินที่ป้องกันการแข็งตัวของเลือดมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นสารที่ช่วยผู้ป่วยลิ่มเลือดอุดตันในอวัยวะสำคัญต่าง ๆ เช่นสมอง หัวใจ ฯลฯ ทุกคนคงรู้จักฮีรูดอยกันนะที่ใช้ลดการแข็งตัวและรอยแผลเป็นงัย ที่นี้พอเดาได้รึยังว่ามันทำมาจากอะไร
ปลิง (Aquatic Leech) และ ทากดูดเลือด (Land Leech) จัดอยู่ในไฟลัมแอนเนลิดา ลักษณะลำตัวเป็นข้อปล้องและยืดหยุ่น ชอบอยู่ในน้ำนิ่งตามหนอง(สำหรับปลิง) และอยู่ตามพื้นที่ชื้นแฉะเช่นบริเวณป่าดงดิบเขตร้อน(สำหรับทากดูดเลือด) ดำรงชีพโดยการดูดเลือดสัตว์อื่น รวมทั้งเลือดมนุษย์เป็นอาหาร
ปลิงดำรงชีวิตด้วยการดูดเลือดจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม, สัตว์เลื้อยคลาน และ ปลาบางชนิดเป็นอาหาร และเนื่องจากไม่มีดวงตาจึงอาศัยการจับแรงสั่นสะเทือนจากการเคลื่อนไหวของเหยื่อด้วยแรงสั่นสะเทือนในน้ำ(สำหรับปลิง) และสำหรบทากดูดเลือด(Land Leech)มันจะคอยชูตัวอยู่ตามพื้นดินหรือไต่ขึ้นไปบนกิ่งไม้ มีสัมผัสที่ไวต่อกลิ่นและอุณหภูมิ เมื่อเหยื่อเข้าใกล้มันจะใช้อวัยวะที่เรียกว่าแว่นดูด(Sucker)เกาะเข้ากับตัวเหยื่อ ซึ่งอวัยวะนี้มีทั้งด้านหน้าและด้านท้าย โดยมันจะใช้แว่นท้ายในการยึดเกาะ
เมื่อมันสามารถเกาะผิวเนื้อของเหยื่อแล้วมันจะค่อยๆ ไต่อย่างแผ่วเบาเพื่อหาที่ซ่อนตัว (ในช่วงนี้ใช้เวลาประมาณ 80-90 วินาที ที่เราจะปัดหรือดึงปลิงออกโดยไม่ต้องเสียเลือด) หลังจากนั้นมันจะใช้แว่นหน้าลงบนผิวเนื้อของเหยื่อเพื่อดูดเลือด โดยปลิงจะปล่อยสารชนิดหนึ่งคล้ายกับยาชาและเวลาที่ปลิงดูดเลือดมันจะปล่อยสารออกมา 2 ชนิด ซึ่งได้แก่ สารฮีสตามีน(Histamine) ช่วยกระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัว และสารฮีรูดีน(Hirudin) มีคุณสมบัติต้านทานการแข็งตัวของเลือด (ด้วยเหตุนี้เลือดของเหยื่อจะไหลไม่หยุด)
เมื่อปลิงหรือทากดูดเลือดอิ่มจนมีลักษณะตัวอ้วนบวมแล้ว มันจะปล่อยตัวร่วงลงสู่พื้นดินเอง
การห้ามเลือดหลังจากโดนปลิง
ใช้ใบสาบเสือ ยาเส้นหรือยาฉุนมาขยี้ปิดบาดแผล
ประโยชน์ทางด้านการแพทย์
วงการแพทย์สมัยโบราณมีการนำปลิงมาดูดพิษหรือเลือดเสียออกจากร่างกาย ในปัจจุบันแพทย์นำคุณสมบัติของปลิงมาทำให้เส้นเลือดในร่างกายไม่อุดตัน โดยเฉพาะเส้นเลือดหัวใจหรือนำมาช่วยให้เลือดในร่างกายหมุนเวียนได้ดีขึ้น
การแก้ไขหลังจากโดนทากดูดเลือดกัด ให้ใช้มวนบุหรี่ ปิดที่แผลที่โดนทากดูด เพราะมวนบุหรี่มีสารนิโคตินที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวสังเกตได้จากผู้ที่สูบบุหรี่จะรู้สึกปวดหัว เพราะสารนิโคตินทำให้ให้เลือดใหลไปเลี้ยงสมองช้า
ทาก นั้นก็มีประโยชน์ในวงการแพทย์โบราณของจีนค้นพบมานานแล้วว่า ทาก และปลิง สามารถดูดเลือดเสียได้สารพัด ทาก ถูกใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ครั้งแรกประมาณ 200 ปีก่อนคริสตกาล ในปัจจุบัน ทาก ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ อีกครั้งทั้งตัว ทาก เองและสารที่ได้ประโยชน์มาจาก ทาก ด้วยคุณสมบัติต่อต้านการแข็งตัวของเลือด สาร Hirudin ถูกนำมาใช้ในการทำให้เส้นเลือดในร่างกาย ไม่อุดตัน โดยเฉพาะเส้นเลือดที่หัวใจ ส่วนตัว ทาก ที่มีชีวิตก็จะใช้ดูดเลือดในบางกรณี เพื่อให้เลือดในร่างกายมนุษย์หมุนเวียนได้ดีขึ้น จะเห็นได้ว่า ทาก นั้นก็สามารถ ช่วยชีวิตคนได้อย่างมหาศาลเช่นกัน ในทางนิเวศวิทยา ทาก ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ป่าคงอยู่อย่างยั่งยืน มีผลิตผลต่อเนื่องให้สัตว์กินพืชได้ใช้ประโยชน์ กล่าวคือ เวลาที่มีเก้ง กวาง มากินยอดไม้บริเวณ ที่มี ทาก เก้ง กวาง ก็จะไม่ยืนกินอยู่นานหรือกินแค่พออิ่มก็รีบไป มิฉะนั้นแล้วฝูง ทาก ก็จะเข้ามารุมสกรัม มีผลทำให้ต้นไม้ต้นนั้นไม่โทรมจนตาย สามารถแตกยอด แตกใบ ผลิตอาหารให้กับ เก้ง กวางตัวอื่นที่มาทีหลัง
เคล็ดลับสำหรับคนที่ปลิงเข้ารูทวารและช่องคลอด
ธรรมชาติมีของที่เอาไว้แก้กันคือ ให้กินตั๊กแตนสด ๆ ถ้าตั๊กแตนตัวใหญ่ก็ซัก ๒-๓ ตัว ตั๊กแตนตัวเล็กก็ ๕-๑๐ ตัว ประมาณครึ่งถึงหนึ่งวันปลิงจะค่อย ๆ กระดืบ ๆ ออกมา ถ้าลงน้ำที่มีปลิงอยู่เยอะก็เอาตั๊กแตนผูกเอวกันปลิง

