วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ต้นเขยตาย ปลัดเขยตาย

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา



ยืมภาพต้นเขยตายจาก wwwok.net
ลักษณะปลัดขิกหลวงปู่เมฆ วัดลำกระดาน ขอบคุณภาพจากเวปพลังจิต
หลวงปู่เมฆวัดลำกระดาน พระผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา เจ้าของตำนานปลัดขิกไม้เขยตาย

ห่างหายไปนานเพราะช่วงนี้ไม่ได้เดินป่า ไม่ได้เจอหมอพื้นบ้านเลยไม่มีข้อมูลใหม่ ๆ เว้นแต่จะระลึกความหลังเก็บข้อมูลเก่า ๆ มาบันทึกไว้
ช่วงนี้หันไปสนใจเรื่องว่านและวัตถุมงคล ด้วยความชอบส่วนตัว แต่ก็นั่นแหล่ะ สิ่งเหล่านี้ยังมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน ไม่ว่าจะเป็นมวลสารที่ใช้สร้างวัตถุมงคลหรืออิทธิฤทธิ์ของว่านมงคลต่าง ๆ ตามตำนาน ล้วนเป็นเสน่ห์น่าติดตาม มีตำนานมากมายที่พูดถึงไว้ ว่าง ๆ จะนำมาเล่าสู่กันฟัง
ในบรรดาเครื่องราง คนโบราณนิยมสร้างปลัดขิก อาจเพราะง่ายแก่การทำและพก พกได้ตลอดเวลา ปลัดขิกส่วนใหญ่ทำจากไม้มงคล เช่น รัก สัก มะขาม มะยม ฯลฯ แต่มีปลัดขิกที่ทำจากไม้ชนิดหนึ่งที่ทำให้เราสนใจในการซ่อนภูมิปัญาไว้คือปลัดขิกที่ทำจากไม้เขยตาย โดยเฉพาะปลัดขิกไม้เขยตายของหลวงพ่อเมฆ วัดลำกระดาน "เพราะสมัยก่อนงูและสัตว์มีพิษชุกชุมมาก ว่ากันว่าปลัดขิกของท่าน ใครมีไว้ งูไม่กัด ปลิงไม่เกาะ รักษาโรคได้ กันภัยร้าย ค้าขายดี เอกลักษณ์ปลัดขิกของท่านคือ ท่านจะเหลาทั้งเปลือก และไม่ลงอักขระ รูปร่างไม่แน่นอนเพราะท่านเหลาด้วยมือ ช่วงหลังมีลูกศิษย์ท่านช่วยทำ ของปลอมมีมาก คงระบุไม่ได้เว้นแต่ใครได้รับกับมือท่านเอง
ภูมิปัญญาคนโบราณ นอกจากมีตบะแก่กล้า คาถาอาคมสุดยอดขลัง ยังเลือกใช้ไม้ที่คนสมัยนั้นรู้ว่ามีประโยชน์มากมาย ต้นเขยตายเป็นไม้ที่คนอีสานใช้รักษาโรคกันมาแต่โบราณ อีสานเรียก ต้นชมชื่น ศรีชมชื่น การพูดและเขียนเพี้ยนไปตามสำเนียง เรียกว่าเป็นไม้ดีที่คนไม่ค่อยรู้ ปัจจุบันใช้รักษาแค่พิษงูสัตว์กัดต่อย แต่คนเมื่อก่อนใช้รักษาหลายโรคมาก เรียกว่าใครอาการหนักไม่รู้จะใช้อะไรรักษา ลองตัวนี้ไม่เสียหลาย แต่ยังคงต้องรวบรวมข้อมูลกันต่อไป เราเคยเห็นในอินเตอร์เน็ทเล่าประสบการณ์การเป็นมะเร็งมดลูกระยะสุดท้ายนำรากต้นเขยตายมาต้มกินแล้วหาย  อยากให้เป็นเรื่องจริงจัง  คงมีคนรอดตายอีกเยอะ  รู้แต่ว่าต้นนี้ปัจจุบันหายากมาก  เราหาเก็บๆต้นกล้าจากต้นแม่เค้าที่ร่วงๆไว้มาเพาะไว้ได้เยอะพอสมควร  เป็นอีกหนึ่งต้นที่หวงมาก  แต่ใครอยากได้จริงๆ แบ่งให้ได้  อยากให้ปลูกไว้  เมล็ดกินอร่อยดีนะ  หวาน ๆ
ปุณณภา  งานสำเร็จ  เรือง

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

หนุมานประสานกายไม้ง่ายๆที่ควรปลูกประโยชน์เอนกอนันต์

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา



ต้นหนวดปลาหมึกที่คล้ายกันมากกับต้นหนุมานประสานกาย เพราะเป็นไม้ตระกูล Araliaceae เหมือนกัน


ขี้เกียจค้นหารูป ยืมๆละกัน นี่คือหนุมานประสานกายหรือสังกรณีที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว



สังกรณีดอกสีม่วงหรือหญ้าหัวนาคหรือกวาง..แฉะ



บางทีเล่นแต่ไม้ยากๆเหมือนเราทำสนองกิเลสตัวเอง แต่ไม้ง่ายๆที่มีประโยชน์ยังคงต้องให้ความสนใจและมีไว้ค่ะ

ต้นหนุมานประสานกายหรือหมอพื้นบ้านบางคนเรียกว่าต้นสังกรณี จริงๆมีการเรียกต้นไม้หลายๆชนิดว่าสังกรณี คุณจรัสสายฝน อุดมทรัพย์ ปราชญ์รุ่นใหม่ชาวสกลนคร เคยบอกว่าน่าจะเป็นสิบๆชนิด เอาเท่าที่เรารู้จัก ๓ ชนิดนี้แล้วกัน ( แค่นี้คนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จักแล้วล่ะ )

ชนิดที่๑คือต้นหนุมานประสานกายที่เรารู้จักกันดี กระนั้นบางคนยังจำสับสนกับหนวดปลาหมึก

