วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

หางไหล ใครจะคิดว่าสำคัญ



โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา



เคยได้ยินชื่อหางไหลหรือโลติ๊นมาเป็นสิบๆปีแล้ว รู้ว่าเค้าใช้รากเบื่อปลา ก็แปลกใจว่าอะไรจะขนาดนั้น นึกสงสัยว่าถ้าคนกินปลานั้นเข้าไปจะเป็นยังไง ก็เป็นความสงสัยอยู่อย่างนั้น จนมาเปิดร้านขายต้นไม้ในอินเตอร์เน็ท ถึงพึ่งรู้ว่า รากหางไหลเป็นอะไรที่หายากสุด ๆ ไม่มีใครรู้จัก คนรู้จักก็มีต้นพันธุ์อยู่นิดหน่อย ในขณะที่คนสั่งที่เป็นสิบกิโลกรัม เอาไปทำวิจัยบ้าง เอาไปใช้ทำน้ำหมักกำจัดศัตรูพืชบ้าง สงสัยว่าทำไมเค้าไม่พากันปลูกต้นหางไหลไว้เยอะ ๆ ในเมื่อเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ก็อย่างว่าแหล่ะ คนส่วนใหญ่จะรำคาญไม้ชนิดนี้เพราะเค้าจะค่อนข้างอันธพาลเลื้อยเกะกะรบกวน ต้นไม้อื่น จนบ่อยครั้งต้องถูกกำจัดและทำลาย เราคงบอกได้แค่ว่าไม้ตัวนี้น่าสนใจเชิงเศรษฐกิจ เพราะปลูกง่าย ขยายพันธุ์เร็ว หายาก ได้ราคาดี เห็นว่าต้นที่มีอายุ 9 เดือนก็เริ่มใช้การได้แล้ว กลุ่มเกษตรกรแถวสระบุรี ปลูกขายเถาลำต้นเป็นล่ำเป็นสัน จำไม่ได้ว่าราคาเท่าไหร่ รู้แต่ว่าของหมดถ้าอยากได้ต้องรออีก3 เดือน ถึงมีตัดขายได้ แถมหางไหลยังมี 2 ชนิด คือ หางไหลแดง กับ หางไหลขาว เราว่าไม่มีข้อยุติตามที่เขียนไว้ในอินเตอร์เน็ทหรอก ไม่ว่าจะเป็นจำนวนใบประกอบ หรือการทุบรากนำมาละลายน้ำ แล้วยังไม่เคยเห็นหางไหลขาวเลย ทุบรากไหนมันก็เป็นสีขาวหมด แต่ใบประกอบมี 9 ใบ ตกลงมันเป็นหางไหลอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ รากเพียงข้อเล็ก ๆ ทุบแกว่งน้ำ เทใส่บ่อปลา ยังตายหมดบ่อเหมือนเดิม

หางไหลแดง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Derris elliptica (Roxb.) Benth. วงศ์ : Leguminosae - Papilionoideaeชื่อสามัญ : ชื่ออื่น : กะลำเพาะ (เพชรบุรี); เครือไหลน้ำ, หางไหลแดง, ไหล, ไหลน้ำ (ภาคเหนือ); โพตะโกส้า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); อวดน้ำ (สุราษฎร์
โล่ติ๊น" หรือมีอีกชื่อหนึ่งที่เรียกกันว่า "หางไหล"มีศักยภาพที่จะนำมาสกัดเป็นสารกำจัดแมลงศัตรูได้เป็นอย่างดี "โลติ๊น" หรือ "หางไหล" ในบ้านเรามีอยู่ 2ชนิด คือ หางไหลแดง (Derris eliptica) จะมีใบย่อย 7 ใบขึ้นไป และอีกชนิด คือ หางไหลขาว (Derrismalacecum) มีจะใบย่อย 5 ใบ พืชชนิดนี้เป็นไม้เลื้อยชนิดเนื้อแข็ง (Twining shurb)
ลักษณะเป็นเถา ใบออกเป็นช่อ(Compound leaves) ดอกมีขนาดเล็ก สีแดงอ่อนเหมือนดอกถั่วลักษณะเป็นเถา ใบออกเป็นช่อ(Compound leaves) ดอกมีขนาดเล็ก สีแดงอ่อนเหมือนดอกถั่ว
การใช้ประโยชน์โล่ติ๊น การใช้ประโยชน์ทางการเกษตร สารพิษในโล่ติ้น นอกจากจะมีคุณสมบัติในการเบื่อปลาแล้ว ยังพบว่าเมื่อพ่นบนตัวแมลง สารพิษจะถูกดูดซึมเข้าไปในกระเพาะ ทำให้แมลงตายได้ หรือใช้ในรูปของสารไล่แมลง การใช้สารพิษอาจใช้ในรูปของสารละลายหรือในรูปผง ถ้าใช้ในรูปผงจะมีประสิทธิภาพใน การฆ่าหมัด เห็บ ไรไก่ ปลวก แมลงวัน เรือด เพลี้ยอ่อนบางชนิด หนอนเจาะผัก มวนปีก แก้ว ด้วงเต่าแตง ด้วงหมัดผัก เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงหนอนเจาะกะหล่ำปลี และศัตรูพืชผักต่าง ๆ เป็นต้น สารพิษในโล่ติ้นสามารถใช้พ่นโดยตรงบนต้นอ่อนและใบอ่อนของพืช โดยไม่เกิดอันตรายกับพืชเพราะสารนี้เป็นสารอินทรีย์ที่ได้จากพืช สลายตัวเร็ว ไม่มีผลตกค้างในพืชอาหารและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากโล่ติ๊นเป็นพืชตระกูลถั่ว สามารถปลูกเพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดินแล้วยังใช้ ปลูกเป็นพืชคลุมดิน เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้นจากดิน และป้องกันการชะล้างของดินได้อีกด้วย วิธีใช้ทางการเกษตร ใช้รากที่ทุบแล้ว 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ปีบ แช่ไว้ 2 วัน สังเกตว่าน้ำที่แช่โล่ติ๊นขุ่นขาว คล้ายน้ำซาวข้าว กรองเอาแต่น้ำ นำไปฉีดแปลงพืชผลในช่วงที่มีแดดอ่อน เพื่อฆ่าหนอนและแมลงชนิดต่าง ๆ นอกจากนั้นยังใช้ฆ่าเหา เรือด และเบื่อปลา กุ้ง หอย ปู เพื่อเตรียมสระเลี้ยงสัตว์น้ำ วัยอ่อนเป็นอย่างดีการใช้ประโยชน์โล่ติ๊น การใช้ประโยชน์ทางการเกษตร สารพิษในโล่ติ้น นอกจากจะมีคุณสมบัติในการเบื่อปลาแล้ว ยังพบว่าเมื่อพ่นบนตัวแมลง สารพิษจะถูกดูดซึมเข้าไปในกระเพาะ ทำให้แมลงตายได้ หรือใช้ในรูปของสารไล่แมลง การใช้สารพิษอาจใช้ในรูปของสารละลายหรือในรูปผง ถ้าใช้ในรูปผงจะมีประสิทธิภาพใน การฆ่าหมัด เห็บ ไรไก่ ปลวก แมลงวัน เรือด เพลี้ยอ่อนบางชนิด หนอนเจาะผัก มวนปีก แก้ว ด้วงเต่าแตง ด้วงหมัดผัก เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงหนอนเจาะกะหล่ำปลี และศัตรูพืชผักต่าง ๆ เป็นต้น สารพิษในโล่ติ้นสามารถใช้พ่นโดยตรงบนต้นอ่อนและใบอ่อนของพืช โดยไม่เกิดอันตรายกับพืชเพราะสารนี้เป็นสารอินทรีย์ที่ได้จากพืช สลายตัวเร็ว ไม่มีผลตกค้างในพืชอาหารและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากโล่ติ๊นเป็นพืชตระกูลถั่ว สามารถปลูกเพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดินแล้วยังใช้ ปลูกเป็นพืชคลุมดิน เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้นจากดิน และป้องกันการชะล้างของดินได้อีกด้วย วิธีใช้ทางการเกษตร ใช้รากที่ทุบแล้ว 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ปีบ แช่ไว้ 2 วัน สังเกตว่าน้ำที่แช่โล่ติ๊นขุ่นขาว คล้ายน้ำซาวข้าว กรองเอาแต่น้ำ นำไปฉีดแปลงพืชผลในช่วงที่มีแดดอ่อน เพื่อฆ่าหนอนและแมลงชนิดต่าง ๆ นอกจากนั้นยังใช้ฆ่าเหา เรือด และเบื่อปลา กุ้ง หอย ปู เพื่อเตรียมสระเลี้ยงสัตว์น้ำ วัยอ่อนเป็นอย่างดี
หางไหลแดง สมุนไพรไล่ยุงหรือฆ่าแมลง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Derris elliptica (Roxb.) Benth.ชื่อสามัญ : Tuba root, Derrisวงศ์ : LEGUMINOSAE - PAPILIONOIDEAEชื่ออื่น : กะลำเพาะ (เพชรบุรี) เครือไหลน้ำ, ไหลน้ำ (ภาคเหนือ) โพตะโกส้า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , อวดน้ำ (สุราษฎร์ธานี) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ศาสตร์ : ไม้เถาเนื้อแข็ง ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ยาว 22.5-37.5 ซม. ใบย่อย 9-13 ใบ รูปขอบขนานถึงรูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 2.5-3.5 ซม. ยาว 7.5-15 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม หลังใบเกลี้ยงท้องใบมีขน ดอกช่อกระจะ ยาว 22.5-30 ซม. มีขนสั้นหนานุ่ม กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 6 มม. เชื่อมติดกันเป็นรูประฆังมีขน กลีบดอกรูปดอกถั่ว สีชมพู หายากที่เป็นสีขาว ยาวประมาณ 1.5 ซม. กลีบล่างรูปโล่ เกสรตัวผู้เชื่อมติดกันเป็นมัดเดียว รังไข่มีขนอุย ฝักรุปขอบขนานถึงรูปใบหอก กว้าง 2 ซม. ยาว 3.5-8.5 ซม. ตะเข็บบนแผ่เป็นปีก มีเมล็ด 1-4 เมล็ดส่วนที่ใช้ : เถาสด แห้ง หรือราก ต้นสรรพคุณ : ยารักษาเหา หิด ยาสำหรับใช้เบื่อปลา ฆ่าแมลง ไล่แมลง ขับระดูสตรีและบำรุงโลหิต เป็นยาถ่ายเส้นเอ็น ถ่ายลม ถ่ายเสมหะและโลหิต วิธีและปริมาณที่ใช้รักษาเหา หิดใช้เถาสดยาว 2-3 นิ้วฟุต ตำให้ละเอียดผสมน้ำมันพืช ชะโลมบนเส้นผมทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง จึงสระให้สะอาด ควรสระติดต่อกัน 2-3 วัน ให้สะอาดจริงๆ ยาฆ่าแมลง เบื่อปลาใช้เถาแก่สด แห้ง หรือจะใช้รากก็ได้ (จำนวนที่ใช้ขึ้นอยู่กับจำนวนพื้นที่และแมลง) ทุบให้แตกมากๆ แช่ลงในน้ำ น้ำจะขาวเช่นน้ำซาวข้าว ใช้น้ำนั้น- ฆ่าแมลง (ซึ่งปลอดภัยต่อผู้ใช้)- เบื่อปลา (ปลาที่เบื่อโดยวิธีนี้ใช้เป็นอาหารได้)หมายเหตุ : เนื่องจากสารพิษที่อยู่ในหางไหลนั้น ไม่เป็นพิษต่อสัตว์เลือดอุ่นเช่นคน จึงใช้ได้ดี ทั้งสารนี้สลายตัวได้ง่าย ไม่ติดค้างอยู่บนพืชผัก เหมือนสารสังเคราะห์พวก ดี.ดี.ที. ใช้ผสมกับยาอื่นๆ เป็นยาขับระดูสตรีทางจังหวัดสุโขทัย ใช้เถาหางไหลแดงตากแห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ดองสุรารับประทานเป็นยาขับและบำรุงโลหิต เป็นยาถ่ายเส้นเอ็น ถ่ายลม ถ่ายเสมหะและโลหิต