สุรามะริดใช้ดองเหล้าเพิ่มฤทธิ์พืชสมุนไพรจากเขาใหญ่

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา


สุรามะริด
ใบสุรามะริดจะมีลักษณะเฉพาะแบบเดียวกับพืชตระกูลอบเชยคือมีเส้นใบสามใบลากยาวจากโคนใบถึงปลายใบ มีกลิ่นหอมลักษณะรากอากาศของสุรามะริด

เดินป่าเขาใหญ่จะเจอไม้เด่นตัวหนึ่งที่ยืนต้นมีรากอากาศอยู่ตามกิ่งก้านและมีเส้นใบยาวถึงโคนใบสามเส้น(ลักษณะเฉพาะของไม้พวกอบเชย) คนนำทางรู้จักไม้นี้เป็นอย่างดีใช้ส่วนรากมาดองเหล้าบอกว่าให้รสชาติที่ดียิ่งนัก คอสุราคงชอบใจ เราไม่ต่อต้านเรื่องเหล้าดองยา เพราะสมุนไพรประเภทเนื้อไม้และเปลือกไม้หนา ๆ ใช้วิธีต้มหรือชงไม่สามารถนำสารสำคัญที่ออกฤทธิ์มาใช้ได้หมดเป็นการสิ้นเปลือง การดองเหล้าจะดีกว่าด้วยประการทั้งปวง แต่ต้องกินให้เป็นยาคือเช้าเป๊กเย็นเป๊ก ไม่ใช่กินเหล้าเป็นเหล้าคือกินจนเมาไม่รู้เรื่อง ไม้ตัวนี้เรียกว่าสุรามะริด เดินป่าเขาใหญ่ทักทายเค้าได้นะ ภาพที่ได้ไม่ชัดนักแต่ก็พอดูได้นะ
ยังมีข้อสงสัยกับพืชตัวนี้พอสมควรมีข้อมูลที่พูดถึงน้อยมากเอาเท่าที่พอรวบรวมได้ละกันถ้าตามการจัดประเภทของอาจารย์ เต็ม สมิตินันท์ ระบุว่าสุรามะริดเป็นตัวเดียวกับอบเชยไทยดังข้อมูลนี้
อบเชยไทย (C.burmanii) เป็นอบเชยที่มีชื่อเสียงและมีการบริโภคเปลือกกันมากที่สุดในประเทศไทยชาวบ้านแต่ละท้องถิ่นอาจจะเรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น สุรามะริด (C. subavenium)( เติม สมิตินันท์,2523) แต่ในที่นี้ขอเรียกว่า อบเชยไทย เปลือกอบเชยชนิดนี้ที่มีการค้าขายกันอยู่ ได้มาจากป่าธรรมชาติเพียงแหล่งเดียวเท่านั้น การเก็บหาเปลือกอบเชยชนิดนี้ทำโดยการตัดโค่นต้นลง และลอกเก็บเปลือกตามต้นและกิ่งทั้งหมด ถ้าต้นนั้นปรากฎไม่ห่างไกลจากสำนักงานของทางราชการมากนัก ชาวบ้านจะทำการลอกเปลือกรอบลำต้นแทนการตัดโค่น (ภาพที่ 1 ) ซึ่งในที่สุดต้นอบเชยนั้นอาจตายได้ เนื่องจากมีการเก็บหาเปลือกอบเชยชนิดนี้กันมากจนกระทั่งปัจจุบันพบอบเชยชนิดนี้น้อยมากพบเพียงในป่าลึก และเฉพาะในพื้นที่ที่อนุรักษ์ เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ จึงทำให้น่าเป็นห่วงว่าอบเชยชนิดนี้จะถูกจัดให้เป็นพันธุ์ไม้หายากของประเทศไทยและอาจจะต้องเสียเงินตราจำนวนมากเพื่อสั่งเข้าเปลือกอบเชยจากต่างประเทศ
อบเชยเป็นสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอม มีการใช้สารสกัดจากเปลือกอบเชยเพื่อให้กลิ่นหอมในราชสำนักของราชินีแฮทเชพซุท(Hatshepsut) แห่งอียิปต์เมื่อ ๓,๕๐๐ ปีมาแล้ว นอกจากนี้อบเชยยังเป็นสมุนไพรหลักในยาธาตุ ยาหอม ยานัตถุ์ ทั้งหลาย และยังเป็นเครื่องเทศปรุงอาหารที่ขาดมิได้ในพะโล้ ซึ่งใช้ช่วยย่อยอาหารมันๆ เช่น หมูสามชั้นที่เรานิยมนำมาทำพะโล้หมูสามชันกับไข่นั้นเอง