ชนิดที่๒คือหญ้าหัวนาคหรือหญ้หงอนไก่ ชนิดนี้มีดอกสีม่วง สรรพคุณ ประโยชน์ ราก แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ดับพิษไข้ แก้ไอ ใบ แก้กำเดา แก้ไข้หวัดใหญ่ แก้คออักเสบ สังกรณีกระจายพันธุ์ทั่วทุกภาคในไทย พบตามป่าดิบชื้นทั่ว

ชนิดที่๓คือสังกรณีชนิดนี้มีดอกสีส้ม มักนิยมเป็นไม้ประดับทั่วไป

เราเน้นที่คุณประโยชน์ของหนุมานประสานกายเพราะเป็นไม้ที่คนโบราณจะปลูกติดบ้านเอาไว้ เราเคยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับพ่อหมอพื้นบ้านจากสระบุรีเค้าบอกว่าเมื่อก่อนหายากมาก ลูกของแกเป็นโรคเลือดหยุดยากหรือเกล็ดเลือดต่ำ ต้องหาตัวนี้เด็ดเอายอดต้มให้ลูกกินทีละ๗ยอด จนอาการทุเลา และมีการพูดถึงการใช้แก้ช้ำในอย่างรุนแรงจากการถูกทำร้ายร่างกายในหนังสือนิตยสารเพื่อสุขภาพเล่มหนึ่ง นี่น่าจะเป็นที่มาของชื่อหนุมานประสานกาย หนุมานหมายถึงตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ที่ต้องหาต้นสังกรณีตรีชวา  มารักษาพระลักษณ์ที่ถูกหอกโมกขศักดิ์ ส่วนคำว่าประสานกายหมายถึงสรรพคุณในการรักษาอาการบาดเจ็บภายใน นี่เราตีความเอง เพราะคนโบราณตั้งชื่ออะไรย่อมมีความหมายซ่อนอยู่เสมอ ผิดถูกอย่างไรก็ว่ากันเอาเอง ที่เหลือคือสรรพคุณที่รู้กันโดยทั่วไปอยู่แล้วว่าสุดยอดมากเกี่ยวกับโรคปอดและหลอดลม

หนุมานประสานกาย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Schefflera leucantha R. Vig.
วงศ์ : Araliaceae
ชื่ออื่น : -
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 1-4 เมตร แตกกิ่งก้านต่ำใกล้พื้นดิน เปลือกต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล ใบ เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกเรียงสลับ มีใบย่อย 6-8 ใบ รูปรี กว้าง 1.5-3 ซม. ยาว 5-8 ซม. โคนใบแหลม ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบสีเขียวเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกเล็กสีขาวนวล ผล เป็นผลมีเนื้อ รูปทรงกลม ขนาดเล็กส่วนที่ใช้ : ใบสด
สรรพคุณ :
รักษาโรคหืด โรคแพ้อากาศ ขับเสมหะ
รักษาโรคหลอดลมอักเสบ
รักษาวัณโรคปอด แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นเลือด
ตำพอกแผลห้ามเลือด ห้ามเลือด
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
รักษาโรคหืด แพ้อากาศ ขับเสมหะ และโรคหลอดลมอักเสบใช้ใบสดเล็กๆ 9 ใบ ต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า-เย็น เป็นเวลา 49 วัน หืดควรจะหาย
ยาแก้อาเจียนเป็นเลือดใช้ใบสด 12 ใบย่อย ตำคั้นน้ำ 2 ถ้วยตะไล รับประทานครั้งละ 1 ถ้วยตะไล ติดต่อกัน 5-7 วัน
ใช้รักษาวัณโรคใช้เหมือนวิธีที่ 1 ติดต่อกัน 60 วัน แล้ว x-ray ดู ปอดจะหาย แล้วให้รับประทานต่อมาอีกระยะหนึ่ง
สารเคมี : พบ Oleic acid, butulinic acid, D - glucose, D - Xylose, L - rhamnose

http://www.google.co.th/imgres?imgurl=http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/images/hb_82.jpg&imgrefurl=http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_08_12.htm&usg=__q6wqK0FDJUG0cVVZzfvlmBRDcy8=&h=129&w=414&sz=26&hl=th&start=1&sig2=_8WrYIPgVudEeZ7PAn4qNQ&zoom=1&tbnid=Bf30RAukdYiOlM:&tbnh=39&tbnw=125&ei=U6xIToj4DMjqrAfQtN3bAw&prev=/search%3Fq%3D%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%26um%3D1%26hl%3Dth%26sa%3DN%26biw%3D1003%26bih%3D566%26tbm%3Disch&um=1&itbs=1

รู้สรรพคุณของเค้าแล้วก็หามาปลูกไว้เถอะค่ะ ถ้ารู้สึกว่าภายในร่างกายเลือดลมติดขัดไหลเวียนไม่สะดวกก็ลองเอามาต้มกิน คนเราบางทีร่างกายก็บอบช้ำสะสมมาจากสิ่งต่างๆมากมายขาดการดูแล มีผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวว่าหนุมานประสานกายช่วยสลายลิ่มเลือดที่อาจไปอุดตันที่สมอง หัวใจและภาวะเส้นเลือดขอดได้ ลองใช้ดูเถอะค่ะ ไม่มีอันตรายใดๆกันไว้ดีกว่าแก้ ขออย่างเดียวอย่าไปกินผิดต้นกลายเป็นต้นหนวดปลาหมึกก็แล้วกัน

ปุณรภา  งานสำเร็จ  เรื่อง

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ก่อนที่เราจะช่วยใครได้ สำรวจใจตนเองให้ดีก่อน