จริงๆ แล้วหางไหลมีทั้งคุณและโทษ ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง อยู่บ้าง แต่ยังคงเป็นพืชที่น่าสนใจ ที่ควรมีการนำมาพัฒนาแทนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หามาปลูกกันไว้เถอะ อีกไม่นานโลกทั้งโลกจะต้องเข้าสู่ยุคแห่งการพึ่งพาตนเองเต็มรูปแบบแล้ว

ปุณณภา  งานสำเร็จ  เรื่อง/ภาพ

วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

ลั่นทมระทมท่วมทุกข์ท้น

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา




ลั่นทมเป็นไม้ดอกสวยมีเสน่ห์จัด แม้แต่ตอนร่วงยังดูดีมากๆ สปาถึงนิยมใช้ดอกลั่นทมเป็นสัญญลักษณ์ ดอกลั่นทมเป็นไม้มียางที่กินได้แต่ต้องเก็บเฉพาะดอกขาวและดอกที่ร่วงจากต้นเท่านั้น นำมาชุบแป้งทอด

ลั่นทมระทมท่วมทุกข์ท้น

หยาดน้ำตาเกลื่อนกล่นหม่นหมอง

ครวญคร่ำร่ำไห้ไร้ทำนอง

จำจองวิญญาณรานรอน

ลั่นทมเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดมหาสารคาม ไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงได้กลัวชื่อลั่นทมกันนัก หาว่านามไม่เป็นมงคล ไม่เหมาะนำมาปลูกในบ้านจะทำให้ระทมไม่มีความสุข จริงๆแล้วเหตุผลที่ซ่อนอยู่ของคนโบราณคือลั่นทมเป็นไม้กิ่งเปราะต้นสูงปานกลาง แผ่กิ่งน่าปีนป่ายเป็นที่สุด ถ้าบ้านไหนมีเด็กคงอดใจปีนต้นลั่นทมไม่ได้แน่ คนเฒ่าคนแก่กลัวเด็กได้รับอุบัติเหตุตกลงมาจากกิ่งที่ปีนง่ายแต่เปราะของลั่นทม จึงห้ามเอาไว้ แต่คนโบราณมักไม่บอกเหตุผลตรงๆ เลยทำให้ลั่นทมต้องมีวิบากกรรม ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นลีลาวดีเพื่อนำมาใช้เชิงการค้า ใครเคยไปลาวจะเห็นลั่นทมเต็มไปหมด ต้นใหญ่เด่นเห็นเรียงรายข้างทางเป็นไม้ประจำประเทศของเค้าเลย น่าภูมิใจแทน ตอนเราทำงานอยู่บนเขาที่ชัยภูมิ คนที่นั่นก้อเรียลั่นทมว่า จำปาลาว ปลูกง่ายสุดๆ แค่หักกิ่งแล้วปักลงไปไม่ยักตาย ตามวัดหลวงพ่อเล่าให้ฟังว่าสมัยกระแสไม้ต้นนี้บูมกันใหม่ๆ ขายมีราคามาก  เป็นที่ต้องการอย่างมาก  มันเข้าไปหักไปขุดในวัดไปขาย พระท่านได้แต่ปักป้ายขอร้องไว้ เงินตัวเดียวแท้ๆ อยากบอกว่าช่วยเรียกเค้าด้วยชื่อเดิมเถอะ ก่อนที่จะไม่มีใครรู้ว่าลั่นทมคือต้นอะไร ตำรับยาโบราณที่เข้าตัวยาลั่นทมจะพลอยสูญไปด้วย

เพลงลาวม่านแก้ว
ล่องลอยเอย จากพิมาน ข้ามสีทันดร ตระการ สู่แคว้นแดนไทย กลิ่นจอมขวัญ ปักใจพี่มั่น ตรึงหมาย กี่ชาติกี่ภพ ไม่มีคลอนคลาย รักเจ้าไม่หน่าย ไม่คลายจากกัน
แจ่มจันทร์ขวัญฟ้า ขอเทพเทวาเป็นพยาน วันดีศรีสุข สองเราสมัครสมาน พี่ขอรัก นงคราญ จวบจนรักนั้น นิรันดร์กาลเอย ดอกเอย เจ้าดอกจำปาลาว ตัวพี่รักเจ้า เท่าท้องนภาเอย

ลั่นทม เป็นไม้ดอกยืนต้นในสกุล Plumeria มีหลายชนิดด้วยกัน บางคนมีความเชื่อว่า ไม่ควรปลูกต้นลั่นทมในบ้าน เนื่องจากมีชื่อเป็นอัปมงคล คือไปพ้องกับคำว่า 'ระทม' ซึ่งแปลว่า เศร้าโศก ทุกข์ใจ แต่ปัจจุบันนิยมเรียกชื่อใหม่ ว่า ลีลาวดี และนิยมปลูกกันแพร่หลายอย่างมาก ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ ได้แก่ จำปา, จำปาลาว และจำปาขอม เป็นต้น (สำหรับชื่อภาษาอังกกฤษ ได้แก่ Frangipani, Plumeria, Templetree)
ลั่นทม เป็นไม้ที่นำมาจากเขมร ทางภาคใต้ เรียกชื่อว่า "ต้นขอม" "ดอกอม" ส่วนใหญ่ที่ปลูกกันเป็น "ลั่นทมขาว" เล่ากันว่า ไม้นี้นำเข้ามาปลูกในไทย เมื่อคราวไปตีนครธม ได้ชัยชนะ นำต้นไม้นี้เข้ามาปลูก และเรียกชื่อเป็นที่ระลึกว่า "ลั่นธม" "ลั่น" แปลว่ ตี เช่น ลั่นฆ้อง ลั่นกลอง "ธม" หมายถึง "นครธม" ภายหลัง "ลั่นธม" เพี้ยนเป็น "ลั่นทม"
ลั่นทมเป็นพืชนิยมปลูกเพราะดอกมีสีสันหลากหลาย สวยงาม ได้แก่ขาว เหลืองอ่อน แดง ชมพู ฯลฯ บางดอกมีมากกว่า 1 สี
ดอกลั่นทมยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศลาว และพบได้มากบริเวณทางขึ้นพระธาตุที่เมืองหลวงพระบาง สำหรับในประเทศไทยนั้นมักพบต้นลั่นทมตามธรรมชาติทางภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่

คนโบราณมีความเชื่อว่า ต้นลั่นทมนั้น ไม่ควรปลูกในบ้าน ด้วยมีชื่ออัปมงคล คือไปพ้องกับคำว่า ระทม ซึ่งแปลว่า เศร้าโศก ทุกข์ใจ, จึงได้มีการเรียกชื่อเสียใหม่ให้เป็นมงคล ว่า ลีลาวดี