อบเชยเป็นเครื่องเทศที่มีมากในที่ที่มีอากาศชื้น อบเชยเป็นพืชพื้นเมืองของลังกาและภาคใต้ของอินเดีย ซึ่งเราจะเรียกว่าอบเชยลังกา หรือเรียกติดปากได้อีกอย่างหนึ่งว่า "อบเชยเทศ" ต้นอบเชยเทศนั้นจะมีลักษณะเปลือกบางกว่าอบเชยชนิดอื่นๆ มีชื่อเรียกทางการว่า Cinnamomum verum J.S.Presl ซึ่งครั้งหนึ่งในประว้ติศาสตร์ประเทศอังกฤษกับฮอลแลนด์เคยทำสงครามกัน เพื่อแย่งกันทำการผูกขาดการค้าอบเชยในลังกามาแล้วในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙
ผลสุดท้ายอังกฤษสามารถแย่งการผูกขาดการค้ามาจากฮอลแลนด์ได้สำเร็จแล้วก็เอามาผูกขาดเสียเอง พอเสร็จสงคราม ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. ๑๘๕๐ เป็นต้นมาอังกฤษทำการปลูกอบเชยในลังกาถึง ๔๐๐๐๐ เอเคอร์ ทำให้ปัจจุบันศรีลังกาเป็นผู้ส่งออกอบเชยรายใหญ่ของโลก
นอกจากอบเชยลังกาที่กล่าวมาแล้ว ยังมี "อบเชยจีน" ซึ่งลักษณะเปลือกจะหนากว่าอบเชยลังกาเล็กน้อย มีชื่อเรียกต้นนี้ว่า Cinnamonum aromaticum Nees และยัง "อบเชยญวน" ซึ่งมีลักษณะเปลือกหนากว่าของลังกาและของจีน และยังมีกลิ่นหอมจัดกว่าชนิดอื่นๆ ด้วย ซึ่งมีชื่อเรียกทางการว่า Cinnamomum loureiriiNees สำหรับชาวไทยของเราก็มีเหมือนกัน เรียกว่า "อบเชยไทย"ซึ่งมีลักษณะเปลือกหนาที่สุดเรียกชื่อเป็นทางการว่า Cinnamomum subavenium Miq.
มาดูลักษณะต้นอบเชยสักหน่อย เพราะคนโดยมากรู้จักหรือเห็นกันเฉพาะเปลือกต้นอบเชย ไม่ว่าจะนำมาปรุงยาหรือที่กำลังอินเทรน์สำหรับผู้นิยมดื่มกาแฟสดทั้งหลาย ก็จะมีสูตรกาแฟกับอบเชยให้ดื่มกัน อบเชยเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ ๑๕ - ๒๐ เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมรูปเจดีย์ต่ำทึบ เปลือกเรียบสีเทาปนน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยว ปกติเป็นพืชในป่าดิบทั่วไป แต่ถ้าคนต้องการนำมาปลูก ก็สามารถขึ้นในดินทั่วไป แต่ชอบดินร่วน ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง
การใช้ประโยชน์ของอบเชยนั้น นิยมใช้ส่วนของเปลือกต้นที่มีกลิ่นหอมเนื่องจากมีส่วนประกอบสำคัญคือน้ำมันหอมระเหย หากใครชิมอบเชยจะพบกับรสเผ็ด หวาน สุขุม ซึ่งมีสรรพคุณขับลม ช่วยย่อย บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ ดังนั้นอบเชยจึงเป็นสมุนไพรหลักร่วมกับตัวยาอื่นในยาธาตุ หรือเพียงแต่นำเปลือกอบเชยไปต้มน้ำ ก็ได้ยาธาตุน้ำสูตรอบเชยล้วนๆ กินแก้ท้องอืดท้อง เฟ้ออาหารไม่ย่อย ช่วยขับลมได้เป็นอย่างดี
เปลือกอบเชยยังเป็นส่วนประกอบของยาหอม ใช้ชงน้ำหรือทำเป็นเม็ดรับประทานบำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน และในกระแสที่ใครๆก็สนใจอโรมาเธอร์ราปีส์ อบเชยยังถือว่าเป็นอโรมาเธอร์ราปีส์ของไทยมาแต่ดั้งเดิม โดยเป็นส่วนประกอบของส้มโอมือที่ใช้เป็นยาดม ทำให้สดชื่น และเป็นส่วนประกอบหลักของยานัตถุ์ แก้ปวดศรีษะ เปลือกอบเชยยังมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง จึงพบการใช้เปลือกอบเชยร่วมไปกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับยาแก้กษัย รวมทั้งตำรับยาบำรุงร่างกายอื่นๆ ด้วย