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา


เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ
...ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) กล่าวว่า เคล็ดลับสู่ความสำเร็จสุดยอดในทางธรรม คือ จะต้องมีสัจจะอันแน่วแน่และมีขันติธรรมอันมั่นคง จึงจะฝ่าฟันอุปสรรค บรรลุความสำเร็จได้
...อาตมามีกฎอยู่ว่า เช้าตีห้าไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง อากาศจะหนาว ต้องตื่นทันที ไม่มีการผัดเวลา แล้วเข้าสรงน้ำ ชำระกายให้สะอาด แล้วจึงได้สวดมนต์และปฏิบัติสมถกรรมฐานหนึ่งชั่วโมง พอหกโมงตรงก็ออกบิณฑบาต เพื่อปฏิบัติตามปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
...ฝึกจิตให้ได้ผลต้องตรงต่อเวลา กลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็เอาอาหารตั้งไว้ ตักน้ำใส่ตุ่ม เสร็จแล้วฉันอาหารเช้า โดยปกติอาตมาฉันมื้อเดียวเว้นไว้มีกิจนิมนต์ จึงฉันสองมื้อ สี่โมงเช้าถึงเที่ยง ถ้ามีรายการไปเทศน์ ก็ไปเทศน์ตามที่นัดไว้ วันไหนไม่ติดเทศน์ก็จะปิดประตูกุฏิทันที ไม่ให้ใครๆเข้าไป ในช่วงเวลานั้นเป็นเวลาศึกษาตำรา เวลาบ่ายโมงจึงออกรับแขก บ่ายสามโมงไม่ว่าใครจะมาอาตมาจะให้ออกจากกุฏิไปหมด เพราะถึงเวลาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ฉะนั้น จุดสำคัญจงจำไว้ เราจะปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น ต้องมีสัจจะเพื่อตน โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร ถึงเวลาทำสมาธิต้องทำ ไม่มีการผัดผ่อนใดๆ ทั้งสิน
หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
1.จะต้องมีสัจจะต่อตนเอง
2.จะต้องไม่คล้อยตามอารมณ์ของมนุษย์
3.พยายามตัดงานในด้านสังคมออก และไม่นัดหมายใครในเวลาปฏิบัติกรรมฐาน
ดังนั้นเมื่อจะเป็นนักปฏิบัติธรรมจำเป็นจะต้องมีกฎเกณฑ์ของเราเพื่อฝึกจิตให้เข้มแข็ง
ทางแห่งความหลุดพ้น
...เจ้าประคุณสมเด็จฯ มักจะกล่าวกับสานุศิษย์ทั้งหลายอยู่เสมอว่าชีวิตมนุษย์อยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยปีก็ต้องตายและถูกหามเข้าป่าช้า ดังนั้นจึงควรประพฤติปฏิบัติอยู่ใน ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏท่านเปรียบเทียบว่า มนุษย์อาบน้ำ ชำระกายวันละสองครั้งเพื่อกำจัดเหงื่อไคลสิ่งโสโครกที่เกาะร่างกาย แต่ไม่เคยคิดจะชำระจิตให้สะอาดแม้เพียงนาที ด้วยเหตุนี้ ทำให้จิตใจของมนุษย์ ยุคปัจจุบันเศร้าหมองเคร่งเครียดและดุดัน ก่อให้เกิดปัญหาความพิการในสังคมความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน จนกระทั่งเกิดความขัดแย้ง และกลายเป็นสงครามมนุษย์ฆ่ามนุษย์ด้วยกัน
แต่งใจ
...ขอให้ท่านได้พิจารณาไตร่ตรองให้จงดีเถิดว่า ร่างกายของเรานี้ไฉนจึงต้องชำระทุกวันทั้งเช้าและเย็นจะขาดเสียไม่ได้ทั้งที่หมั่นทำความสะอาดอยู่เป็นนิจ แต่ยังมีกลิ่นไม่น่าอภิรมย์ออกมา แม้จะพยายามหาของหอมมาทาทับ ก็ปกปิดกลิ่นนั้นไม่ได้ ...ใจของเราล่ะ ซึ่งเป็นใหญ่กว่าร่างกายเป็นผู้สั่งบัญชางาน ให้กายแท้ๆ มีใครเอาใจใส่ชำระสิ่งสกปรกออกบ้าง ตั้งแต่เล็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มันสั่งสมสิ่งไม่ดีไว้มากเพียงใด หรือว่ามองไม่เห็นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง ทำความสะอาดหรือ?
กรรมลิขิต
...เราทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติแล้ว ล้วนแต่มีกรรมผูกพันกันมาทั้งสิ้น ผูกพันในความเป็นมิตรบ้างเป็นศัตรูบ้าง แต่ละชีวิตก็ย่อมที่จะเดินไปตามกรรมวิบากของตนที่ได้กระทำไว้ ทุกชีวิตล้วนมีกรรมเป็นเครื่องลิขิต
อดีตกรรม ถ้ากรรมดี เสวยอยู่
ปัจจุบันกรรม สร้างกรรมชั่ว ย่อมลบล้าง
อดีตกรรม กรรมแห่งอกุศล วิบากตน
ปัจจุบัน สร้างกรรมดี ย่อมผดุง
เรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าเป็นชาวพุทธแล้ว เขาถือว่าเป็นกฎแห่งปัจจังตัง ผู้ที่ต้องการรู้ ต้องทำเอง รู้เอง ถึงเอง แล้วจึงจะเข้าใจ
นักบุญ
...การทำบุญก็ดี การทำสิ่งใดก็ดี ถ้าเป็นการทำตนให้ละทิฏฐิมานะทำเพื่อให้จิตเบิกบาน ย่อมเสวยบุญนั้นในปรภพ มนุษย์ทุกวันนี้ทำแบบมีกิเลส ดังนั้น บางคนนึกว่าเข้าสร้างโบสถ์เป็นหลังๆ แล้วเขาจะไปสวรรค์หรือเปล่า เขาตายไปอาจจะต้องตกนรก เพราะอะไรเล่า เพราะถ้าเขาสร้างด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ เป็นการทำเพื่อเอาบุญบังหน้าในการเสวยความสุขส่วนตัวก็มี บางคนอาจเรียกได้ว่าหน้าเนื้อใจเสือ คือข้างหน้าเป็นนักบุญ ข้างหลังเป็นนักปล้น
ละความตระหนี่มีสุข
...ดังนั้นบุญที่เขาทำนี้ถือว่า ไม่เป็นสุข หากมาจากการก่อกรรม บุญนั้นจึงมีกระแสคลื่นน้อยกว่าบาปที่เขาทำเอาไว้หากมีใครเข้าใจคำว่า บุญ นี้ดีแล้ว การทำบุญนี้จุดแรกในการทำก็เพื่อไม่ให้เรานี้เป็นคนตระหนี่ รู้จักเสียสละเพื่อความสุขของผู้อื่น ธรรมดาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมีทุกข์ก็ควรจะทุกข์ด้วย เมื่อมีความสุขก็ควรสุขด้วยกัน