ดอกลีลาวดี
ลีลาวดี ถ้าแปลตามความหมายตามอักษรแล้ว ก็คือต้นดอกไม้ที่มีท่วงท่าสวยงามอ่อนช้อย ไม้นี้เดิมเรียก ลั่นทม เป็นไม้ยืนต้นในเขตร้อน ที่เห็นทั่วๆไปมีดอกสีขาว แดง ชมพู ชื่อเดิมของพันธุ์ไม้นี้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าคำนี้ มาจากคำว่า ระทม ซึ่งหมายถึงความเศร้าโศก จึงไม่เป็นที่นิยมปลูกในบริเวณบ้านหรือที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตามมีผู้มีความรู้ด้านภาษาไทยกล่าวถึงคำว่า ลั่นทม ว่า ลั่นทมที่เรียกกันแต่โบราณ หมายถึง การละแล้วซึ่งความโศกเศร้าแล้วมีความสุข ดังนั้นคำว่า ลั่นทม แท้จริงแล้วเป็นคำผสมจาก ลั่น+ทม โดยคำแรกหมายถึง แตกหัก ละทิ้ง และคำหลังหมายถึงความทุกข์โศก [ต้องการอ้างอิง]
มีตำนานเล่าขานถึงที่มาของลั่นทมในลักษณะต่าง ๆ กัน อย่างไรก็ตามพันธุ์ไม้นี้ตามหลักสากลมีชื่อว่า ฟรังกีปานี (frangipani) และเรียกกันทั่วไปว่า พลูมมีเรีย (plumeria)ถ้าจะสืบประวัติที่แน่ชัด ที่จริงแล้วถิ่นกำเนิดของต้นลั่นทมนั้นอยู่ในอเมริกาใต้ อเมริกากลาง และหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียน ไม่ใช่เป็นต้นไม้ในแถบบ้านเรา
เข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประมาณราวพุทธ ศตวรรษที่ 17 โดยเข้ามาทางอาณาจักรขอม (ประเทศกัมพูชา) ในยุคสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่2 (พ.ศ. 1650 – 1700) เป็นกษัตริย์ผู้ทรงสร้างพระนครวัด ในครั้งนั้นเจ้าฟ้างุ้ม พระโอรสแห่งเมืองลาวมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้พลัดพรากจากชาติภูมิ ไปพำนักที่เขมรตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และต่อมาได้เป็นมหาดเล็กในราชสำนัก เมื่อโตขึ้นจึงคิดจะกลับเมืองลาว ครั้งที่เจ้าฟ้างุ้มเดินทางจากเขมร มีบันทึกว่าได้เข้ามาตั้งค่ายอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ก่อนที่จะเดินทางเข้าเมืองลาว สันนิษฐานว่าเจ้าฟ้างุ้มน่าจะนำต้นไม้ชนิดกลับไปยังประเทศลาวด้วย เพราะจากบันทึกของประเทศลาวได้กล่าวถึงต้นไม้ชนิดหนึ่งมีชื่อว่า จำปา (ชื่อเรียกต้นลั่นทมในภาษาลาว) นอกจากนี้ประเทศลาวเอง ยังมีเมืองสำคัญแห่งหนึ่งชื่อ จำปาสัก ซึ่งหมายถึงต้นลั่นทม นั่นเอง แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ปรากฏแน่ชัดว่ามีการเดินทางมายังประเทศไทยในช่วงนี้ แต่เป็นที่น่าคิดว่า สมัยสุโขทัยที่มีการยึดอำนาจอาณาจักรขอมน่าจะนำเอาต้นไม้ชนิดนี้เข้ามาบ้าง
พลูมมีเรีย หรือ พลัมมีเรีย (plumieria) เป็นชื่อที่เรียก ลั่นทม หรือลีลาวดี ตามชื่อของนักพฤกษ์ศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชาร์ล พลัมเมอร์ (ค.ศ. ๑๖๔๖-๑๗๐๖) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากกษัตริย์ประเทศฝรั่งเศส ให้แสวงหาพันธุ์พืชใหม่ๆ ในเขตร้อน เขาได้เดินทางไปยังหมู่เกาะ แคริเบียนถึง ๓ ครั้ง ซึ่งเป็นแหล่งที่ได้พบต้นไม้ที่มีดอกสวยงามและรูปทรงแปลกๆ จึงได้นำกลับมาที่ประเทศฝรั่งเศส ในศตวรรษที่ 17 และเขาได้ริเริ่มจัดระบบของต้นใม้และดอกไม้ในเขตร้อนให้เป็นหมวดหมู่ ภายหลังนักพฤกษ์ศาสตร์ชาวฝรั่งเศสนาม ทัวนีฟอร์ท ได้ตั้งชื่อต้นลั่นทมว่า พลัมเมอร์เรีย (plumieria) เพื่อเป็นเกียรติแก่นาย ชาร์ล พลัมเมอร์ แต่ภายหลังได้เรียกชื่อเพี้ยนไปเป็น พลูมมีเรีย (plumeria) ต้นไม้ชนิดนี้มีชื่อเรียกทางวิชาการว่า ฟรังกีปานี (frangipani) ซึ่งมีสมมุติฐานว่ามาจากคำในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า ฟรังกีปาเนีย (frangipanier) ซึ่งมาจากรากศัพท์ว่า กลิ่นหอม (fragrance) อีกสมมุติฐานของชื่อนี้คำว่า ฟรังกีปานี มีความหมายถึง ยางสีขาวข้นเหนียวของต้นลั่นทม เมื่อชาวฝรั่งเศสผู้ไปตั้งรกรากในหมู่เกาะแคริเบียนได้สังเกตเห็นยางของลั่นทมจึงเรียกว่า ฟรังกีปานีเออร์ (frangipanier) ซึ่งในภาษาฝรั่งเศส แปลว่านมข้น จึงเป็นไปได้ว่าชื่อสากลของพันธุ์ไม้นี้มาจากภาษาฝรั่งเศส
ต้นลั่นทมได้แพร่หลายในอเมริกาสมัยบุกเบิก ซึ่งต่อมามีการผสมข้ามพันธุ์ทำให้มีสีสันมากมายและหลากลักษณะ นักพฤกษ์ศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ วูดสัน (woodson) ได้แบ่งชนิดของลั่นทมออกเป็น 7 ลักษณะ ตามแหล่งดั้งเดิมของที่มา ดังต่อไปนี้
1. พลูมมีเรีย อินโนโดรา แหล่งเดิมมาจากประเทศ โคลัมเบีย และ บิตริสกีนา
2. พลูมมีเรีย พูดิกา ประเทศโคลัมเบีย เวเนซูเอลา และ มาตินิค
3. พลูมมีเรีย รูบรา ประเทศในอเมริกากลาง
4. พลูมมีเรีย ซับเซสซิลิส ประเทศฮิสปานิโอลา
5. พลูมมีเรีย ออบทูซ่า หมู่เกาะบาฮามัส ประเทศ คิวบา จาไมกา ฮิสปานิโอลา ปอร์โตริโก บริติสฮอนดูรัส
6. พลูมมีเรีย ฟิลิโฟเลีย ประเทศ คิวบา
7. พลูมมีเรีย อัลบา ประเทคปอร์โตริโก เวอร์จินไอแลนด์ส และ เลสเซอร์ เอนทิเลส
นอกจากการแบ่งตามแหล่งที่มาแล้ว ยังมีการแบ่งชนิดของลั่นทมตามลักษณะใบ ช่อดอก และสี อีกด้วย การตั้งชื่อชนิดของลั่นทมได้มีอย่างกว้างขวางไปทั่วทุกแหล่งที่นิยมปลูก ประเทศที่ให้ความสำคัญถึงกับมีการตั้งสมาคม ก็คือ สหรัฐอเมริกา โดยมีการจดทะเบียนชื่อตามลักษณะต่างๆ ดังที่กล่าวถึงกว่า 300 ชื่อ จากจำนวนของลั่นทมที่มีอยู่เดิม (generic) และที่มีการผสมพันธุ์ (hybrid) กว่า 1,000 ชนิดทั่วโลก
ราชอาณาจักรไทยกับบันทึกของลั่นทม
ในช่วงปี พ.ศ. 2232 – 2238 ชาร์ลส์ พลูมิเยร์ (Charles Plumier) ผู้เขียนเรื่อง The Flora of Tropical America ) ชาวฝรั่งเศสเดินทางไปแถบหมู่เกาะเวสต์อินดีสเพื่อคันหาพืชพันธุ์ใหม่ๆ ตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และพบพันธุ์ไม้พื้นเมืองชนิดหนึ่งซึ่งนิยมปลูกตามสุสาน ดอกมีกลิ่นหอม ต้นไม้ที่ว่านั้นคือดอกลั่นทม ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ตรงกับสมัยพระนารายณ์มหาราชแห่งราชอาณาจักรสยาม มีการเจริญสันพันธ์ไมตรีกับประเทศฝรั่งเศส แต่คาดว่าต้นลั่นทมอาจจะยังไม่เข้ามาสู่ประเทศไทยในช่วงนี้ พิจารณาได้จากจดหมายเหตุและพงศาวดารพระราชอาณาจักรสยามครั้งสมัยกรุง ศรีอยุธยา ปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ.2230 โดยมองซเออร์ เดอ ลาลูแบร์ ( Monsieur de LaLoubere) เอกอัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่14 ผู้เข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวายพระราชสาสน์ ณ กรุงสยาม ในคณะทูตานุทูตฝรั่งเศสชุดที่2 ได้เขียนเล่าเรื่องราวของกรุงสยามเป็นภาษาฝรั่งเศสและบันทึกถึงชื่อต้นไม้ ที่ชื่อลั่นทม เหตุอย่างหนึ่งอาจเกิดจากพื้นที่ของอยุธยาเป็นที่ราบลุ่ม ในฤดูน้ำหลากมักเกิดน้ำท่วมขัง ซึ่งไม่เหมาะกับการปลูกพืชชนิดนี้ จีงยังไม่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย ต่อมาในสมัยสมเด็จพระสรรเพชญที่9 (พระเจ้าท้ายสระ) ราวปี พ.ศ.2260 กรุงศรีอยุธยาได้ติดต่อทำการค้ากับประเทศสเปน ในช่วงนี้มีการนำเอาต้นลั่นทมเข้ามามากที่สุดจากฟิลิปปินส์ โดยทหารสเปนที่เข้ามายึดฟิลิปปินส์เป็นอาณานิคมนำลั่นทมจากประเทศแถบละตินอ เมริกาเข้ามายังภูมิภาคนี้ สมัยปลายกรุงศรีอยุธยาพบหลักฐานทางวรรณคดีที่เอ่ยถึงลั่นทม เรื่องบุณโณวาทคำฉันท์ของพระมหานาค วัดท่าทราย เข้าใจว่าแต่งในราวปี พ.ศ.2293 – 2301 ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ปรากฏตอนพรรณนาถึงลานพระพุทธบาท สระบุรี ดังนี้ “ลั่นทม ระดมดาษ ดุจราชประพัตรา แก้วกรรณิกากา- รเกษกลิ่นกำจรลม” ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเริ่มปรากฏหลัก ฐานเด่นชัดเกี่ยวกับลั่นทมมากขึ้น โดยพบจากงานเขียนในวรรณคดีหลายเรื่องดังความ ในนิราศพระบาทของสุนทรภู่ที่ว่า “ศาลา มีทั้งระฆังห้อย เขาตีบ่อยไปยังค่ำไม่ขาดเสียง ดงลั่นทมร่มรอบคิรีเรียง มีกุฎิ์เคียงอยู่บนเขาเป็นหลั่นกัน” และสมัยรัชกาลที่4 มีการสร้างพระราชวังที่จังหวัดเพชรบุรี ชื่อพระนครคีรี หรือเขาวัง โดยนำเอาลั่นทมสีขาว (Plumeria obtuse L.) มาปลูกเรียงรายขึ้นไป แลเห็นเป็นเสมือนภูเขาลั่นทมเช่นเดียวกันกับพระราชฐานฤดูร้อนที่เกาะสีชัง ซึ่งรัชกาลที่5 ทรงพระราชกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น และพระราชทานนามว่า “จุฑาธุชราชฐาน” ปี พ.ศ. 2435 ครั้งนั้นมีการปลูกต้นลั่นทมเป็นจำนวนมากที่เกาะสีชังจนกลายเป็นสัญลักษณ์ ของเกาะนี้ในเวลาต่อมา ส่วนลั่นทมชนิดดอกแดง (Plumeria ruba L.) นั้น พระยาอัชราชทรงสิริเป็นผู้นำมาจากปีนัง และนำมาปลูกที่จังหวัดภูเก็ตคราวพระบาทสมเด็จมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ ประพาสปีนัง (พ.ศ. 2467)ตั้งแต่นั้นมาจึงเริ่มเห็นดอกลั่นทมสีต่างๆ มากขึ้น เล่าเรื่องชื่อ ประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียมีการเรียกชื่อพื้นเมืองของลั่นทมแตกต่างกันไป อย่างประเทศเพื่อนบ้านเรายังเรียกชื่อที่แตกต่างกัน เขมร เรียกว่า จำไป และ จำปาซอ ถ้ามาเลเซียจะเรียกว่า กำโพชา จำปากะ อินโดนีเซียเรียกว่า กำโพชา อินเดียเรียกว่า พหูล แคร์จำปา ซอนจำปา จินจำปา พม่าเรียกว่า ต่ายกสะกา แม้แต่ไทยเองยังเรียกแตกต่างกัน ทางพายัพ เรียก จำปาลาว อีสานเรียก จำปาขาว ปักษ์ใต้เรียก จำปาขอม ภาคกลางเรียก ลั่นทม ส่วนความหมายของชื่อมีแตกต่างกันไปดังนี้ ลั่นทม แปลว่า ดอกไม้ใหญ่ ลั่น แปลว่าใหญ่ หรือดัง ทม แปลว่าดอกไม้ ลั่นทม แปลว่า ละทิ้งจากความโศกเศร้า ลั่นแปลว่าทิ้ง ทม แปลว่าระทม ลั่นทม แปลว่า รักอันยิ่งใหญ่ เพี้ยนมาจากคำว่า สรัลทม (ภาษาเขมร) ลั่นทม เพี้ยนมาจากคำว่าลานธม ในอดีตของชาวเขมรบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นครธม เขาจะไปยังลานหินแล้วนำเอาดอกไม้ชนิดนี้ไปวางที่ “ลานธม” จีงเพี้ยนกลายเป็นดอกลั่นทม
Tips ของการปลูกลั่นทม
1. ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ถ้าโตเต็มที่จะสูงประมาณ 8 เมตร ลำต้นสีเทาปนเขียว มียางสีขาว รูปทรงแผ่เห็นกิ่งก้านสวยงาม ดอกมีหลายสี เช่นสีขาว แดง ชมพู เหลือง และมีสีผสม บางชนิดมีกลิ่นหอม ผลจะออกเป็นฝักคู่สีน้ำตาล 2. เติบโตดีในดินร่วนปนทราย การให้น้ำปานกลาง และต้องการแสงแดดเต็มวัน 3. โรคที่มักพบบ่อยคือ ราสนิม หากพบไม่มากควรเด็ดใบทิ้งแล้วนำไปทำลายให้ห่างจากต้น แต่ถ้าต้องการกำจัดอาจจะต้องใช้สารเคมี คือ แมนโคเซ็บ คลอโรทาโลนิล หรือคาร์เบนดาซิม ตามฉลากแนะนำ 4. การขยายพันธุ์ทำได้หลายวิธี ได้แก่ เพาะเมล็ด ปักชำ เสียบยอด หรือติดตาพันธุ์ดีบนต้นตอเพาะเมล็ด ส่วนต้นใหญ่ที่นำมาปลูกใช้วิธีขุดล้อม สามารถขุดให้รากเปลือยแล้วนำไปปลูกใหม่ได้ แต่ต้องปลิดใบออกบางส่วนเพื่อลดการคายน้ำ รอไม่นานก็แตกใบใหม่สวยงามเหมือนเดิม ชอบแสงแดดจัด ปลูกง่าย และไม่ต้องดูแลมากนัก ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ในดินทุกชนิด เป็นพันธุ์ไม้ทนแล้งตามสภาพความเป็นอยู่ ถ้าได้รับการบำรุงดูแลให้ปุ๋ยให้น้ำ หรือบำรุงปุ๋ยสูตร 16-16-16 หรือ 14-14-21 ประมาณ 2-3 เดือนต่อครั้ง สลับกับแคลเซียมไนเตรท 15-0-0 ลั่นทมก็จะให้ความสวยงามสดชื่นตลอดปี แต่ไม่ชอบดินแฉะที่มีน้ำท่วมขัง
ในปัจจุบันนี้ต้นลั่นทม หรือเรียกชื่อใหม่ว่า ลีลาวดี กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ราคาในท้องตลาดขยับราคาสูงขึ้นจากเดิมมาก และ ในความเชื่อที่เปลี่ยนไปจากเดิมทำให้นิยมนำไปใช้ตกแต่งในสถานที่ต่างๆ มากขึ้น ยิ่งต้นใหญ่ยิ่งราคาแพง ต้นลั่นทมขนาดใหญ่มักจะมาจากแถบอีสาน หรือมีการลักลอบมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ค่านิยมในการปลูกลั่นทมนี้อาจจะเป็นแฟชั่นเหมือนกับโป๊ยเซียน ชวนชม ที่เมื่อนิยมก็ปั่นราคาจนสูงเกินความเป็นจริง แทนที่จะปลูกชื่นชมเพื่อความสวยงามเหมือนต้นไม้อื่นๆ