ปัจจุบันมีการนำเปลือกอบเชยมาบดใส่แคปซูลรับประทานด้วยเพื่อช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งอาจมีที่มาจากการที่มีผู้ป่วยเบาหวานจำนวนหนึ่ง นิยมใช้ยาตำรับแก้กษัยตำรับหนึ่ง กินแล้วทำให้ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ โดยตำรับแก้กษัยดังกล่าวมีเปลือกอบเชยเป็นส่วนประกอบตัวยาหลัก และเมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานการศึกษาพบว่าการรับประทานเปลือกอบเชยวันละครั้งประมาณ หนึ่งในสี่ช้อนชา สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ในกลุ่มที่เป็นอาสาสมัครซึ่งทำการทดลอง
อย่างไรก็ตามการใช้อบเชยในผู้ป่วยเบาหวานคงต้องมีการศึกษากันต่อไป แต่ถ้าผู้ป่วยเบาหวานท่านใดต้องการใช้ เพื่อเป็นทางเลือกหรือทางเสริมจากการดูแลรักษาตามปกติ ก็ขอถือว่าแคปซูลอบเชย เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย ช่วยขับลม บำรุงธาตุ ซึ่งมีปลอดภัยมีการใช้มายาวนาน แล้วก็ปฏิบัติตัวด้วยการออกกำลังกาย กินอาหารที่เหมาะ และตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงที่เคยพบแพทย์เพื่อติดตามอาการเบาหวานก็ขอให้ทำตามปกติ นอกจากใช้เปลือกอบเชยแล้ว ยังนิยมใช้รากและใบของอบเชยมาต้มน้ำให้สตรีหลังคลอดบุตรใหม่ๆ รับประทาน เพื่อช่วยขับน้ำคาวปลา และแก้ไข้เนื่องจากการอักเสบของมดลูกของสตรีหลังคลอดบุตร ทั้งใบและรากของอบเชยมีรสหอมสุขุม ใช้เป็นยาบำรุงร่างกายบำรุงธาตุ
อบเชย เป็นสุมไพรใช้ประโยชน์ทางยาแล้ว น้ำมันหอมระเหยจากอบเชยยังใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและขนม เช่น คุกกี้ โดนัท ลูกอมดับกลิ่นปาก ยาสีฟัน เป็นต้น ทั้งยังมีการใช้อบเชยร่วมกับสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมชนิดอื่นๆ วางไว้ในตู้เสื้อผ้า เพื่อป้องกันกลิ่นอับและช่วยไล่มดไล่แมลงด้วย
อบเชยจึงเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ในบ้านเรายังมีสมุนไพรในตระกูลอบเชยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างใกล้เคียงกัน เช่น ข่าต้น เทพธาโร จวงหอม ฯลฯ ซึ่งพบในป่าดิบชื้นทั่วไป หมอยาพื้นบ้านนิยมใช้ต้นสมุนไพรในกลุ่มนี้ เพื่อใช้เป็นยาธาตุ ยาหอม ยาขับลม เช่นกัน และยังใช้เนื้อไม้ไปทำไม้ตีพริก(สาก)ทำให้น้ำพริกมีกลิ่นหอม ช่วยขับลมในลำไส้
ตำรับยา
ใบสุรามะริดกลั่นเอาน้ำมันเรียกว่าน้ำมันเขียว ใช้ทาภายนอก แก้ลมเข้าข้อ ฟกช้ำใช้ทาบริเวณที่เส้นเอ็นกระตุก ช่วยดับพิษในกระดูกและในเส้นเอ็น และขับโลหิตใหขึ้นสู่ผิวหนัง
ปุณณภา งานสำเร็จ เรื่อง

วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553

ทองกวาวร่วงกราวตามราวป่า

ทองกวาว
ใบทองกวาวเป็นใบประกอบสามใบแบบพืชตระกูลถั่ว


ลักษณะดอกของพืชตระกูลถั่ว


ดอกทองกวาวสวยสะดุดตา

ช่วงนี้มองไปตามข้างทางไม่ต้องถึงตามป่าจะเห็นทองกวาว รึวงการสมุนไพรเรียกว่ากวาวต้น อวดดอกสวยเต็มไปหมดตามสองข้างทาง ถึงจะเป็นไม้ใหญ่แต่ใบประกอบสามใบก็บอกความเป็นพืชตระกูลถั่วที่ช่วยตรึงก๊าซไนโตรเจนให้ผืนดิน และชาวบ้านบอกว่า เมื่อต้นเล็กๆจะมีหัว หัวเค้าเอามากินเป้นอาหารได้ พ่อหมอบอกว่ากาฝากที่ขึ้นกับต้นทองกวาวเอามาบดทาใบหน้าช่วยให้หน้าตึงกระชับ ขาวใสดี นับว่าเป็นไม้สวยมีประโยชน์มากอีกตัวหนึ่งทีเดียว เนื่องจากเป็นพืชวงศ์เดียวกับกวาวเครือขาว กวาวเครือแดงที่นิยมนำมาใช้ในวงการความสวยความงามในปัจจุบัน น่าแปลกที่คนไม่ใช้กวาวต้นที่หาง่ายกว่าเยอะและเป็นการใช้แค่ส่วนเปลือกลำต้นที่ไม่ทำให้ดับแนวเหมือนการใช้หัวกวาวเครือขาวและแดง เราอยากให้คนทุกวันนี้เหลืออะไรไว้ให้รุ่นลูกหลานเราเค้าได้มีใช้บ้าง วันข้างหน้าเด็ก ๆ คงลำบากกว่ารุ่นพวกเรามาก