อย่าเอาเปรียบเทวดา
...ในการทำบุญ สิ่งที่จะได้ก็คือ ระหว่างเราผู้เป็นมนุษย์เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนี้จะเป็นมงคล ทำให้จิตใจเบิกบานดีนี่คือการเสวยผลแห่งบุญในปัจจุบัน ทีนี้การทำบุญเพื่อจะเอาผลตอบแทนนั้น มนุษย์นี้ออกจะเอาเปรียบเทวดา ทำบุญครั้งใด ก็ปรารถนาเอาวิมานหนึ่งหลังสองหลัง การทำบุญแบบนี้เรียกว่า ทำเพราะหวังผลตอบแทนด้วยความโลภ บุญนั้นก็ย่อมจะไม่มีผล ท่านอย่าลืมว่า ในโลกวิญญาณเขามีกระแสทิพย์รับทราบในการทำของมนุษย์แต่ละคนเขามีห้องเก็บบุญและบาปแห่งหนึ่งอันเป็นที่เก็บบุญและบาปของใครต่อใครและของเรื่องราวนั้นๆ กรรมของใครก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของตนๆนั้น ไปตลอดระหว่างที่เขายังไม่สิ้นอายุขัย
บุญบริสุทธิ์
...การที่สอนให้ทำบุญโดยไม่ปรารถนานั้นก็เพื่อให้กระแสบุญนั้นบริสุทธิเป็นขั้นที่นึ่ง จะได้ตามให้ผลทันในปัจจุบันชาติ แต่ถ้าตามไม่ทันในปัจจุบันชาติ ก็ติดตามไปให้เสวยผลในปรภพ คือ เมื่อสิ้นอายุขัยจากโลกมนุษย์ไปแล้ว ฉะนั้น เขาจึงสอนไม่ให้ทำบุญเอาหน้า ทำบุญอย่าหวังผลตอบแทน สิ่งดีที่ท่านทำไปย่อมได้รับสนองดีแน่นอน
สั่งสมบารมี
...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนักปฏิบัติธรรมแล้ว การทำบุญทำทานย่อมเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติจิตให้บรรลุธรรมได้เร็วขึ้นเป็นบารมีอย่างหนึ่ง ในบารมีสิบทัศที่ต้องสั่งสม เพื่อให้สำเร็จมรรคผลนิพพาน
เมตตาบารมี
...การทำบุญให้ทานเพียงแต่เรียกว่า ทานบารมี หากบำเพ็ญสมาธิจิตจนได้ญาณบารมี และโดยเฉพาะการบำเพ็ญทุกอย่างนั้น ถ้าท่านให้โดยไม่มีเจตนาแห่งการให้ ให้สักแต่ว่าให้เขาท่านก็ย่อมได้กุศลเรียกว่าไม่มากและทัศนคติของอาตมาว่าการบำเพ็ญเมตตาบารมีในภาวนาบารมีนั้นได้กุศลกรรมกว่าการให้ทาน
แผ่เมตตาจิต
...ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสัมฤทธิ์ผลนั้น เกิดจากกรรม 3 อย่าง คือ มโนกรรม เป็นใหญ่ แล้วค่อยแสดงออกมาทางวจีกรรม หรือกายกรรมที่เป็นรูป การบำเพ็ญสมาธิจิตเป็นกุศลดีกว่า เพราะว่า การแผ่เมตตา 1 ครั้ง ได้กุศลมากกว่าสร้างโบสถ์ 1 หลัง ขณะจิตที่แผ่เมตตานั้น จะเกิดอารมณ์แจ่มใส สรรพสัตว์ไม่มีโทษภัย ตัวท่านก็ไม่มีโทษภัย ฉะนั้น เขาจึงว่านามธรรมมีความสำคัญกว่า
อานิสงส์การแผ่เมตตา
...ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่า ความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไปเมื่อจิตของเรามีเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคน เมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่าเราผูกมิตรกับเขาๆก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆวัน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้ เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆดวง ดวงวิญญาณทุกๆดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้น จะเสมอแล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป ฉะนั้น ผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้ว โรคที่เป็นอยู่มันจะหายไป ถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย หรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้ว ก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวยได้หรือจะให้มันสบายหายเป็นปกติดั่งเดิมได้
ประโยชน์จากการฝึกจิต
...ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนมีสมาธิแน่วแน่ เมื่อจิตนิ่งก็รู้ตน เริ่มพิจารณาตน รู้ตนเองได้ ปัญญาก็เกิดขึ้น ปัญญานี้เรียกว่า ปัญญาภายในจากจิตวิญญาณ ซึ่งเราจะใช้ปัญญานี้ได้แน่นอน เมื่อเกิดมีปัญหาขึ้นในชีวิตตลอดระยะเวลาอันยาวนานข้างหน้า นี่คือประโยชน์ของการฝึกจิตแล้ว คุณของสมาธิยังเป็นพลังป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัย เจ็บป่วยได้ กล่าวคือ การบำเพ็ญจิต จนจิตสงบนิ่งแล้ว ระบบต่างๆทางประสาทจะได้รับการพักผ่อน เป็นการปรับธาตุในกายให้เกิดพลังจิตเข้มแข็ง กายเนื้อก็จะแข็งแรงกระชุ่มกระชวยด้วย โลหิตในร่างกายจะหมุนเวียนสะดวกขึ้น ความตึงเครียดตามร่างกายและประสาทต่างๆ จะผ่อนคลายเป็นปกติ โรคต่างๆจะลดน้อยลงโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง หายป่วยได้ด้วยการฝึกจิตและเดินจงกรม
คัดลอกจากหนังสือ เรียน ธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน เล่มของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โตพรหมรังสี