สรรพคุณ ทั้งต้น ใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคลำไส้พิการของม้าใบ เอาใบแห้งมาชงน้ำร้อนใช้รักษาโรคหอบหืด หรือนำใบสดมาลนไฟให้ร้อนแก้ปวดบวมเปลือกราก ใช้เป็นยารักษาโรคหนองใน เป็นยาถ่าย แก้โรคไขข้ออักเสบ ขับลมเปลือกต้น นำมาต้มเป็นยาถ่าย ขับฤดู แก้ไข้ แก้โรคโกโนเรีย หรือให้ผสมกับน้ำมันมะพร้าว ข้าวและมันเนย ซึ่งจะเป็นยาแก้ท้องเดิน ยาถ่าย ขับปัสสาวะดอก ใช้ทำธูป แต่ถ้าใช้ผสมกับพลูเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้มาลาเรียเนื้อไม้ เป็นยาแก้ไอ ในประเทศเขมร ใช้เป็นยาถ่าย ขับพยาธิยางจากต้น เป็นยาถ่าย รักษาโรคไขข้ออักเสบ ทำให้เกิดผื่นแดง ถ้าใช้ผสมกับไม้จันทร์และการบูรเป็นยาแก้คัน แก้ปวดฟัน

ปุณณภา  งานสำเร็จ  เรื่อง/ภาพ

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กระแจะ,ตานกกรด,ช้างน้าว ทนาคาเมืองไทย ตอนที่ ๑

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา




แม่ค้าพม่ากำลังสาธิตวิธีฝนแท่งไม้ทนาคากับแป้นหินที่หน้าตาคล้าย ๆ ที่รองโม่แป้งของเรา จากเวปไซต์http://www.oceansmile.com/forum2/data/1/1132-5.html






สาวเล็กสาวใหญ่ในพม่าปะแป้งทนาคาวิถีชีวิตที่พบเห็นทั่วไปและสินค้าทนาคาที่แปรรูปหลากหลายในพม่าภาพจากเวปไซต์ http://niciuzza.exteen.com/20090409/entry

ใครไปเที่ยวประเทศพม่าหรือมีโอกาสเห็นสาวพม่าคงคุ้นตากับข้างแก้มที่มีรอยประแป้งเป็นลวดลายต่าง ๆ ( ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่ทาเกลี่ยดี ๆ ให้เนียนเรียบร้อย ) สำนวนผิวพม่านัยน์ตาแขก คงทำให้เราสนใจวิธีดูแลผิวพรรณแบบสาวพม่ากันบ้างและคงอดที่จะซื้อทนาคา ที่มีทั้งแบบเป็นท่อน ๆ ขนาดเล็กใหญ่ขายพร้อมหินฝน รึ แบบเป็นผงที่ไม่รู้ว่าจะผสมอะไรเข้าไปบ้าง เดินป่าเมืองไทยถึงรู้ว่าไม้ชนิดนี้เมืองไทยก้อมีแต่เราเรียกเค้าว่า กระแจะ ( คนโบราณ ) พญายา หรือภาคอีสานเรียกตุมตัง ไม่นับไม้อีก ๒ ชนิดที่มีสรรพคุณนำเนื้อไม้มาฝนทำเป็นแป้งทาผิวได้เหมือนกัน คือ ตานกกรด และช้างน้าว วันนี้เอาเรื่อง กระแจะ หรือ พญายา ก่อนละกัน กระแจะเป็นไม้มีเอกลักษณ์ที่ใบ ส่วนใหญ่เห็นปลูกตามบ้าน จนได้ไปเจอในป่าเป็นกอขนาดใหญ่อยู่ที่อำเภอห้วยแถลง ( อ่านว่า ห้วย-ถะ-แหลง )

กระแจะ

กระแจะ สมุนไพร กระแจะเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก-กลาง สูง 8-15 ม. ไม่ผลัดใบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ มีใบย่อย 1 - 2 คู่ แกนช่อใบและก้านช่อใบมีกลีบแผ่ออกทั้ง 2 ข้าง ใบย่อยรูปรีแกมสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเรียวตรงข้ามกัน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson (Hesperethusa crenulata (Roxb.) Roem.)
ชื่อสามัญ : -
ชื่อวงศ์ : RUTACEAE
ชื่อสมุนไพรอื่น ๆ : กระแจะ กระแจะจัน ขะแจะ (ภาคเหนือ), ตุมตัง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), พญายา (ภาคกลาง, ราชบุรี), พินิยา (เขมร)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:
ต้น สมุนไพรกระแจะเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก-กลาง สูง 8-15 ม. ไม่ผลัดใบ ลำต้นเปลาตรง แต่แตกกิ่งต่ำ เปลือกสีเทา ขาวอมเหลือง ผิวเรียบ มักมีหนามแข็งยาวๆ ทั่วไป เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน ตามกิ่งมีหนามแหลมแข็ง รูปทรง (เรือนยอด) รูปทรงพุ่มรีหรือกรวยต่ำ ทึบ
ใบ ใบกระแจะเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ มีใบย่อย 1 – 2 คู่ แกนช่อใบและก้านช่อใบมีกลีบแผ่ออกทั้ง 2 ข้าง ใบย่อยรูปรีแกมสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเรียวตรงข้ามกัน ขนาดใบ ย่อย 0.5-2.5×1-8 ซม. เนื้อใบบางเกลี้ยงทั้ง 2 ด้าน ส่องดูจะมีจุดใหญ่ๆ กระจายทั่วไป เมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นหอมส้มอ่อนๆ ขอบใบหยักเป็นซี่ฟันตื้นๆ
ดอก ดอกสมุนไพรกระแจะออกเดี่ยวแต่จะรวมเป็นกระจุก ตามกิ่งเล็กๆ มีขนาดเล็ก ขนาดยาวประมาณ 5 มม. สีขาวหรือขาวอมเหลือง กลิ่นหอมอ่อนๆ ออกดอกช่องเดือนมีนาคม – พฤษภาคม
ผล แบบผลสดมีเนื้อหลายเมล็ด ทรงกลมขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-1 เซนติเมตร มีเนื้อเยื้อบางๆ หุ้มผลอ่อนสีเขียว พอแก่จัดออกสีม่วงคล้ำ ผลแก่ช่วงเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม

กระแจะ สมุนไพร ใบสมุนไพรกระแจะส่องดูจะมีจุดใหญ่ๆ กระจายทั่วไป เมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นหอมส้มอ่อนๆ ขอบใบหยักเป็นซี่ฟันตื้นๆ
สรรพคุณของสมุนไพร :
แก่น แก่นของกระแจะใช้เป็นยาดับพิษร้อน ดองเหล้ากินแก้กษัย (การป่วยที่เกิดจากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม โลหิตจาง)
ลำต้น ใช้กระแจะต้มน้ำดื่ม ครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง เช้า-กลางวัน-เย็น แก้อาการโรคผิวหนังมีผื่นคัน เป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด คันมาก มักมีไข้ร่วมด้วย แก้ปวดตามข้อ ปวดเมื่อย เส้นตึง แก้ร้อนใน
เปลือกต้น แก้ไข้ บำรุงจิตใจให้ชุ่มชื่นแจ่มใส
ประโยชน์ด้านอื่นๆ :
ไม้ใช้ฝนกับน้ำเป็นเครื่องหอมประทินผิวแบบโบราณ ในพม่ายังนิยมใช้เปลือกและไม้ฝนผสมกับไม้จันทน์ (sandalwood) จนถึงปัจจุบัน

ขอขอบคุณภาพ  ใบกระแจะ  จาก  magnoliathailand.com
ปุณณภา  งานสำเร็จ  เรื่อง

ข้อมูลเพิ่มเติมจากนายเกษตร คอลัมนิสต์ ชื่อดังประจำหนังสือพิมพ์  ไทยรัฐ
กระแจะ” แก้ลมบ้าหมูได้ [13 ต.ค. 49 - 17:01]


ผู้อ่าน จำนวนมากเข้าใจผิดคิดว่าต้น “กระแจะ” เป็นต้นเดียวกับที่คนโบราณนำไปทำเป็นแป้งประทินโฉม ซึ่งขอยืนยันว่า ไม่ใช่และเป็นคนละต้นกัน ดังนั้น จึงนำเอาเรื่องราวของต้น “กระแจะ” เสนอในคอลัมน์ให้ผู้สงสัยได้กระจ่างไม่คิดผิดอีก

สรรพคุณทางยา ใบ ต้มน้ำดื่มแก้คนเป็นโรคบ้าหมู (โรคลมชัก สมัยก่อนเป็นกันมาก) ราก ต้มน้ำดื่มเป็นยาถ่ายและ แก่น ใช้ดองกับสุราขาว 40 ดีกรี กิน วันละ 3 เวลา ครั้งละ 1 เป๊ก ก่อนอาหารและก่อนนอน เป็นยาแก้กระษัย โลหิต พิการ และ ดับพิษร้อน ได้เด็ดขาดนัก


จะเห็นได้ว่ามีประเด็นขัดแย้ง เรื่องต้นกระแจะต้นนี้ใช้เครื่องสำอางประทินผิวในสมัยโบราณหรือไม่ คงต้องรวบรวมข้อมูลกันต่อไป

สมุนไพรแก้ขนคุด

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา


สมุนไพรรักษาอาการขนคุด
พลูคาว ใช้รูปเค้ารอไปพลางๆ ก่อน ยังหารูปไม่เจอ
พุดรา นี่ก้อยืมรูปเค้า ต้องไปหาเก็บรูปก่อน

ภาพแสดงการเปรียบเทียบ รูขุมขนปกติ กับ ภาวะขนคุด


ภาพแสดงชั้นของผิวหนังและต่อมต่าง ๆ





ผู้ป่วยโรคขนคุด จะมีอาการเหมือนขนลุกตลอดเวลา

ได้มีโอกาสอบรมให้กับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเรื่องเกี่ยวกับแพทย์แผนไทย เมื่อวันที่ ๒๑-๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ จำนวน ๗๐ คน พี่ๆน้องๆของเราน่ารักมากตั้งอกตั้งใจกันดี เจอโจทย์จากน้องๆที่ถามมาแต่ละข้อ เก็บไปคิดหลายวันเลย โรคภัยทุกวันนี้เป็นกันแปลก ๆ นะ มีคำถามมาว่า สมุนไพรแก้ขนคุดใช้อะไร ทำงานสถานีอนามัยมา ๒๐ ปีก้อยังไม่เคยเจอคนไข้ด้วยโรคนี้ ถามน้องกลับไปว่าคิดว่าน่าจะเกิดจากสาเหตุอะไร น้องบอกว่าน่าจะเกิดจากการติดเชื้อ งั้นเอางี้ เล่นbroad spectum ไปเลยแล้วกัน เอาสมุนไพรตัวที่ออกฤทธิ์กว้าง ๆ ครอบคลุมทุกเชื้อเข้าว่า เลยแนะนำพลูคาวให้เค้าไปลองกินสดหรือต้มกินดู

กลับมาค้นตำรายาตามที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่าง ๆ ของอาจารย์ วุฒ วุฒิธรรมเวช ที่ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ดังนี้

ตำรับยากินแก้ผม,ขนพิการ ประกอบด้วย รากส้มป่อย รากพุดลา รากมะกรูด เสมอภาค ต้มเอาน้ำดื่มครั้งละหนึ่งถ้วยกาแฟ วันละ ๒ ครั้งเช้าเย็น ก่อนอาหาร

(คำอธิบาย คำว่าลาในที่นี้เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง ดอกไม้ที่มีกลีบชั้นเดียว ไม่ซ้อน เช่น มะลิลา พุดลา รักลา )