ทองกวาว
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Butea monosperma (Lam.)Taubert
วงศ์: LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE
ชื่อสามัญ: Bastard Teak, Bengal Kino, Flame of the Forest[1]
ชื่ออื่นๆ: กวาว ก๋าว (ภาคเหนือ), จอมทอง (ภาคใต้), จ้า (เขมร), ทองธรรมชาติ ทองพรหมชาติ ทองต้น (ภาคกลาง), ดอกจาน (อิสาน)
ลักษณะ




เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 12-18 เมตร เปลือกต้นเป็นปุ่มปม กิ่งอ่อนมีขนละเอียดสีน้ำตาลหนา การแตกกิ่งก้านไปในทิศทางที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบ
ใบ: เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับใบย่อยที่ปลายรูปไข่ กลีบแกมสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ใบย่อยด้านข้างเป็นรูปไม่เบี้ยว กว้าง 8-15 เซนติเมตร ยาว 9-17 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ
ดอก: ออกเป็นช่อคล้ายดอกทองหลาง สีแดงส้ม มีความยาว 6-15 เซนติเมตร มีดอกย่อยเกาะเป็นกลุ่ม เวลาบานมี 5 กลีบ จะออกดอกดกที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
ผล: ผลมีลักษณะเป็นฝักสีน้ำตาลอ่อน แบน โค้งงอเล็กน้อย ไม่แตก ด้านบนหนาแตกเป็น 2 ซีก มีเมล็ดขนาดเล็กอยู่ภายใน 1 เมล็ด ฝักยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร




สรรพคุณ





ดอก ต้มดื่มเป็นยาแก้ปวด ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ
ฝัก ต้มเอาน้ำเป็นยาขับพยาธิ
ยาง แก้ท้องร่วง
เปลือก มีงานวิจัยพบว่า สารสกัดจากเปลือก ช่วยเพิ่มขนาดหน้าอกให้ใหญ่ขึ้น แต่จะลดจำนวนอสุจิ
เมล็ด บดผสมมะนาว ทาบริเวณผื่นคัน
ใบ ต้มกับน้ำ แก้ปวด ขับพยาธิ ท้องขึ้น ริดสีดวงทวาร
ราก ต้มรักษาโรคประสาท บำรุงธาตุ




ในปัจจุบันได้มีการศึกษาวิจัยพบสารสำคัญหลายชนิดและพบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่สำคัญดังนี้ ต้านการอักเสบ (แก้ฝี แก้สิว แก้ปวด ลดไข้ ),ฤทธิ์เหมือนเอสโตรเจน (ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง ),ต้านเชื้อแบคทีเรีย (แก้ฝี ),ขับพยาธิ ,ต้านการปฎิสนธิยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนที่มดลูก ,ทำให้แท้ ง(หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทาน )และ เป็นพิษต่อตับ
ไม้มงคล
คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นทองกวาวไว้ประจำบ้านจะทำให้มีเงินมีทองมาก เพราะทองกวาวเป็นไม้มงคลนาม คือสามารถมีทองได้ตามธรรมชาติหรือมีทองมากนั่นเอง นอกจากนี้ดอกยังมีความสวยเรืองรองดั่งทองธรรมชาติ
ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก
ควรปลูกต้นทองกวาวไว้ทางทิศใต้จะเป็นมงคลยิ่ง ผู้ปลูกควรปลูกในวันเสาร์เพราะโบราณเชื่อ ว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ ถ้าให้เป็นสิริมงคลยิ่งขึ้นผู้ปลูกควรเป็นผู้ใหญ่ที่ควรเคารพนับถือ และเป็นผู้ที่ประกอบคุณงามความดีก็จะเป็นสิริมงคลยิ่งนัก

คำมอกหลวงหมากฝรั่งในป่าดง

คำมอกหลวง
ลักษณะลำต้นของคำมอกหลวงต้นนี้ถ่ายในสำนักงาน

ดอกอ่อนสีขาวพอแก่สีเหลืองสวยดีนะ
ผลคำมอกหลวงเหมือนฝรั่งเลยอ่ะ


นั่นไงๆมองเห็นแต่ไกลเลยอย่างนี้ใครดีใครได้


ส่วนของเรซิ่นสีส้มนี่แหล่ะที่แย่งกันเอามาเคี้ยวเป็นหมากฝรั่งเวลาเดินป่า 555 รู้สึกดีจังแฮะ คิดถึงป่าจัง