ปุณรภา งานสำเร็จ

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อีซึก ผักพื้นบ้านเศรษฐกิจ

เมื่อวันเสาร์ที่แล้วไปช่วยพี่แพรวพานักศึกษาแพทย์ปี๒ เดินสำรวจพืชสมุนไพรในบ้าน น้องๆนศ.ดูง่วงๆเห็นว่าทำรายงานจนดึก เรารู้สึกกังวล เพราะไม่แน่ใจว่าพวกน้อง ๆ เค้าจะอินกับภูมิปัญญาไทยแค่ไหน เราเริ่มประเดิมด้วยการชี้ให้น้องเค้าดูคุณยายแก่ ๆ ท่านหนึ่ง ก่อนเล่าว่า รู้มั๊ยสมัยที่น้ำลูกยอของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรดัง เภสัชกรดอกเตอร์สุภาพร ปิติพร ท่านบอกให้ลูกน้อง น้อง ๆ ทีมงานของท่าน ให้ไปตระเวณซื้อลูกยอมาทำเป้นน้ำหมัก ท่านให้ข้อสังเกตว่า ถ้าบ้านไหนเห็นคนแก่ ๆ นั่งหน้าบ้านให้เข้าไปถามเลย บ้านนั้นต้องมีต้นยอ เรามองเห็นความกระตือรือล้นของน้อง ๆ นศ. ขึ้นมาอย่างชัดเจน ก่อนจะแย่งกันถามสลอน เหรอคะ/ครับ ทำไมล่ะ ต้นยอหน้าตาเป็นยังไง เราเลยเปิดเรื่องว่าตามภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย กล่าวว่า คนแก่ เจ็บป่วยด้วยธาตุลม นั่นคือจะมีอาการเวียนหัวเป็นลมได้ง่าย โดยเฉพาะช่วงเวลา บ่ายสอง และตีสอง การเวียนหัว มักเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ คนโบราณจะกินลูกยอสุก เพราะเป็นยาร้อน ช่วยเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต ทั่วร่างกาย เลือดลมดี อะไรก็ดีไปหมด แต่ข้อห้ามคือ คนท้องห้ามกิน เพราะ ความร้อนของลูกยอ อาจทำให้แท้งได้ น้อง ๆ ทึ่งกันมาก เหมือนเค้าไม่เคยรู้เรื่องแบบนี้มาก่อน เราคิดในใจว่าอย่างนี้ไหวแน่ มีเรื่องเล่าอีกเพียบ เราพาน้อง ๆ เดินชี้ต้นไม้ง่าย ๆ ละเรื่อยไปตามรายทาง เพื่อให้เค้ารู้ว่าทุกต้นมีความมหัศจรรย์ในตัวมันเอง หลาย ๆ ต้นเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้เกี่ยงกับมัน เราออกตัวว่าทุกอย่างมาจากหนังสือ ตำรา การบอกเล่าของหมอพื้นบ้าน เราคงไม่มีความสามารถไปลองทำดูได้ทุกสูตร เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องไปศึกษา เรียนรู้และพัฒนาเพิ่มเติม วันนั้นอากาศค่อนข้างร้อน แต่น้อง ๆ ก็สู้ไม่ถอย เราพาเดินตากแดด คุยเรื่องต้นไม้ไปเรื่อย ๆ ไม้เล็ก ๆ และต้นหญ้า ส่วนใหญ่สรรพคุณทางยาทั้งต้นหรือที่เรียกว่าทั้งห้า จะเป็นสรรพคุณเดียวกัน ส่วนไม้ต้นใหญ่เวลาใช้ต้องระวัง เพราะราก ลำต้น ใบ ดอก ผล สรรพคุณอาจตรงข้ามกันสิ้นเชิง ต้องศึกษาดี ๆ ว่าอะไรใช้แทนกันได้ อะไรใช้แทนกันไม่ได้ อะไรมีพิษ อะไรไม่มีพิษ และถ้าเจอไม้มีพิษ ต้องแก้ด้วยอะไร ไม้ทุกต้นมีเรื่องเล่าตำนาน เพราะเค้าอยู่มานานมาก เราได้แต่หวังว่า รุ่นเค้าคงสามารถนำไปขยายผลเพื่อสุขภาพของประชาชนได้ ในอนาคต ฝากความหวังรุ่นต่อ ๆ ไปไว้ที่เด็กรุ่นใหม่ที่ดูฉลาดและกระตือรือล้น ขากลับน้องที่สถานีอนามัยเอารถมาส่ง พอเห็นต้นอีซึก น้องผู้ชายรีบลงไปเก็บฝัก เก็บเมล็ด หาต้นกล้าที่พึ่งงอกจ้าละหวั่น เค้าบอกว่าที่บ้านเค้าที่อยู่ครบุรี ขายยอดซึกได้เงินเป็นกอบเป็นกำ กินสดก็ได้ ลวกกินกับน้ำพริกก็ได้ขายดีมาก เราเลยรับปากว่าจะหาต้นกล้าไปฝากเที่ยวหลัง ไม่ยักรู้ว่าไม้ที่ไม่มีใครต้องการ กลับมีมูลค่าเชิงเศรษฐกิจกับคนกลุ่มหนึ่งขนาดนี้ น่าตื่นเต้นกับความรู้ใหม่นี้ ต้นอะไรก็แล้วแต่ถ้าทำเงินได้ อย่างน้อยมันจะไม่สูญพันธุ์แน่นอน
ปุณณภา งานสำเร็จ เรื่อง

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554

อีซึก ตายสิบเกิดแสน

เมล็และฝักอีซึก

เมล็ดและฝักอีซึกชัดๆ


อีซึกน้อยขึ้นสลอน

ต้นซึกยังคงยืนรอปั่นจั่นอยู่ เค้าอาจรอด แต่น่าแปลกนะ อย่าคิดว่าต้นไม้ไม่มีหัวใจ ปีนี้ซึกติดฝักดกมาก ร่วงมาเป็นเดือนแล้วก็ยังไม่หมด มีท่านผู้สนใจท่านหนึ่งคือคุณอิ๋ว ขอชมเมล็ดอีซึก พึ่งได้ถ่ายรูปเค้าค่ะ แถมด้วยซึกน้อยที่ขึ้นเต็มไปหมด "ตายสิบเกิดแสน" จริง ๆ