สรรพคุณ แก้ผมพิการ ให้ผมร่วง แก้ขนพิการ เจ็บตามขุมขน ให้ขนร่วง
รากส้มป่อย รสขม แก้ไข้
รากพุด รสขมเย็น แก้ไข้ แก้ร้อนใน
รากมะกรูด รสจืดเย็น แก้ไข้แก้ไข้กำเดา ถอนพิษผิดสำแดง กระทุ้งพิษไข้ แก้พิษฝีภายใน

อ่านอาการแล้ว เอ...หรือเราก้อเป็นแฮะ

ข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคขนคุด

โรคขนคุด (Keratosis pilaris)
เป็นอีกอย่างที่คล้ายกับ สิว มากแต่ไม่ใช่สิว บางคนอาจจะเคยเป็นเวลาลูบไปตามขา สะโพก แขนแล้วไม่เรียบเป็นตุ่มๆแข็งๆ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเกิดขึ้นบริเวณผิวหน้าแต่ในบางคนอาจเป็น ยังไม่เจอสาเหตุที่แน่นอนว่าเกิดจากอะไร
โรคขนคุด
เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป มีลักษณะรูขุมขนเป็นตุ่มแข็งนูนขึ้นมาบนผิวให้สัมผัสขรุขระเมื่อลูบดู และแลดูเหมือนหนังไก่ ส่วนใหญ่พบได้บริเวณแผ่นหลัง และต้นแขนด้านนอก (บริเวณท่อนแขนก็พบได้บ้าง) และยังพบได้บริเวณต้นขา สีข้าง สะโพก น่อง น้อยครั้งที่จะพบบริเวณผิวหน้า และอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็น สิว
การจัดแบ่งประเภท
คนที่เป็นส่วนใหญ่จะเป็นวัยผู้ใหญ่ 40-50% และประมาณ 50-80% เป็นวัยหนุ่มสาว และจะพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และความรุนแรงก็จะมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงขั้นรุนแรงมาก โรคขนคุด นั้นมีอยู่หลายประเภท ตั้งแต่ Keratosis pilaris rubra คือ ขนคุด ที่มีอาการอักเสบ แดง, alba คือ ขนคุด ที่เป็นตุ่มแข็งขึ้นมาบนผิวหนังแต่ไม่ระคายเคือง, rubra faceii คือเป็นผื่นแดงบริเวณแก้ม - - ส่วนใหญ่คนที่เป็น โรคขนคุด มักไม่รู้ว่าตนเองเป็นอยู่ (หากว่ามีอาการเล็กน้อย) คนมักจะสับสนเข้าใจว่าเป็นสิว เนื่องจาก ขนคุด นั้นมีลักษณะคล้ายกับเวลาที่ขนลุก เมื่อสัมผัสจะเป็นตุ่มเล็ก ๆ บนผิวหนัง
วิธีการรักษา
ขณะนี้ยังไม่พบวิธีการรักษาอาการ ขนคุด แต่ก็มีวิธีที่ได้ผลระดับหนึ่งที่จะทำให้อาการดูน้อยลง ผิวบริเวณที่เป็น ขนคุด จะดูดีขึ้นและอาจหายไปได้ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านพ้นไป - - การขัดและผลัดเซลล์ผิว, ครีมบำรุงผิวเข้มข้น, lac-hydrin, และโลชั่นที่มีส่วนผสมของ AHA หรือ Urea อาจช่วยบำรุงผิวบริเวณที่มีปัญหาให้ดีขึ้น เนียนนุ่มขึ้นได้บ้างชั่วคราว การรับประทานยาในกลุ่มกรดวิตามินเอ ก็ช่วยได้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีผลต่อตับ อาจทำให้เกิดพิษได้ และควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการตัดสินใจรับประทานวิตามินเอ เมื่อหยุดยาก็มัก กลับมาเป็นอีก การทายากรดวิตามินเอได้ผลบ้าง แต่ไม่ดีเท่ายากิน หลัง ๆ มีการใช้ laser ในการกำจัดขนและมีการอ้างว่า ได้ผลได้การรักษา ขนคุด ด้วย แต่ยังไม่มีการศึกษาที่ยืนยันชัดเจน
การเกาและแกะขนคุดนั้นจะทำให้เป็นแผลแดง และบางครั้งก็ทำให้เลือดออก การแกะเกาบ่อย ๆ จะทำให้กลายเป็นแผลเป็นรอยดำ การสวมใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ ไม่ให้รัดบริเวณที่เป็น ขนคุด ก็จะช่วยลดการเกิด ขนคุด ใหม่ ๆ ได้ เพราะหากสวมใส่เสื้อผ้าคับ ๆ ก็จะเกิดการเสียดสี เปรียบเสมือนการเกา ก็จะทำให้ยังเป็น ขนคุด เพิ่มได้อีก

ข้อมูลจาก

http://www.doctorcosmetics.com/read_content.php?id=1825&pagetype=articles

ปุณณภา  งานสำเร็จ  เรื่อง

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

พระเจ้าห้าพระองค์

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา




เรารู้จักเมล็ดของต้นนี้ตามงานออกร้านต่าง ๆ ตอนแรกนึกว่าเค้าทำเอา ตอนหลังถึงรู้ว่าธรรมชาติเป็นมาอย่างนี้เอง เจอต้นจริงสูงใหญ่มาก อยู่ที่เขาซับลังกาลพบุรี เห็นว่าที่เขาพังเหยชัยภูมิต้นใหญ่กว่านี้ แต่ตามป่าก้อหายากจริง ๆ ยิ่งเมล็ดมันยิ่งหายากไปใหญ่ไม่ทันคนเก็บไปขาย กับกระรอกกระแตที่แทะเอาส่วนที่เหมือนพระพุทธรูปออกไปหมด บางอันมี ถึงหกพระองค์ เราว่าธรรมชาติเค้าสุดยอดเน๊าะ




คนไทยแต่โบราณมักจะมีของขลังชนิดหนึ่งติดตัว คือ “พระเจ้าห้าพระองค์”คำว่าพระเจ้าห้าพระองค์ เป็นคำโบราณ มาจาก คาถาพระเจ้าห้าพระองค์เป็นคาถาเรียกกำลัง เมื่อบริกรรมแล้ว จะเสมือนว่า มีพระเจ้าห้าพระองค์สถิตยที่สองแขนสองขา และกระหม่อม เมื่อต่อสู้จะเกิดกำลังวังชาไม่เหนื่อยง่าย บางที่พบว่ามีทางคงกระพันหนังเหนียวด้วยอันว่า คาถาพระเจ้าห้าพระองค์ มีอยู่สั้นๆ ว่า "นะ โม พุท ธา ยะ" นั่นเองคาถานะโมพุทธายะนี้ ได้มีการแตกหน่อไปหลายสาขา เช่นกรณีของคาถาพระเจ้าห้าพระองค์ของหลวงพ่อโสธรบางครั้งมีการใช้เมล็ดพระเจ้าห้าพระองค์เป็นเครื่องรางของขลังคู่กับคาถาพระเจ้าห้าพระองค์ผลพระเจ้าห้าพระองค์มีลักษณะเป็นวงกลมใหญ่กว่าเหรียญสิบบาทเล็กน้อยเป็นเมล็ดแห้งตัน มีร่องขรุขระ ผิวเปลือกนูนลักษณะคล้ายองค์พระพุทธรูปหรือพระเครื่องห้าร่อง หันพระเศียรชนกันที่ตรงศูนย์กลาง จึงเรียกว่า "พระเจ้าห้าองค์" ถือเป็นของขลังที่มีพุทธคุณโดเด่นทางเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน มีโชคลาภและโภคทรัพย์อุดมสมบูรณ์ เสริมสิริมงคล และขจัดความชั่วร้ายต่าง ๆ ทำให้แคล้วคลาดจากอันตราย บางคนก็นำเมล็ด “พระเจ้าห้าพระองค์” ไปเข้าพิธีปลุกเสกเพิ่มอิทธิฤทธิ์ในทางอยู่ยงคงกระพันผลพระเจ้าห้าพระองค์เกิดจากผลบุญของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ในกัปป์นี้ ดังนี้จึงเป็นผลไม้ที่มีดีทางธรรมชาติ ปกติจะมีเทวดาคุ้มครองเสมอ การนำมาปลูกในบ้านเรือน ต้องนิมนต์พระมาชยันโตด้วย ตาดีๆลองหาลูกที่มี 6 หรือ 4 ตา หายากดีคนส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่า “ผล” ของต้น “พระเจ้าห้าพระองค์” มีสรรพคุณเป็นสมุนไพรและนิยมใช้กันมาช้านานแล้ว โดยในยุคสมัยก่อนคนไทยเป็นโรค “หิด” กันมาก เมื่อเป็นแล้วจะทรมานมาก เข้าสังคมไม่ได้ คนรังเกียจ ยารักษาหายาก บางคนอยู่ไกลตัวเมือง ไกลสุขศาลาหรือโรงหมอ จึงนิยมใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกในการรักษา ซึ่ง “ผล” ของ “พระเจ้าห้าพระองค์” ก็มีสรรพคุณรักษาโรค “หิด” ด้วย โดยมีวิธีใช้แบบง่ายๆ คือ เอาผลแห้ง ของ “พระเจ้าห้าพระองค์” ฝนกับหินลับมีด หรือหินฝนยาสมุนไพรผสมกับน้ำให้ข้นแล้วเอาน้ำที่ฝนได้ทาบริเวณที่เป็น “หิด” หรือบริเวณที่เป็นเม็ดผื่นคันชนิดเรื้อรัง โดยทาบ่อยๆ จะทำให้อาการที่เป็นอยู่ค่อยๆทุเลาลงและแห้งหายได้ในที่สุดพระเจ้าห้าพระองค์ หรือ DRA-CONTOMELON DAO อยู่ในวงศ์ ANA-CARDICEAE เป็นไม้ยืนต้น สูง 20-30 เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก รูปรีกว้าง มีใบ 6-9 คู่ เมื่อต้นโตเต็มที่จะให้ร่มเงาดีมาก ดอก เป็นสีเหลืองปนเขียว เวลามีดอกจะสวยงามน่าชมมาก “ผล” รูปกลมรีเล็กน้อย แบ่งเป็นพู 5 พู แต่ละพูจะมีรูปคล้ายพระเรียงรอบผลห้าองค์ จึงถูกตั้งชื่อตามลักษณะผลว่า ต้น “พระเจ้าห้าพระองค์”แต่นานวันเข้าต้นพระเจ้าห้าพระองค์กำลังใกล้สูญพันธุ์เต็มที และหาไม่ได้ในป่าโดยทั่วไป ในเทือกเขาพังเหยมีต้นพระเจ้าห้าพระองค์อยู่แค่ 2 ต้น มีอายุกว่าร้อยปี ต้นพระเจ้าห้าพระองค์ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด แต่ขยายพันธุ์ไม่ค่อยได้ เพราะเมื่อเมล็ดร่วงลงมาถึงพื้นดิน กระรอกหรือกระแตจะไปเจาะเพื่อกินเนื้อในเป็นอาหาร ทำให้ไม่สามารถงอกเป็นต้นใหม่ได้ แต่ถ้าอยากจะปลูก ฝน (จรัสสายฝน อุดมทรัพย์ คนรุ่นใหม่ความหวังของหมอพื้นบ้านไทย จากสกล ) บอกเราว่า ต้องแกะตาที่เหมือนพระพุทธรูปออกถึงจะขึ้น

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

แล้วข้าวเย็นโคกก็กู้หน้าโคราช

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา


ข้าวเย็นโคก







พึ่งได้มีโอกาสไปร่วมจัดบูธในงานรวมพลังสร้างสุขภาพด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบเนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสครบรอบการบรมราชาภิเษก ปีที่ ๖๐ เมื่อวันที่ ๑๗-๑๘มิถุนายน ๒๕๕๓ที่ผ่านมาที่ศูนย์โอท็อป เซ็นเตอร์ อ.เมือง จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยเหตุการณ์เฉียดฉิวจวนเจียนเกือบจะไม่ได้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ จากเหตุผลของคนบางคนที่มีอำนาจแต่ไม่อยากจะให้ความสำคัญ ต้องยอมรับว่าหลายครั้งที่ถอดใจอยากหนีอยากลาออก แต่ผ่านไปซักพักเหมือนมีแรงฮึดให้สู้ใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า โจทย์ของโคราชในครั้งนี้นอกจากการบอกเล่าถึงภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรในผู้สูงอายุ การแสดงวัฒนธรรมเด่นของจังหวัด โจทย์ที่ยากที่สุดอีกข้อก็คือ เราถูกเบียดงบประมาณให้จัดงานด้วยเงินสองพันห้าร้อยบาทสำหรับซื้ออุปกรณ์ที่จัดแต่งบูธทั้งหมดรวมไปถึงค่ากินอยู่ของคน ๕ ชีวิตเป็นเวลาสามวัน ทั้งๆที่ทางกระทรวงให้เงินเรามามากพอที่จะจัดงานได้อย่างเต็มที่ ทำให้เราต้องคิดการบ้านอย่างหนักไม่นับการที่โคราชเป็นจังหวัดใหญ่ที่ต้องถูกจับตามอง เรากับทีมงานช่วยกันค้นหาอุปกรณ์ วัสดุตกแต่งเท่าที่พอค้นพอขัดถูเก็บมาใช้ เอาต้นไม้ส่วนตัวที่เราสะสมไว้มารวบรวมได้ห้าชนิดพยายามให้ไม่ซ้ำกับจังหวัดอื่น คิดหาไฮไลต์ว่าปีนี้จะเอาต้นอะไรดี ต้นกุหลาบเหลืองโคราชซึ่งเป็นกล้วยไม้ประจำถิ่นก้อน่าสนใจเพราะมีกลิ่นเหมือนตะไคร้ช่วยไล่แมลงได้ แต่ดอกเค้าพึ่งโรยไปเมื่อเดือนที่แล้ว ต้นกล้วยไม้ที่ไม่มีดอกก้อเหมือนผู้หญิงไม่แต่งหน้ามันดึงความสนใจไม่ได้ จะเอาว่านกลีบแรดรึก้อต้นละ ๕๐๐ บาท สู้ราคาไม่ไหว สุดท้ายเลยมาลงตัวที่ข้าวเย็นโคกที่ตัวเองซื้อไว้ราคา ๓๐ บาท กะเร่กะร่อน ๒๐ บาท ว่านน้ำมีอยู่แล้วไม่ได้ซื้อ บุกรอ ๑๐๐ บาทแต่เอาไปได้แต่ต้นเล็ก และว่านหัวน่วมที่รอดมาจากหอยทากปีที่แล้วเหลืออยู่ต้นเดียว ได้แต่ภาวนาให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี
เมื่อเดินทางมาถึงศูนย์โอทอปของจังหวัดอุบลราชธานี ทีมงานทั้งหมดก้อเริ่มหน้าตาซีดเซียว เพราะทุกบูธจัดได้อลังการสวยงามมาก แต่ละจังหวัดขนคนมาไม่ต่ำกว่า๓๐คน ส่วนโคราชมีมาทั้งหมด๕ชีวิต ( ร่วมทั้งพี่พขร. ) ให้กำลังใจกันว่า เอาน่าสู้ๆ ตามอัตภาพก้อแล้วกัน ช่วงเปิดงานท่านอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ท่านเยี่ยมชมบูธของ ๑๙ จังหวัด ใกล้เข้ามาๆ นึกอยู่ในใจว่าเอาไงดีว้าๆๆๆ มองความว่างโล่งของบูธแล้วก้อใจไม่ดี เป็นไงเป็นกัน พอท่านอธิบดีฯมาถึงบูธของโคราชเลยพาท่านดูต้นข้าวเย็นโคกเล่าให้ท่านฟังว่าเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่วิถีชีวิตของคนภาคอีสาน เข้าตำรับยาได้ทุกตำรับ รักษาได้ทุกโรค ใช้ทดแทนข้าวเย็นเหนือข้าวเย็นใต้ที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีงานวิจัยที่รวบรวมเอาไว้ว่าในเมืองไทยมีหัวยาข้าวเย็นทั้งสิ้น ๕ สายพันธุ์ ต้นนี้เป็นหนึ่งใน ๕ สายพันธุ์ และมีการนำมาใช้ในตำรับยาทั่วประเทศถึง ๒,๔๐๐๐ ตำรับ ซึ่งท่านแปลกใจเมื่อทราบว่าหาได้ง่ายมีขึ้นทั่วไปตามป่าตามโคกหัวไร่ปลายนา และท่านก้อให้ความสนใจเป็นอย่างมากได้ขอต้นที่นำมาแสดงไปด้วย ทำให้เรารู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาและจะพยายามศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ยิ่งๆขึ้น ภารกิจก่อนตายต้องรวบรวมข้อมูลสมุนไพรเหล่านี้ให้มากที่สุด ตามหาหัวยาข้าวเย็นอีก ๔ สายพันธุ์ ยังมีบุกโคราชหรือบุกหัวช้างสายพันธุ์แท้ของโคราช แก้งขี้พระร่วง ดู่ทุ่ง ไม้แหย่แย้ หัวร้อยรู และอีกมากมายที่ต้องทำ ชีวิตเริ่มมีความสุขขึ้นอีกครั้ง

วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ส้มป่อยกับน้ำตาของการสูญเสีย

ขอยืมรูปจากเวปไซด์คนอื่นละกัน เพราะต้นของเราโดนจนกุดเลย
ส้มป่อย



เรากับส้มป่อยมีอดีตร่วมกัน ตอนอยู่สถานีอนามัยที่อยู่บนเขาชัยภูมิ มีต้นส้มป่อยเกิดขึ้นเองข้างรั้วอนามัยเป็นพุ่มเรื่อยยาวไปถึงวัด ผู้เฒ่า ผู้แก่ จะแวะเด็ดฝักใส่ขันไปทำน้ำมนต์รดเป็นศิริมงคลของชีวิต เราเห็นเค้ายืนพุ่มอยู่อย่างนั้นเป็นเหมือนเพื่อนรักที่คุ้นเคย

เป็นธรรมดาของการทำงานร่วมกันที่ผู้ร่วมงานอาจไม่พอใจกันบ้าง ผู้ร่วมงานของฉันทุกครั้งที่ไม่พอใจฉัน เค้าจะไปตัดต้นส้มป่อนจนเหี้ยนเตียน แต่ธรรมชาติไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ต้นส้มป่อยแตกยอดแผ่กิ่งใบครั้งแล้วครั้งเล่า จนครั้งสุดท้ายลูกน้องที่เป็นอสมใมบอกว่าพี่โอ่งเที่ยวนี้เค้าตัดและจุดไฟสุมตอเลย มันคงขึ้นอีกไม่ได้แล้ว ฉันทรุดลงร้องไห้โฮอยู่ตรงบันไดอนามัย เป็นความสะเทือนใจที่เกินบรรยาย มันบอกไม่ถูก มันสูญเสีย นึกเห็นภาพผู้เฒ่าผู้แก่ที่คุ้นชินกับการเก็บส้มป่อยแล้วสะเทือนใจมาก เดินดูร่องรอยของการทำลายด้วยหัวใจที่แตกสลาย

พอมาอยู่ที่ใหม่ส้มป่อยต้นใหญ่งามขึ้นพันต้นสะเดาอยู่หน้าตึกทำงาน แต่มีคนเลวโกรธใครก้อไม่รู้ฟันมันทิ้งอีก และทุกครั้งที่เค้าพยายามขึ้นใหม่ก้อมีร่องรอยการตัดจนกุดแล้วกุดอีก ฉันต้องสะเทือนใจกับภาพแบบนี้อีกนานเท่าไหร่ และทำไม....
จุดสังเกตุ คือ ต้นส้มป่อนจะคล้ายต้นชะอมแต่ยอดอ่อนมีสีแดงชิมดูมีรสเปรี้ยว

ส้มป่อย หรือ ส้มขอน (ภาคกลาง) ส้มป่อย (ภาคเหนือ) ส้มใบ ส้มป่อย (ภาคใต้) หม่าหัน
ชื่อวิทยาศาสตร์: Acacia concinna (Willd.) DC.
วงศ์: Leguminosae-Mimosoideae
ลักษณะวิสัย: ส้มป่อยเป็นไม้พุมรอเลื้อยขนาดใหญ่ ตามลำต้นกิ่งก้าน มีหนาม ใบเป็นใบประกอบ แบบขนนกสองชั้นใบย่อยรูปขอบขนาน ปลายและโคนใบมน ดอกมีขนาดเล็กเป็นช่อ กลมเป็นพู่เหมือนดอกกระถิน ออกตามปลาย กิ่ง ฝักแบนยาว คล้ายถั่วลันเตา สีน้ำตาลดำ
ขอบเป็นคลื่น ผิวย่น มีสารกลุ่มซาโปนินสูงถึง 20 % ตีกับน้ำจะเกิดฟองคงทนมาก ขยาย พันธุ์ด้วยเมล็ด
ตำนาน
นิทานจากพรหมจักรชาดก ชาดกล้านนาซึ่งแปลงมาจาก รามเกียรติ์ที่ได้กล่าว ถึงความสำคัญของส้มป่อยว่า ครั้งหนึ่ง มีควายชื่อทรพี คิดอยากเอาชนะพ่อ จึงท้าชนทรพาผู้พ่อ ทั้งสอง ต่อสู้กันจนเวลาล่วงเลย ฝ่ายทรพีเพลี่ยงพล้ำถูกทรพาไล่ขวิดจนถอยร่นไปไกล ขณะนั้นเองทรพี ได้ถอย ไปชนต้นส้มป่อยที่กำลังออกฝักอยู่ ด้วยกำลังที่ชนอย่างแรงทำให้ฝักส้มป่อยหล่นลงมาถูกหัวทรพี ทันใดนั้น กำลังที่เคยอ่อนล้าหมดแรง เกิดฮึกเหิมเพิ่มขึ้น ได้ทีทรพีจึงถาโถมเข้าชนทรพาอย่างเมามัน ผู้เป็นพ่อ เสียที หมดแรงถอยไปชนต้นมะขามป้อม ลูกมะขามป้อมหล่นถูกหัว เรี่ยวแรงที่อ่อนล้ายิ่งหมดไป จึงถูกทรพี ผู้เป็นลูกฆ่าตายในที่สุด
ชาวบ้านเชื่อว่า ส้มป่อยเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ ขจัดสิ่งเลวร้าย อัปมงคล เป็นการปลดปล่อยสิ่งไม่ดีให้หลุดพ้นจากชีวิต
คำว่า ส้ม หมายถึง เปรี้ยว
ป่อย หมายถึง ปลดปล่อย
ชาวบ้านจะเก็บฝักส้มป่อยในช่วงเดือน 5 เหนือ ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน ยิ่งถ้าเก็บในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ จะทำให้ได้ ส้มป่อยศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น
เมื่อได้เวลาเก็บ ชาวบ้านจะเลือกเก็บฝักส้มป่อยที่แก่จัด นำไปตากในกระด้งให้แห้งสนิท เก็บใส่ตะกร้า ไว้ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ทั้งพิธีมงคลและอัปมงคล ก่อนนำไปใช้จะนำฝักส้มป่อยไปผิงไฟพอให้สุก ส้มป่อยจะมี กลิ่นหอมเปรี้ยว จากนั้นหักฝักส้มป่อยเป็นชิ้นเล็กๆ แช่ในน้ำ จะได้น้ำส้มป่อยที่มีสีเหลืองอ่อนๆ สำหรับใช้ ในพิธีกรรมสำคัญ
น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ชำระสิ่งชั่วร้าย จากพระสงฆ์หรือปู่อาจารย์ที่นับถือ นอกจากคาถาที่ร่ายเป่าลงไปแล้ว ในน้ำยังมีสิ่งสำคัญ ที่ก่อเกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้ศรัทธา คือส้มป่อย เป็นส่วนผสมหนึ่งด้วย
พิธีการสำนึกบุญคุณและขอขมาผู้ใหญ่ที่นับถือ หรือการดำหัวในเทศกาลปี๋ใหม่เมือง ผู้น้อยถือขันข้าวตอก ดอกไม้ ธูป เทียน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ น้ำส้มป่อย ที่ผู้ใหญ่ใช้ลูบหัวหลังเสร็จการให้พร แล้วสะบัดพรมให้ลูกหลาน เพื่อเป็นสิริมงคลทั้งตนเองและผู้ที่รัก
ประเพณีงานบุญที่พ่อแม่ทุกคนต่างรอคอยโอกาสสร้างกุศลใหญ่ เพื่อปรารถนาให้ลูกชายพาไปพบชีวิตที่ดี ในโลกหน้าคือการบวชลูกแก้ว (บวชพระหรือเณร) น้ำส้มป่อยก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการชำระล้างเนื้อตัว ให้บริสุทธิ์ก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ์ปฏิบัติธรรม
เหตุการณ์ที่ทุกคนไม่อาจหลีกพ้นได้ คือ ความตาย น้ำส้มป่อยก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในงาน ใช้อาบน้ำศพ เพื่อให้ผู้จากไปได้พบสิ่งดีสู่สุคติ นำร่างไปเผาที่ป่าช้า กลับมาผู้ที่ยังอยู่จะใช้น้ำส้มป่อยล้างมือ ลูบผมเพื่อป้องกัน สิ่งชั่วร้ายและไล่เสนียดจัญไรออกจากตัว ถ้าเป็นการเผาผีตายโหง ฝักส้มป่อยที่นำติดตัวสามารถล้างอาถรรพ์ จากผีไม่ให้ติดตามมาได้
การสืบชะตา สะเดาะเคราะห์ ประกอบพิธีไหว้ครู เช่น ครูซอ ครูหมอเมือง (หมอสมุนไพรพื้นบ้าน) หรืออื่นๆ ล้วนมีน้ำส้มป่อย เข้ามาช่วยให้ขลัง
ชาวบ้านยังมีความเชื่อว่า ถ้าใครไปทำสิ่งไม่ดีที่เรียกว่า ขึด ทำให้ตนเจอะเจอความชั่วร้าย ไม่เป็นมงคล สิ่งที่ช่วยให้บรรเทาเบาบางลงคือ น้ำส้มป่อย
ครูอาจารย์ ผู้มีเวทมนตร์คาถา ที่นั่งผีปู่ย่า (คนทรง) เมื่อทำผิดข้อห้ามของครูอาจารย์หรือบรรพบุรุษ ที่เรียกกันว่า ผิดครู น้ำส้มป่อยก็ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น และมีของดีในตัวได้ดังเดิม
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ เช่น พระพุทธรูป พระเครื่อง ชาวบ้านจะนำน้ำส้มป่อยใส่น้ำอบน้ำหอม เพื่อสรงน้ำพระ ในวันปีใหม่เมือง เช่นกัน
ส้มป่อย เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ชอบขึ้นตามพื้นที่ลุ่มต่ำ ชื้นแฉะ ลักษณะใบคล้ายใบชะอม มีรสเปรี้ยว ชาวบ้านจะใช้ยอดอ่อนใส่แกงให้ได้รสเปรี้ยวแทนมะนาว ชาวบ้านนิยมใส่ในต้มส้มไก่เมือง ปลา หรือต้ม ส้มขาหมู จะได้รสชาติเปรี้ยวอร่อยและหอมกลิ่นส้มป่อย มีผลเป็นฝักแบนๆ เป็นข้อ คล้ายฝักฉำฉา หรือฝักกระถินเทศ แต่จะสั้นและบางกว่า จะมีหนามตลอดที่ต้นและกิ่งก้าน
สรรพคุณทางยา ต้น แก้น้ำตาพิการ ใบ แก้โรคตา เป็นยาถ่าย ขับเสมหะ ชำระเมือกมันใน ลำไส้ แก้บิดฟอกล้างประจำเดือน ดอก รักษาโรคเส้นพิการ ผล ใช้แก้น้ำลายเหนียว ราก ใช้แก้ไข้ ฝักแห้ง นำไปปิ้งให้เหลืองชงน้ำจิบแก้ไอและขับเสมหะ เป็นยาทำให้อาเจียน ใช้ฟอกผมแก้รังแค ช่วยให้ผมดกดำ เป็นเงางาม ไม่แตกปลาย แก้ไข้จับสั่น แก้โรคผิวหนัง เมล็ด นำไปคั่วแล้วบด ให้ละเอียดใช้นัตถุ์ให้คันจมูก ทำให้จามดี ส่วนใบ ตำให้ละเอียดใช้ประคบช่วยคลายเส้นได้
ข้อมูลจากนิตยสารหมอชาวบ้านได้กล่าวถึงส้มป่อยไว้อย่างละเอียด ทำให้เรารับรู้ถึงความผูกพันที่ชาวบ้านมีกับส้มป่อยตั้งแต่เกิดจนตาย คงไม่เกินเลยไปถ้าเราจะร้องไห้เพราะส้มป่อยกอนั้นด้วยความรู้สึกผูกพันทางจิตวิญญาณจริงๆ ลองอ่านกันดู
สมุนไพรมงคล ขับพ้นสิ่งชั่วร้าย คนไทยใหญ่ใช้ฝักส้มป่อยในพิธีกรรมหลายอย่างโดยเฉพาะงานสะเดาะเคราะห์ เพราะเชื่อว่า ส้มป่อยเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ ช่วยขจัด ปลดปล่อยความโชคร้าย เคราะห์กรรม ความอัปมงคล ให้หลุดพ้นจากชีวิต ถ้าคนไหนไม่สบายใจ ไม่สบายตัว เจ็บไข้ เขาจะเอาส้มป่อยมาต้มอาบ หรือล้างหัว ล้างหน้า ถ้าไปดูดวงแล้วดวงตกหรือโชคไม่ค่อยดี เขาก็จะอาบน้ำส้มป่อย ถ้าเจอผีก็อาบส้มป่อย พิธีรดน้ำมนต์ส่วนมากก็ใช้น้ำฝักส้มป่อย นอกจากนี้ งานมงคลสำคัญของชาวไทยใหญ่ เช่น งานบวชลูกแก้ว (บวชพระหรือเณร) น้ำส้มป่อยก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการชำระล้างเนื้อตัวให้บริสุทธิ์ก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วไทยใหญ่เรียกส้มป่อยว่า หมากขอน หม่าหันหม่าหัน...ตำนานแม่นากภาคไทยใหญ่มีนิทานพื้นบ้านที่เกี่ยวกับหม่าหันว่า กาลครั้งหนึ่ง มีผัวเมียข้าวใหม่ปลามันคู่หนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่ท้ายหมู่บ้าน ผัวต้องออกตระเวนไปค้าขายต่างถิ่น ในขณะที่เมียกำลังตั้งท้อง ต่อมาเมียก็คลอดลูกตาย ขณะที่เพื่อนบ้านจะเคลื่อนย้ายศพของเมียไปฝังที่ป่าช้านั้น ร่างคนตายก็ร่วงลงมาตรงบันไดบ้าน ตามธรรมเนียมชาวไทยใหญ่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หมายถึง ผู้ตายไม่อยากไปป่าช้า ชาวบ้านจึงนำศพฝังไว้ที่บ้าน เมื่อผัวกลับมาเป็นช่วงเวลากลางคืนก็พบเมียหุงหาสำรับกับข้าวไว้รอท่า ก็อยู่กินกันตามปกติ รุ่งขึ้นผัวออกไปพบชาวบ้านคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน เพื่อนบ้านก็บอกว่าเมียแกคลอดลูกตาย แต่ชายหนุ่มหาเชื่อไม่ ปฏิเสธว่าไม่จริงก็ยังอยู่กินกันตามปกติ แต่เมื่อไปพบใครๆ ก็บอกเช่นนั้น จึงเริ่มสงสัยขึ้นมาบ้าง วันหนึ่งหลังกินข้าวเย็นเสร็จเรียบร้อย ผัวทำตะบันหมากตกลงไปใต้ถุนบ้านตั้งใจจะลงไปเก็บ เมียก็บอกว่าเดี๋ยวน้องไปเก็บให้ พอผัวคล้อยหลังได้เหลียวไปเห็นเมียเอาลิ้นไปม้วนเก็บตะบันตำหมากนั้นขึ้นมาบนเรือน พอแน่ใจแล้วว่าเมียของตนคงตายไปแล้วจริงๆ จึงออกอุบายบอกเมียว่าจะไปทำถ่ายเบาตรงนอกชาน แล้วรีบไปเจาะกระบอกไม้ไผ่ที่เก็บน้ำไว้ตรงนอกชานเพื่อให้เกิดเป็นเหมือนเสียงปัสสาวะ จากนั้นก็รีบวิ่งไปในหมู่บ้านแบบไม่คิดชีวิต เมียเมื่อเห็นผัวปัสสาวะไม่เสร็จเสียทีจึงออกมาดูก็พบว่าผัวไม่อยู่แล้ว จึงวิ่งออกไปตะโกนเรียกหา ส่วนผัวเมื่อรู้ว่าเมียตามมาจึงรีบหลบในพุ่มของหมากขอน (ส้มป่อย) เมียมองไม่เห็นผัวที่หลบอยู่ใต้พุ่มหมากขอน วิ่งมาจนถึงหมู่บ้านไปพบบ้านช่างตีเหล็กกำลังตีเหล็กไฟลุกโชนอยู่ จึงถามว่าเห็นผัวของฉันไหม ช่างตีเหล็กรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ตายแล้ว จึงบอกว่า ก้มลงซิ เมื่อหล่อนก้มลง ช่างตีเหล็กก็ใช้ค้อนที่เผาไฟลุกแดงตีลงไป สาวเจ้าก็ได้กลายเป็นหิ่งห้อยลอยตามหาผัวต่อไป นับแต่นั้นมาคนไทยใหญ่ก็จะเรียกหมากขอนว่าหม่าหันซึ่งแปลว่าไม่เห็น หมายถึงผีมองไม่เห็นนั่นเอง และเชื่อว่าหิ่งห้อยคือวิญญาณของเมียที่ตามหาผัวของตนเอง นอกจากคนไทยใหญ่แล้วคนเฒ่าคนแก่ในภาคเหนือและภาคอีสานรวมถึงประเทศลาว ต่างใช้ฝักของส้มป่อยเพื่อปัดเป่าภัยร้ายเช่นกัน ดังเช่น ในวันสงกรานต์ที่คนโบราณเชื่อกันว่าเป็นวันที่มีอาถรรพ์แรง เพราะเศียรของท้าวผกาพรหมอาจหล่นมาสู่โลกเกิดไฟประลัยกัลป์ได้ จึงต้องมีการรดน้ำดำหัวกันด้วยน้ำฝักส้มป่อย เพื่อล้างอาถรรพ์สร้างสวัสดิมงคล ใช้ในพิธีเสริมสิริมงคล พิธีไหว้ครู สะเดาะเคราะห์ แก้อาถรรพ์ไล่ภูติผีปีศาจ ใช้ล้างมือ ล้างหน้า หลังจากกลับจากงานศพ หรือใช้อาบน้ำศพ เพื่อให้ผู้จากไปได้พบสิ่งดีสู่สุคติ หรือการนำฝักส้มป่อยติดตัวไปด้วยในงานเผาศพผีตายโหง เป็นต้นการเก็บฝักส้มป่อยที่จะนำมาใช้ในการทำพิธีกรรมต่างๆ นั้นต้องเก็บในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๔ จึงจะศักดิ์สิทธิ์ หรืออย่างน้อยก็ต้องไปเก็บก่อนฟ้าร้อง หรือก่อนฝนตกลงมา เพราะหากฟ้าร้องฝนตกแล้วถือว่าไม่เป็นยา ไม่ขลัง ถือว่าข้ามปีไปแล้ว เมื่อได้เวลาเก็บ ชาวบ้านจะเลือกเก็บฝักส้มป่อยที่แก่จัด นำไปตากในกระด้งให้แห้งสนิท เก็บใส่ตะกร้า ไว้ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ก่อนนำไปใช้นิยมนำฝักส้มป่อยไปผิงไฟพอให้สุก ส้มป่อยจะมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยว ผู้ที่เคยล้างหน้าหรืออาบด้วยน้ำส้มป่อยแล้ว ย่อมรู้สึกได้ถึงความมีสิริมงคล เพราะกลิ่นหอมแทรกรสเปรี้ยวของส้มป่อยช่วยให้สดชื่นฟื้นชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีทันใด ส้มป่อย สมุนไพรแห่งการขอลดโทษ...ทางธรรมคนล้านนายังเชื่อว่าส้มป่อยเป็นสมุนไพรในการขอลดโทษทางธรรม กล่าวคือเมื่อทำผิดพลั้งไป เช่น ถ้าใครไปทำสิ่งไม่ดีที่เรียกว่า ขึด ทำให้ตนเจอะเจอความชั่วร้าย สิ่งที่ช่วยให้บรรเทาเบาบางลงคือ น้ำส้มป่อยหรือครูอาจารย์ ผู้มีเวทมนตร์คาถา ที่นั่งผีปู่ย่า (คนทรง) เมื่อทำผิดข้อห้ามของครูอาจารย์หรือบรรพบุรุษ ที่เรียกกันว่า ผิดครู น้ำส้มป่อยก็จะช่วยให้ของขลังของดีมีในตัวได้ดังเดิม ส้มป่อย สมุนไพรไล่เมฆมรสุม พายุร้ายนอกจากจะใช้ส้มป่อยในการปลดปล่อยสิ่งชั่วร้ายและสร้างสิริมงคลให้กับตัวเองแล้ว คนกะเหรี่ยงและคนพื้นเมืองหลายพื้นที่ในภาคเหนือ ในคราที่พายุลมแรง ฝนฟ้าคะนอง ฟ้าแลบ ฟ้าร้องเปรี้ยงปร้าง น่าหวาดกลัว เขาจะเผาฝักส้มป่อยให้เกิดเป็นควันโขมง สักพักทุกอย่างก็จะสงบลง ผู้ที่เคยเห็นเหตุการณ์ต่างยืนยันเช่นนั้น ส้มป่อย ยาสระผมธรรมชาติแชมพูสระผมปัจจุบันทำจากสารเคมี ไม่ว่าสูตรไหนๆ ก็จะมีสรรพคุณในการชำระล้างน้ำมันธรรมชาติของเส้นผมและหนังศรีษะ ทำให้ผมแห้ง เป็นรังแค ผมหงอกก่อนวัย สมัยก่อนคนในแถบเอเชียต่างใช้น้ำจากฝักส้มป่อยสระผมอันงามสลวย ปัจจุบันในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือยังมีการใช้อยู่ในทางชีวเคมี ฝักส้มป่อยมีสารกลุ่มซาโพนิน (Zaponin) หลายชนิด เช่น สารอะคาซินินเอ (Acacinin A) และสารอะคาซินินบี (Acacinin B ) รวมกันแล้วสูงถึงร้อยละ ๒๐ สารเหล่านี้เป็นแชมพูธรรมชาติที่เป็นกรดอ่อนๆ เหมาะที่จะใช้ในการสระผมอย่างยิ่ง ช่วยรักษารังแค ผมหงอกก่อนวัย เพียงนำฝักส้มป่อยมาหักกวนตีกับน้ำแรงๆ สารซาโพนินจะแตกฟองที่คงทนมากมีฤทธิ์ในการชำระล้างได้ดีโดยไม่ทำลายธรรมชาติของผมและผิวบนหนังศีรษะ การอาบหรือแช่น้ำส้มป่อยทั้งตัวจะช่วยให้ร่างกายสะอาดปราศจากคราบไคล ช่วยให้สดชื่น แก้ผดผื่นคันในหน้าร้อนและโรคผิวหนังได้หลายชนิด ไม่เพียงแต่ผิวกายและหนังศีรษะเท่านั้น น้ำส้มป่อยยังใช้แช่และขัดเครื่องทองให้เหลืองอร่ามสุกปลั่งเหมือนทองใหม่ได้อีกด้วยส้มป่อย สุดยอดผักกำจัดพิษ ช่วยแก้ไอ...สมุนไพรในยุคหวัด 2009ใบส้มป่อยและฝักใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของยาอบ ผลจากการที่มีรสเปรี้ยวช่วยขับเหงื่อ ช่วยกำจัดสิ่งสกปรกออกจากร่างกายใบส้มป่อยยังใช้เป็นยาประคบ แทบทุกตำรับจะใช้ใบส้มป่อยเดี่ยวๆ หรือผสมสมุนไพรตัวอื่นใส่ในลูกประคบเพื่อแก้ปวดเมื่อย และยังนำใบส้มป่อยมาต้มดื่มได้น้ำต้มใบส้มป่อยมีรสเปรี้ยวเป็นยาสตรีช่วยถ่ายระดูขาว ฟอกโลหิตประจำเดือนให้งาม ช่วยล้างเมือกมันในทางเดินอาหารและใช้เป็นยาระบาย ช่วยกำจัดพิษออกจากระบบทางเดินอาหาร ช่วยลดน้ำหนักได้เช่นกัน นอกจากนี้ ความเปรี้ยวของส้มป่อยยังช่วยละลายเสมหะ แก้ไอได้อีกด้วยดังนั้นส้มป่อยจึงเป็นสมุนไพรกำจัดพิษแบบไทยๆ อย่างดีทีเดียว ที่น่าสนใจคือใบของส้มป่อยถือเป็นผักที่มีวิตามินเอและบีตาแคโรทีนสูงมากเป็นอันดับต้นๆ ผลจากการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของยอดส้มป่อยพบว่ามีสูงมาก นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่าสารซาโพนินในฝักส้มป่อยทำให้ทีเซลล์ (T cells) ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้นส้มป่อยเป็นยาตำรับยาแก้รังแค คันศรีษะ รักษาผมหงอกก่อนวัย นำฝักส้มป่อยที่ปิ้งไฟประมาณ ๑๐ ฝักต้มรวมกับลูกมะกรูดที่หมกไฟดีแล้ว ๒ ลูก ในน้ำ ๕ ลิตร ต้มเดือดจนแตกฟองดี แล้วนำมาใช้หมักและสระผมได้โดยไม่ต้องผสมกับแชมพูเคมีใดๆ เลย หากสระผมด้วยแชมพูธรรมชาติส้มป่อยสัปดาห์ละ ๒-๓ ครั้ง รับรองว่าอาการคันบนหนังศีรษะและรังแคจะหายไปเป็นปลิดทิ้งตำรับยาแก้ไอตำรับ 1 เอาเปลือกแช่น้ำกินทำให้ชุ่มคอแก้ไอได้ตำรับ 2 นำฝักปิ้งไฟให้เหลืองชงน้ำกินแก้ไอตำรับยาแก้ไข้ ท้องอืดใช้ยอดส้มป่อยต้มกินกับข้าวต้ม ตำรับยาแก้ฝีตำรับ ๑ นำยอดอ่อนของส้มป่อยมาตำรวมกับขมิ้นอ้อยใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย หมกไฟพออุ่นและนำไปพอกจะช่วยแก้พิษฝี ทำให้ฝีแตกเร็วหรือยุบไปตำรับ ๒ ใช้รากฝนใส่น้ำปูนใสทาฝีตำรับยาแก้โรคตับใช้เปลือกต้มกิน ตำรับยาแก้ท้องร่วง ใช้รากส้มป่อยต้มน้ำดื่มอาหารจากส้มป่อย1. ต้มส้มป่อย (อุ้ยกำ จาอินต๊ะ สัมภาษณ์ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2552) ส่วนผสม ปลาช่อน 1 ตัวหั่นเป็นชิ้นใหญ่ ยอดส้มป่อย 1 กำ พริกสด 5 เม็ด กระเทียม 1 หัว ข่า 3 แว่น ตะไคร้ 1 ต้น เกลือ น้ำปลา วิธีทำ บุบพริกสด กระเทียม ตะไคร้ ลงในหม้อ ใส่น้ำครึ่งหม้อตั้งไฟให้เดือด ใส่ปลาลงไป ปรุงด้วยเกลือ น้ำปลา ใส่ยอดส้มป่อย สักพักยกลง กินได้2. แกงส้มปลาดุกใส่ยอดส้มป่อย (อุ้ยกำ จาอินต๊ะ สัมภาษณ์ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2552) ส่วนผสม ปลาดุก 1 ตัวหั่นเป็นชิ้นใหญ่ ยอดส้มป่อย 1 กำ เครื่องแกง (พริกสด 5 เม็ด ขมิ้น 3 แง่ง ตะไคร้ 1 ต้น หอมแดง 4 หัว กระเทียม 2 หัว รากผักชี 3 ต้น กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ) ผักชี ผักชีฝรั่ง ต้นหอม มะเขือเทศ น้ำมะนาว ผักสำหรับแกงส้ม (ผักบุ้ง หรือมะละกอ หรือผักกระดาด-ทางเหนือเรียกส้มตูน) วิธีทำ ตำเครื่องแกงให้ละเอียดผสมน้ำครึ่งหม้อ ตั้งไฟให้เดือด ใส่ปลาดุก ใส่น้ำมะนาวเพื่อดับกลิ่นคาวปลา ต้มให้ปลาสุก ใส่ผักสำหรับแกงส้ม ผักชีซอย ต้นหอมซอย มะเขือเทศ ยอดส้มป่อย ปรุงรสให้อร่อยยกลง กินได้3. แกงเขียดน้อยใส่ยอดส้มป่อย ยอดส้มป่อยแกงหรือต้มใส่อึ่ง ใส่เขียดเป็นอาหารเฉพาะถิ่นของคนอีสาน ดังคำที่คนอีสานพูดว่า "ข่อนสิแจ้ง ไปได้เขียดน้อยมาแกง มาต้ม ใส่ยอดส้มป่อยคักแท่ๆ" ส่วนผสม เขียดน้อย 1 ถ้วย ยอดส้มป่อย 1 กำ ปลาร้า เครื่องแกง (พริก 10 เม็ด กระเทียม 2 หัว ตะไคร้ 2 ต้น ใบมะกรูด 3 ใบ) วิธีทำ นำเขียดน้อยควักไส้แล้วล้างน้ำให้สะอาด เก็บยอดส้มป่อยมาล้างน้ำให้สะอาด ตำเครื่องแกงให้ละเอียด ต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่เครื่องแกงลงไป ใส่เขียด เมื่อสุกนำยอดส้มป่อยใส่ลงไป แล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา ปลาร้า ตามแต่ชอบ ซดน้ำร้อนๆ อร่อยมาก4. ข้าวผัดดอกส้มป่อยหรือข้าวผัดปลาส้มแม่ม่าย ส่วนผสม ดอกส้มป่อย กระเทียม เกลือ น้ำตาลทรายแดง ข้าวสวย น้ำมันพืช วิธีทำ นำดอกส้มป่อยมาล้างให้สะอาด จากนั้นแกะกระเทียมลงผัดในหม้อน้ำมันตามด้วยข้าวสวยและดอกส้มป่อย ปรุงด้วยเกลือ น้ำตาลทรายแดง จะมีสีชมพู มีรสเปรี้ยวนิดหน่อย เหมือนปลาส้ม จึงได้ชื่อว่าปลาส้มแม่ม่าย 5. ยอดส้มป่อยอ่อง ส่วนผสม ยอดส้มป่อย หอมแดง กระเทียม มะเขือเทศ พริกขี้หนู เกลือ น้ำตาลทรายแดง ปลา น้ำมันพืช วิธีทำ นำเอาหอมแดง กระเทียม มะเขือเทศ พริกขี้หนูกับนำมันพืช ใส่เกลือ น้ำตาลทรายแดง อุ๊บไว้ให้เครื่องสุก พอเครื่องสุกแล้วใส่น้ำต้ม จากนั้นเอาปลามาปิ้งให้สุกแล้วแกะเอาเนื้อปลาใส่ลงไปในหม้อต้ม (ปลานั้นจะเป็นปลาดุกย่างหรือปลาอย่างอื่นย่าง ปิ้ง ก็ได้ไม่บังคับปลา) จากนั้นพอรสชาติเข้าที่แล้วเอายอดส้มป่อยมาปิดใส่ลงไปในหม้อต้มเป็นอันเสร็จ