เวลาเดินป่าเราชอบเวลาที่พ่อหมอหยิบไอ้นั่นเด็ดไอ้นี่ให้ชิม ใบบ้าง ดอกบ้าง ผลบ้าง บางอย่างก็รสชาติใช้ได้ แต่บางอย่างก็โดนแกล้ง ขมบ้าง ฝาดบ้าง ตามเรื่องไป แต่ก็ทำให้การเดินป่ามีสีสรรดี ของกินในป่าถึงรสชาติไม่ค่อยได้เรื่องนักแต่ก็น่าตื่นเต้นเสมอ เหมือนเรากลับไปเป็นเด็ก เรียนรู้โลกมหัศจรรย์ใหม่อีกครั้ง มีต้นหนึ่งที่เราชอบเพราะยอดอ่อนเค้าเคี้ยวเล่นเพลิน ๆ เหมือนกินหมากฝรั่งแก้เหงาปาก ถึงไม่มีรสชาติอะไร แต่ก็เพลินดีนะ





ชื่อวิทยาศาสตร์ Gardenia sootepensis Hutch.

ชื่อวงศ์ RUBIACEAE








ชื่ออื่น คำมอกข้าง แสลงหอมไก๋ ไข่เน่า คำมอก ยางมอกใหญ่ หอมไก๋
ลักษณะ

เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูง 5-8 ม. มีขนนุ่มที่กิ่งก้าน ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามกว้าง 4-13 ซม. ยาว 8-25 ซม. ก้านใบยาว 0.4-1.5 ซม. หูใบอยู่ระหว่างก้านใบร่วงง่าย แผ่นใบค่อนข้างหนา รูปไข่กลับแกมรี โคนใบรูปลิ่ม ปลายแหลมขอบเรียบผิวด้านล่างปกคลุมด้วยขนสั้นนุ่มหนาแน่นกว่าที่ด้านบน ดอกเดี่ยวมีหลายดอกเกิดที่ซอกใบ ปกคลุมด้วยขนสั้นนุ่ม ยกเว้นกลีบดอกด้านใน กว้าง 6-11 ซม. ยาว 4-9 ซม. ก้านดอกยาว 0.2-0.7 ซม. หรือไม่มีก้าน ประกอบด้วยวงกลีบเลี้ยงปลายแยก 5 แฉก แต่ละแฉกปลายแหลม วงกลีบดอกปลายแยก 5 แฉก สีเหลืองรูปไข่หรือรูปขอบขนาน เกสรเพศผู้จำนวน 5 อัน โผล่เกือบพ้นหลอดวงกลีบดอก เกสรเพศเมีย จำนวน 1 อันอยู่ใต้วงกลีบ ผลแห้ง เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ผลไม่แตก กว้าง 2-3 ซม. ยาว 3.2-4.5 ซม. รูปรี ปกคลุมด้วยขนสั้นนุ่มมียอดเกสรตัวเมียติดที่ปลายผล
สรรพคุณ
เมล็ดต้มเคี่ยวกับน้ำ เป็นยาสระผมฆ่าเหา

คอนสวรรค์ไม้ปราบเซียน

คอนสวรรค์

ใบและดอกคอนสวรรค์มีลักษณะเฉพาะ

ต้นคอนสวรรค์ไม้เลื้อยลีลาสวยมีการพัฒนาเป็นไม้ประดับแล้ว
เราเคยเจอพ่อหมอสมุนไพรที่เก่งมากๆรู้จักไม้ทุกต้นอย่างไม่น่าเชื่อ ชี้ต้นไหนบอกได้หมดไม่มีติดขัดจะเป็นป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ท่านรู้เยอะจริง ๆ หาได้น้อยที่จะเจอคนชำนาญไม้ในป่าต่างประเภทกันแบบนี้ เราก็ชอบลองของก็พยายามถามๆเป็นอาทิตย์เผื่อจะเจอซักต้นที่พ่อหมอท่านนี้จะไม่รู้จัก จนหมดภูมิ เดินดูต้นไม้เล่น ๆ ข้างบ้านท่านเห็นต้นนี้เราชี้หมับว่าต้นคอนสวรรค์ พ่อหมอหันมาถามเราว่าต้นอะไรนะ เราก็บอกแกงงๆว่าต้นคอนสวรรค์ แกบอกว่าต้นนี้แกไม่รู้จัก โอ้ก๊อด เป็นไปได้อย่างไร ฉันดันไปรู้จักไม้ที่เซียนระดับนี้ไม่รู้จัก ภูมิใจได้ป่ะนะ เห็นวงการไม้ประดับชอบเอาไม้มาเปลี่ยนชื่อจนนึกกลัวว่าสักวันคนจะไม่รู้จักแล้วจะไม่รู้ว่าสมุนไพรที่ปรากฏอยู่ในตำรับตำราโบราณหมายถึงตัวไหน เหมือนอย่างลั่นทมที่ตอนนี้ใครๆพากันเรียกว่าลีลาวดี แต่ฉันอยากจะขอร้องว่าช่วยเรียกชื่อเดิมทีเถอะ