ปุณณภา งานสำเร็จ  เรื่อง/ภาพ

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

ทุกคนเกิดมามีหน้าที่ที่ต้องทำ

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา





ยาย อยู่ เพียงเดียวดาย ในป่า

ยิ้ม แย้ม ทุกเวลา หยัดสู้

เย้ย ทุกข์ ลำบาก ทนอยู่

ยาก แค้น เรียนรู้ พยายาม


ดูยายยิ้ม จากรายการคนค้นคน ด้วยชอบคนแก่เป็นทุนเดิม คิดว่าจะได้ดูชีวิตคนแก่ที่เรียบง่าย น่ารัก ธรรมดา ๆ แต่พอดูไป น้ำตาเริ่มซึม แล้วมันก็เริ่มไหล จากนั้นก็ปล่อยโฮออกมาเลย บอกไม่ถูกจริง ๆ ว่ารู้สึกยังไง จนถึงตอนนี้น้ำตายังคงไหลออกมาตลอดจนแทบมองไม่เห็นตัวหนังสือที่จะพิมพ์ เกินนิยามที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดใด ๆ ความยิ่งใหญ่มิใช่สิ่งปลูกสร้างใด ๆ แต่มันคือหัวใจอันยิ่งใหญ่ของคนเล็ก ๆ คนหนึ่ง ที่เกิดมาอย่างรู้จริงว่าชีวิตคืออะไรและอยู่เพื่ออะไร "พวกเรามีในสิ่งที่ยายยิ้มขาด และขาดในสิ่งที่ยายยิ้มมี" สิ่งที่น่าละอายในความรู้สึกของเราคือ เราเคยคิดอยู่เสมอว่าตัวเราเองได้ทำประโยชน์มาแล้วไม่น้อย แต่พอถึงตอนนี้เรากลับบอกตัวเองว่าจริง ๆ แล้วเรายังไม่ได้ทำอะไรเลย สิ่งที่ยายยิ้มทำยิ่งใหญ่กว่าสิ่งมหัศจรรย์ของโลกตามที่รายการคนค้นคนได้พูดไว้ ต้องขอบคุณรายการนี้เป็นที่สุด ใครจะรู้ว่า ในป่าอันห่างไกลมีคนแก่ตัวเล็ก ๆ ที่มีหัวใจอันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ทำในสิ่งที่ยายยิ้มเชื่อ

"รักในหลวง พระราชินี ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินท่านยังทำ ยายอยากทำได้แบบที่เขาแนะ ท่านไม่เห็น ผีสางเทวดาต้องเห็น ว่ายายทำจริงด้วยความจริงใจ"
"ทำฝาย หากเกินกำลังมันเกินอยู่แล้ว ถ้าไม่มีความพยายามทำไม่ได้หรอก"
"ถ้าวันนี้เราเหนื่อย กำลังหมด พรุ่งนี้แรงมันก็มีมาเองใหม่"

ยายยิ้มหญิงชราผู้ซึ่งไม่มีอะไรเลย แต่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดอะไรเลย ยายยิ้มผู้ซึ่งกินข้าวไม่เคยอิ่มท้องแม้แต่มื้อเดียว และเคยอดข้าวนานถึงเจ็ดวัน กลับนำเงินทั้งหมดที่ได้มาถวายพระ และเป็นผู้ให้อยู่ตลอดเวลา คนที่ไม่มีอะไรจะให้อะไรได้อย่างไร ยายยิ้มมีความหวังอยากให้แม้แต่ศพของแกเองเพื่อจะได้มีโอกาสเป็นอาจารย์ในที่สุด นั่นคือ ความหวังครั้งสุดท้ายของยายยิ้ม หญิงชราตัวเล็ก ๆ ในป่ากว้างที่เราขอกราบคารวะอย่างสุดหัวใจ

"เดินไปวัดไกลๆ ไม่ท้อหรอก เหนื่อยก็หยุด อยากไปเจอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เห็นแล้วชื่นใจ สุขใจ ใครจะว่านรก นี่คือสวรรค์ของยาย ทางสวรรค์มันรก ทางนรกมันเรียบ ไปนรกมันง่ายกว่าสวรรค์"

เหนือคำบรรยายใด ๆ ถึงเวลาถามตัวเองว่าที่ผ่านมาเราเรียนอะไรและเรารู้อะไร ห้องเรียนที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ?



ปุณณภา งานสำเร็จ



๑๓ มีนาคม ๒๕๕๔

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ช่อกัลปพฤกษ์ กับคำอธิฐาน

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา



หน้าตาของกาฝากกาฝาก ( กาฝากที่ขึ้นต้นกาฝากอีกที จะเรียกว่ากาฝากซ้อนกาฝากได้ป่ะ )

ต้นกาฝากโชคร้ายที่โดนกาฝากเกาะ เห็นแล้วอยากหัวเราะ เหนือฟ้ายังมีฟ้า



ดูหน้าตากาฝากกาฝากชัดๆกันอีกซักหน่อย ตำราพ่อผู้ใหญ่วิบูลย์ บอกว่ารูปร่างเค้าคล้ายริบบิ้น ก็จริงนะ



กาฝากต้นกัลปพฤกษ์ ตอนแรกนึกว่าใบเค้า เชอะ หลอกเรา




ใบอ่อนกัลปพฤกษ์ น่ารักดี เขียวหวานเชียว





ถ่ายรูปดอกไม้สวย ๆ ไม่เคยสวยเลย ขี้เกียจถ่ายแล้วอ่ะ




ยังตูมเต่ง


นี่รูปของเค้ารูปนี้สวยดีเราชอบ ยืมมาแบบไม่บอกเจ้าของอ่ะ

กัลปพฤกษ์ที่สำนักงานออกดอกแล้วสวยจัง ธรรมชาติยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ การให้ที่ไม่เรียกร้องการตอบแทนใด ๆ ถ้าวันหนึ่งเรามีที่เราจะปลูกต้นไม้ทุกต้นไว้ให้ผู้คนได้มาเรียนรู้ศึกษากัน แต่ตอนนี้ต้องไปหาดูตามป่าข้างทางไปก่อนละกัน ถ่ายรูปอยู่ดี ๆ แหมนึกว่าเป็นใบของกัลปพฤกษ์ แต่กลายเป็นใบกาฝากซะนี่ ที่สำนักงานมีต้นกาฝากเยอะมาก ในตำราของพ่อผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิมได้พูดถึง ประโยชน์ของกาฝากทุกชนิดว่าต้มกินหรือตากแห้งบดผงบรรจุแคปซูลก็ได้ สำหรับโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะกาฝากของกาฝากยิ่งดีสุดยอด เย้ๆๆๆ ไม่อยากจะบอกเรยยยยว่าพึ่งไปเจอกาฝากของกาฝากมาหยก ๆ ที่ป่าละเมาะข้างทางไม่ไกลจากที่ทำงานเท่าไหร่ ยังหัวเราะสมน้ำหน้ากาฝากที่โดนกาฝากขึ้นเลยว่าเป็นไงล่ะ ฮาๆๆ ไม่ยักรูว่าเค้าคือสุดยอดยาตัวหนึ่ง นับถือ ๆ

กลับมาเรื่องกัลปพฤกษ์อีกรอบ ใคร ๆ ที่ชอบไม้มงคลอย่าพลาดต้นนี้ ตำนานมหัศจรรย์จริง ๆ เราขี่มอเตอร์ไซด์ดูไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่จะออกดอกดกงามทุกต้นนะ บางต้นออกดอกหรอมแหรมน่าสงสาร ( เจ้าของ ) ต้นที่เราเห็นออกดอกเต็มต้น คนสวนปลูกไว้ข้างต้นคูณซึ่งเป็นไม้วงศ์เดียวกัน เพราะงี้รึเปล่าเค้าถึงออกดอกงาม แค่ตั้งข้อสังเกตนะ อย่ามาถือสาเราเลย

กัลปพฤกษ์
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia bakeriana Craibวงศ์ : LEGUMINOSAE - CAESALPINIACEAEชื่อสามัญ : Wishing Tree, Pink Showerชื่ออื่น : กานล์ (เขมร-สุรินทร์) ชัยพฤกษ์ (ภาคเหนือ)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง เปลือกนอกสีเทา แตกกิ่งต่ำทอดกิ่งก้านยาวขึ้นสู่ข้างบน เวลาออกดอกสวยงามมาก เพราะในระยะนี้ต้นไม้จะทิ้งใบจนหมด มีแต่ช่อดอกออกแน่นเป็นกลุ่มตลอดกิ่งและติดทนอยู่ได้หลายวัน ชอบขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณแล้งภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางครั้งพบขึ้นอยู่บนเทือกเขาหินปูน ใบ เป็นช่อ ยาวถึง 35 ซม. ใบย่อยมี 5-6 คู่ เป็นรูปบรรทัดสั้นๆ ยาว 4.5-8.5 ซม. กว้าง 1.7-3.0 ซม. ปลายแหลมหรือเป็นติ่ง มีขนละเอียดอ่อนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน ด้านท้องใบจะมีขนหนาแน่นกว่าด้านหน้าใบ ก้านใบย่อยสั้นมากยาวเพียง 2 มม. ดอก เกิดบนช่อแบบไม่แตกกิ่งก้าน ยาว 4.0-7.5 ซม. ออกมาตามกิ่งก้าน ตลอดกิ่งมีใบประดับแทรกชัดเจน ก้านดอกยาวประมาร 6 ซม. ดอกสีชมพูเมื่อเริ่มบาน แล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูเรื่อๆ จนถึงสีขาว ระยะนี้บริเวณโคนต้นจะเต็มไปด้วยกลีบดอกสีขาวที่ทะยอกันร่วงหล่นจากต้น กลีบรองดอกยาว 9-12 มม. กลีบดอกแยกจากกันเป็นอิสระ แต่ละกลีบมีขนาดเกือบเท่าๆ กัน เป็นรูปไข่ยาว 3.5-4.5 ซม. กว้าง 1.2-2.5 ซม. ปกคลุมด้วยขนละเอียดบางๆ ทั้ง 2 ด้าน ที่ฐานกลีบดอกจะคอดเข้าหากันเป็นส่วนของก้านกลีบดอกสั้นๆ ยาวเพียง 5 มม. เกสรผู้มีขนาดยาวไม่เท่ากัน มีอยู่ 3 อัน คล้ายคลึงกับกัลปพฤกษ์ ได้แก่ C. agnes (de Witt) Brenan และ กาลปพฤกษ์ C.javanica L. จึงทำให้มีผู้เข้าใจไขว้เขว เรียกชื่อสามัญสับสน ปะปนกันไป C. agnes มีเขตกระจายพันธุ์ อยู่ในแถบอินโดจีน แตกต่างกับกัลปพฤกษ์ตรงที่ช่อดอกแยกแขนง ดอกใหญ่กว่า และสีเข้มกว่า ส่วน C.javanica นั้น มีเขตกระจายพันธุ์ทางภาคใต้ของไทยลงไปถึงมลายู และอินโดเนเซีย แตกต่างกับกัลปพฤกษ์ตรงที่ฝักแก่ไม่มีขนปกคลุม ใบย่อยมีจำนวนคู่มากกว่า (6-15) คู่ และกลีบรองกลีบดอกมีขนาดสั้นประมาณ 5 มม. เท่านั้น ทั้งสองชนิดนี้เวลาออกดอกไม่ทิ้งใบ และลำต้นเมื่อยังมีอายุน้อยจะมีหนามแข็งๆ ตามลำต้น เกิดจากกิ่งที่ชะงักงัน
ประโยชน์ : เนื้อไม้และเปลือกมีสารฝาดใช้ฟอกหนัง ฝัก ใช้เป็นยาระบายอย่างอ่อน ถือเป็นไม้มงคลที่น่าหามาปลูกตามความเชื่อที่ว่า "บ้านเรือนใดปลูกกัลปพฤกษ์ไว้จะมีโชค มีชัย"
ที่มาข้อมูลบางส่วน : ข้อมูลพรรณไม้ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

อ่านตำนานเค้าซะก่อน อลังการมากกกกกกก
กัลปพฤกษ์ ต้นไม้สารพัดนึก จากข้อมูลในพจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้พูดถึงเรื่องกัลปพฤกษ์ไว้ว่า “ตามคติโบราณเชื่อกันว่า ต้นกัลปพฤกษ์มีอยู่ในแดนสวรรค์ หากผู้ใดปรารถนาสิ่งใด ก็อาจจะไปนึกเอาจากต้นไม้นี้ได้ ดังนั้น สมัยโบราณจึงได้มีการทำรูปแบบจำลองต้นกัลปพฤกษ์ต้นไม้สารพัดนึกขึ้น โดยเกี่ยวเนื่องกับงานที่เป็นพิธีหลวง บางโอกาสเพื่อใช้เป็นที่ติดเงินปลีกสำหรับทิ้งทานให้แก่คนยากจน ตัวอย่างเช่น งานพระราชทานเพลิงพระศพหรือศพ เช่น การพระราชทานเพลิงศพท้าวสมศักดิ์ ที่วัดสุวรรณาราม ในรัชกาลที่ 1 มีหมายรับสั่งว่า “อนึ่ง ให้สมุห์บัญชีจัตุสดมภ์เบิกไม้ไปทำโรงโขนโรงหุ่น แล้วให้จัดแจงต้นกัลปพฤกษ์ไม้เสียบลูกกัลปพฤกษ์ แลกระไดขึ้นต้นกัลปพฤกษ์ให้พร้อม” กับ “ให้เกณฑ์ผลมะกรูด ผลมะนาว ขุนหมื่นเข้าส้มทิ้งทาน ตำรวจรักษาต้นกัลปพฤกษ์วันละ 2 ต้น” ทั้งนี้ โครงพุ่มของต้นกัลปพฤกษ์ โดยทั่วไปมักทำเป็นโครงไม้ผูกเป็นพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ แต่ละชั้นจะติดลูกมะนาว มะกรูด ซึ่งเจาะให้เป็นรูใส่เงินปลีกไว้ข้างใน ใต้พุ่มทำยกพื้นขึ้นเสมอระดับตา ใช้เป็นที่ยืนทิ้งทาน เมื่อถึงเวลาทิ้งทาน พนักงานซึ่ง “นุ่งสมปักลายเสื้อครุย สวมลอมพอก” จะพาดกระไดขึ้นไปยืนอยู่บนยกพื้นใต้พุ่มต้นกัลปพฤกษ์ แล้วดึงลูกส้ม มะนาว มะกรูด ที่เสียบปลายไม้ที่เหลาเรียวยาวคล้ายคันเบ็ด วัดเหวี่ยงให้ลูกส้มปลิวไปตกห่างๆ ต้นกัลปพฤกษ์ คนที่รออยู่ข้างล่างก็จะกลุ้มรุมเข้าชิงลูกส้มกันอย่างสนุกสนาน กัลปพฤกษ์หรือต้นไม้สารพัดนึกจำลองนี้ จัดเป็นสิ่งปลูกสร้างประกอบด้วยศิลปลักษณะประเภทหนึ่ง เป็นประเพณีนิยมที่มีแต่โบราณ แล้วค่อยเสื่อมความนิยมลงในตอนปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ต่อมาในระยะหลังๆ ก็ยังจัดทำต้นกัลปพฤกษ์จำลองขึ้นอีก ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานศพแล้ว แต่จะเป็นงานเทศกาลรื่นเริง เช่น ปีใหม่ ก็จะนำสลากของขวัญไปติดไว้ที่ต้นกัลปพฤกษ์ ให้ผู้ร่วมงานได้สอยกัลปพฤกษ์รับของขวัญกันเป็นที่สนุกสนาน สำหรับปัจจุบัน ต้นไม้ที่เรียกกันว่า กัลปพฤกษ์ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cassia bakeriana Craib อยู่ในวงศ์ Leguminosae มีชื่อพื้นเมืองที่เรียกกันต่างไปในแต่ละท้องถิ่นของไทย คือ กัลปพฤกษ์ (ภาคกลาง, ภาคเหนือ), กานล์ (เขมร-สุรินทร์), ชัยพฤกษ์ (ภาคเหนือ) เป็นต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูงราว 12-15 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง เปลือกสีเทา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายคู่เรียงสลับมีขนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน และจะทิ้งใบหมดยาม ออกดอกระหว่างเดือนมกราคม-เมษายน เป็นไม้ขนาดเล็กที่มีดอกดกมาก ออกเป็นพวงห้อยลง หรือเป็นช่อตั้งขึ้นตามกิ่งหรือซอกใบ ดอกมี 5 กลีบมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอยู่ตรงกลาง ออกดอกสะพรั่งทั่วทุกกิ่งก้าน แลดูสวยงามไปทั้งต้น มีกลิ่นหอม ยามแรกบานเป็นสีชมพูอ่อนสดใสและค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว ไปเรื่อยๆ จนใกล้ร่วงโรย ส่วนผลเป็นฝักกลม สีน้ำตาลดำ ยาวประมาณ 20-30 ซม. ภายในมีเมล็ดแบนๆ กลมรีสีน้ำตาลเป็นมันเรียงตัวอยู่ราว 30-40 เมล็ด เนื่องจากกัลปพฤกษ์มีดอกดกสวยงาม จึงมักปลูกเป็นไม้ประดับตามอาคารบ้านเรือนและถนนหนทางต่างๆ แต่ประโยชน์ทางด้านพืชสมุนไพรก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะเนื้อในฝัก ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ, เมล็ด ใช้บำรุงธาตุ แก้ไข้จับสั่น หืด ริดสีดวง แน่นหน้าอก ขับลม โลหิตพิการ ถ่ายพยาธิ และแก้ปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนัง และร่างกาย เป็นต้น ปัจจุบัน ต้นกัลปพฤกษ์เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานประจำจังหวัดขอนแก่น
ปุณณภา งานสำเร็จ  เรื่อง/ภาพ