คอนสวรรค์


ชื่อวิทยาศาสร์ Ipomoea quamoclit. Linn.


ตระกูล CONVOLVULACEAEชื่อสามัญ Indian Pink.


ชื่ออื่นๆ (Other Name) : เข็มแดง พันสวรรค์ สนก้างปลา แข้งสิงห์สะตอเทศ ผักหนองบก ผักก้านถิน


ลักษณะ


ต้น คอนสวรรค์เป็นไม้เถาล้มลุก มีอายุประมาณ 1 ปี เมื่อให้ดอกแล้วก็จะแห้งตายไป ลำต้นหรือเถาจะ เลื้อยพันกันแน่น และจะต้องมีหลักหรือซุ้ม เพื่อให้เถาคอนสวรรค์เลื้อยพันขึ้นได้ ลำต้นหรือเถาจะ มีขนาดเล็กและเรียว ผิวของลำต้นจะเกลี้ยง ใบ คอนสวรรค์มีใบเป็นรูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ขอบใบเป็นจักแฉกลึกแบบขนตก จะมีแฉกข้างละ ประมาณ 10-19 แฉก แฉกจะอยู่ตรงข้ามกันหรือสลับกัน ส่วนก้านใบจะสั้น โดยมีความยาวประมาณ 4 มิลลิเมตรดอก ออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบ ช่อหนึ่งมีดอกประมาณ 4-6 ดอก มีก้านช่อดอกยาวประมาณ 10-14 เซน ติเมตร และมีก้านดอกสั้น ซึ่งยาวประมาณ 20 มิลลิเมตร มีกลีบรองกลีบดอกเป็นรูปขอบขนานกัน หรือเป็นรูปช้อนแกมขอบขนาน ตรงปลายมน ส่วนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นทรงแจกัน และมี ความยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ปลายกลีบดอกจะแยกออกเป็นแฉกแหลมมี 5 แฉก ดอกจะมีสีแดง


สรรพคุณ


ทั้งต้น ใช้เป็นยารุ แก้งูกัด บดเป็นผงทำยานัตถุ์
ใบ ตำละเอียดพอกริดสีดวงทวารที่แตก สิวหัวช้าง ฝีฝักบัว
เมล็ด ใช้เป็นยาระบาย บรรเทาอาการปวดท้อง


ข้าวสารค่างไม้แปลกหายาก

ข้าวสารค่าง
ข้าวสารค่างเลื้อยพันหลักไม้ผลของมันมีเอกลักษณ์มากแปลกตาดี

เราชอบไม้ต้นนี้เพราะผลของเค้าแปลกดีไปเจออยู่ที่ลพบุรีเลยเอามาลงไว้เป็นกลุ่มสมุนไพรที่หาข้อมูลยากไม่ค่อยมีใครพูดถึง พ่อหมอน้อยเรียกต้นนี้ว่าองคต


ข้าวสารค่าง.
ชื่อพฤกษศาสตร์, : Cardiopteris quinqueloba (Hassk.) Hassk.
วงศ์, : Cardiopteridaceae.
ชื่ออื่นๆ, : ขะล๊านข่าง ตุ๊กตู่
ลักษณะ
ไม้เลื้อยเนื้ออ่อน ทุกส่วนมียาง สีขาว ใบเรียงเวียน ฐานใบรูปหัวใจ ขอบใบเว้า ดอกออกเป็นช่อแบบกระจะ กลีบดอกสีขาว ผลสีเขียวรูปไข่กลับแกมรูปรี แบนมี ๒ ปีก ส่วนปลายผลเว้าเป็นรูปหัวใจมีติ่งของยอดเกสรเพศเมียติดอยู่
สรรพคุณ
ยาพื้นบ้านล้านนา ใช้ใบตำผสมเหง้าไพลและมันหมูห่อใบตองหมกไฟประคบรักษาผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา