วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ว่านกวักหงสาวดีตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์ รวบรวมโดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น. พิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๕๐๘

ว่านกวักหงสาวดีตามตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์ รวบรวมโดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น. พิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๕๐๘ บรรยายไว้ว่า
"ว่านกวักหงสาวดี ลักษณะลำต้นเป็นกาบก้านอ่อนยาว ใบอ่อนนิ่มกว่า สีเขียวอ่อน ปลายใบมลใหญ่โคนใบเล็ก หัวเหมือนหอมหัวใหญ่ให้หน่อง่าย มีดอกเป็นช่อ แต่ว่าดอกเล็กสีแดงอมแสด เกษรเหลืองยาวเหมือนดอกนกยูง สวยงามมาก คุณสมบัติเช่นเดียวกัน ใช้โบว์สีชมพูลงพุทธคุณ"
จากคำบรรยายลักษณะเหมือนว่านมหาลาภ สีดอกเหมือนกันและมีหัวดกมากๆ
ว่านมหาลาภ ที่มาyimpaen.com
 

ว่านกวักนางมาควดีตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์ รวบรวมโดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น. พิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๕๐๘

ว่านกวักนางมาควดีตามตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์ รวบรวมโดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น. พิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๕๐๘  บรรยายไว้ว่า
"ว่านกวักนางมาควดี ลักษณะเป็นกาบก้านยาวพ้นดิน ใบคล้ายใบพาย พื้นใบมีสีเขียวอ่อน ที่หน้าใบ
มีลายเป็นเส้นเห็นชัด ที่โคนปีกใบเป็นหู หัวเหมือนหอมหัวใหญ่ ปลายใบไม่แหลมงุ้มมาก ส่วนดอกนั้นเหมือนกวักพุทธเจ้าหลวงทุกอย่าง ผิดกันที่ตอนใต้ของดอกมีเขียวอ่อน และกลีบไม่บานมาก คุณสมบัติเช่นเดียวกัน ( บางคนเรียกว่ากวักใบพาย )"
ปัจจุบันว่านตัวนี้รู้จักกันในนามว่านมหาโชค ซึ่งถือว่ายังหาได้ยากมากพอสมควร เวลาปลูกปลูกร่วมกันกับว่านมหาลาภ(หาได้ง่ายกว่ามาก) มีคนรู้จักกันคนหนึ่งเคยหาว่านต้นนี้บอกว่าเจ้าของบ้านจัดสรรรายใหญ่รายหนึ่งในโคราชปลูกว่านนี้เป็นว่านมงคลนำโชค

 

ว่านกวักนางพญาเล็กตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์ รวบรวมโดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น. พิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๕๐๘

ว่านกวักนางพญาเล็กตามตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์ รวบรวมโดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น. พิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๕๐๘ บรรยายไว้ดังนี้
"ว่านกวักนางพญาเล็ก ลักษณะลำต้นเป็นกาบก้านยาวพ้นดิน ใบเล็กกว่านางพญาใหญ่ พื้นใบมีสีเขียวเข้ม หัวเหมือนหอมหัวใหญ่ ปลายใบไม่แหลมงุ้มมาก ส่วนดอกนั้นเหมือนกวักพุทธเจ้าหลวงทุกอย่าง คุณสมบัติเช่นเดียวกัน ( บางคนเรียกว่ากวักใบพลู )

ว่านกวักนางพญาใหญ่ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์ รวบรวมโดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น. พิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๕๐๘

ว่านกวักนางพญาใหญ่ตามตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์ รวบรวมโดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น. พิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๕๐๘
"ว่านกวักนางพญาใหญ่ ลักษณะลำต้นเป็นกาบก้านยาวพ้นดิน ใบใหญ่กว้างและยาวกว่าพุทธเจ้าหลวง ตลอดจนก้านก็ยาวเช่นเดียวกัน พื้นใบมีสีเข้มอย่างเดียวไม่ขรุขระ ปลายใบไม่แหลมงุ้มมาก หัวเหมือนหอมหัวใหญ่ กวักนางพญาใหญ่นี้ทั้งก้านและใบจะยาวประมาณ ๑ เมตร ถ้าเอาปลายใบและโคนก้านมาหักทบกันแล้วความยาวของใบและก้านจะมีส่วนเท่ากันพอดี ส่วนดอกนั้นเหมือนกวักพุธเจ้าหลวงทุกอย่าง คุณสมบัติเช่นเดียวกัน ( บางคนเรียกว่ากวักนกกระยาง ) "
มีทั้งจุดสังเกตุเพื่อแยกความแตกต่างได้ชัด และจุดที่เหมือนกันบางอย่างของว่านแต่ละชนิด ช่วยให้เรารู้จักดูว่านและอยกแยะว่านได้ดีขึ้น

ว่านกวักพุทธเจ้าหลวงตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์ รวบรวมโดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น. พิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๕๐๘

กำลังขยันเริ่มเลยดีกว่า ตามตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์ รวบรวมโดย ร.ต.สวิง กวีสุทธิ์ ร.น. พิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๕๐๘ ได้บรรยายลักษณะว่านไว้ทั้งหมด ๒๑๗ ชนิด โดยเหมือนจะเรียงตามลำดับตัวอักษรตามลักษณะของว่านที่เข้าพวกกันลักษณะคล้ายกัน  เราจะลอกไปตามลำดับที่ลงไว้ในหนังสือละกัน  หลายๆตัวคงไม่มีรูป ส่วนหนึ่งเพราะเราไม่รู้จัก  หรือไม่แน่ใจ หรือลักษณะต้นที่เรียกขานในปัจจุบันไม่ตรงกับลักษณะที่บรรยายไว้ในหนังสือหรือหารูปไม่ได้ แต่บางส่วนจะมีรูปประกอบ  แต่ไม่ขอชี้ชัดว่าตรงหรือไม่ให้เป็นวิจารณญาณของผู้อ่านเอง
รูปที่ใช้ประกอบในตำราเล่มนี้ล้วนเป็นรูปขาวดำ แล้วเราจะสแกนให้ภายหลัง เพื่อประกอบการพิจารณา
ว่านชนิดแรกที่ผู้รวบรวมบรรยายถึงคือ ว่านกวักพุทธเจ้าหลวง  ว่านชนิดนี้ในท้องตลาดถือว่ายังมีราคาพอสมควรและมีว่านลักษณะคล้ายกันหลายตัวที่ถูกนำมาจำหน่ายเป็นว่านนี้ ในหนังสือบรรยายไว้ว่า
    "ว่านกวักพุทธเจ้าหลวง ลักษณะลำต้นเป็นกาบก้านยาวพ้นดิน ใบคล้ายใบจำปีแต่ใหญ่และยาวกว่า พื้นใบมีสีเขียวเข้มและอมเหลืองย่นเป็นจุดๆคล้ายใบชักพลู ริมขอบของใบย่นบิด ปลายใบงุ้มเหมือนปากนก หัวเหมือนหอมหัวใหญ่ เวลามีดอกก้านของช่อดอกจะสูงยาวพ้นลำต้นมาก ดอกมีสีขาวนวล กลีบ ๖ กลีบ โคนของกลีบสีขาวนวล ช่อหนึ่งมี ๘-๙ ดอกอย่างมาก มีเกษรยาวตุ้มเหลืองที่ปลาย ถ้ามีดอกมากดี มีกลิ่นหอมอ่อน เมื่อเวลามีดอก ท่านให้สักการะบูชา ขอความสิริมงคลและสิ่งที่พึงปรารถนา หาโบว์สีขาวแล้วลงด้วยพุทธคุณ ผูกไว้รอบกระถาง ว่านนี้เป็นว่านที่มีคุณสมบัติกว่าบรรดาว่านกวักทั้งหลาย เป็นว่านเมตตามหานิยมโชคลาภ ว่านต้นนี้หายากเจ้าของหวงแหนนัก ควรปลูกไว้ในที่สูงเป็นสิริมงคลแก่บ้านยิ่งนักก่อนจะรดน้ำควรเสกด้วยพุทธคุณเสียก่อน"
เป็นไงบ้างวิธีบรรยายเกี่ยวกับว่านของคนรุ่นก่อน เห็นที่ต้องไปหาดูใบของต้นจำปีและใบของต้นชักพลู(ชะพลู)มาเปรียบเทียบซะแล้ว555

ว่าน วิธีปลูกว่าน วิธีกู้ว่านตามแบบโบราณ

ปกติโดยทั่วไปจะซื้อหนังสือเกี่ยวกับต้นไม้ต้องเลือกที่พิมพ์ใหม่ๆ เพราะข้อมูลจะทันสมัยและรูปจะคมชัดกว่าหนังสือต้นไม้เก่าๆ แต่ถ้าเป็นตำราว่านกลับเป็นตรงกันข้ามจะต้องพยายามแสวงหาหนังสือเก่าๆเพื่อให้ได้ข้อมูลรูปพรรณสัณฐานที่แท้จริงจากคำบรรยายและได้รู้ว่าสายพันธุ์ว่านเก่าจริงๆมีต้นไหนบ้าง  หลายครั้งที่ตำราใหม่มีความผิดพลาดผิดฝาผิดตัว  หรือแต่งตั้งต้นไม้บางต้นขึ้นมาเป็นว่าน  เวลาที่มีหนังสือหรือตำราว่านเก่าๆหลุดเข้ามาในตลาดหนังสือมือสองจึงเป็นที่ต้องการกันมากจนถึงปัจจุบัน  เราทุนน้อยค่อยๆหาตามกำลังตอนนี้มีเก็บไว้แค่เล่มเดียวคือ  ตำรากบิลว่านฉบับสมบูรณ์ รวบรวมโดย ร.ต.สวิง  กวีสุทธิ์ ร.น.  พิมพ์เมื่อพ.ศ.๒๕๐๘ มีหลายๆเรื่องราวที่ได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือที่น่าสนใจ ณ ที่นี้ขออนุญาตท่านเพื่อเผยแพร่ให้อนุชนรุ่นหลังเป็นวิทยาทาน จุดหนึ่งที่น่าสนใจอยู่ที่คำนำหนังสือ  ขออนุญาตคัดลอกมาให้ได้อ่านโดยคงสำนวและภาษาของผู้เขียนไว้เหมือนเดิมทั้งหมด เพื่อให้เราได้รู้ว่าคนแต่เก่าก่อนมีวิวัฒนาการเกี่ยวกับว่านมาอย่างไร  ดังนี้
"ตำรากบิลว่านที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ เป็นตำราที่กระจัดกระจายที่มีอยู่ผู้นั้นบ้าง ผู้นี้บ้าง อย่างละเล็กละน้อยหาได้มีอยู่ในตำราเดียวกันไม่ และได้สอบถามจากผู้ใหญ่ที่ท่านนิยมการปลูกว่าน บางท่านก็ได้สิ้นชีวิตไปแล้ว แต่ได้เขียนเป็นตำรับตำราเอาไว้บ้าง และได้ประสบการณ์ถึงค่าสมบัติของว่าน ซึ่งได้รักษาโรคภัยของข้าพเจ้า จึงได้รวบรวมและค้นคว้าเพื่อท่านที่นิยมการปลูกว่านจะได้ทราบและรู้จักลักษณะของว่านพอเป็นเค้าบ้างเล็กน้อย ในโบราณกาลกล่าวว่า ว่านนี้เป็นต้นไม้เนรมิตที่ฤาษีประสิทธิ์ประสาทให้ ต้นไม้จำพวกว่านนี้หาได้มีผู้นิยมใช้หรือรู้จักใช้ไม่ จะมีบ้างก็น้อยเต็มทน นอกจากนั้นก็เป็นพวกชาวป่าชาวดอยเท่านั้นที่นิยมใช้ ชนจำพวกนี้ใช้แต่ว่านและรากไม้เป็นสมุนไพรรักษาโรค ชนจำพวกที่นับถือว่านนี้ก็ได้แก่พวกกะเหรี่ยง,แม้ว,ข่า,ลาว ในปัจจุบันนี้ก็ยังใช้กันอยู่  ว่านนี้บางแห่งเรียกก็เรียกชื่อต่างๆกันตามแต่ละภาค ว่านบางพันธุ์มีอิทธิฤทธิ์มาก ถ้าปลูกไว้กับบ้านหรือติดตัวไป หรือเข้าไปใกล้เคียงและรับประทานจะทำให้เกิดศิริมงคล มีลาภผลเมตตามหานิยม คงทนต่อศัตราอาวุธ เขี้ยวงา ภูติผีปีศาจและเป็นยารักษาโรค  ตามปกติว่านที่นำมาปลูกกันตามบ้านนั้นนานวันเข้าก็เสื่อมคุณสมบัติ จะต้องกู้ขึ้นจากดินในเดือน๑๒ หรือในเดือนอ้ายข้างขึ้นวันอังคาร  อย่าให้ทันถึงฤดูที่นกยูงหรือนกกาเหว่าร้อง ถ้าเลยฤดูจากนี้ไปว่านนั้นจะเสื่อมคุณสมบัติหรือจืดจางไป  โดยธาตุปรอทของว่านลืมต้น  ตามปกติว่านทุกต้นที่ธาตุปรอทอยู่ในตัวของมันเอง
       การปลูกว่านให้ปลูกในเดือน๖วันอังคาร  ถ้าจะให้ว่านนั้นมีคุณค่ามีผลตามจุดประสงค์ ท่านให้ใช้แผ่นทองแดงลงด้วยพุทธคุณ"อิติปิโส" แปดทิศ เอามารองใต้ก้นว่านก่อนจะปลูก  การรดน้ำต้นว่านนั้นควรใช้พุทธคุณด้วย โดยเสกน้ำรดด้วยอิติปิโส  เพราะพุทธคุณนี้สามารถที่จะทำให้สำเร็จตามจุดประสงค์ทุกอย่างได้ ตลอดจนศิริมงคลเมตตา คงกระพัน แคล้วคลาด โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
      การขุดว่านนี้ พวกชาวป่าชาวเขานิยมใช้คาถาเรียก  เขาว่าถ้าใช้คาถาเรียกจะทำให้ว่านนั้นขลัง คาถาที่เรียกว่านเวลาขุด "โอมขุกขุกกูจะปลูก(อาจจะเป็นปลุกก็ได้-ผู้คัดลอก)พญาว่าน  ให้ลุกก็ลุกกูจะปลูกพญาว่าน  ให้ตื่นก็ตื่นถ้าพญาว่านหนีไปที่อื่นให้วิ่งมาหากูนี่เน้อ พญาว่านหนีไปข้างหน้าให้มาฮอดกูนี่เน้อ มาฮอดแล้วพันเฝ้าตื้น อมมสหับคงทน"  ในระหว่างที่ว่าคาถานี้ให้ตบดินที่ต้นว่านนั้น ตบเรื่อยๆไปจนกว่าจะว่าคาถานี้จบแล้วจึงค่อยขุดว่านนี้ขึ้น"
      คำนำจากหนังสือเล่มนี้คงทำให้พอมองเห็นภาพการเล่นว่านของผู้คนในอดีตอันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้สนใจเรื่องเกี่ยวกับว่านทั้งความเป็นมงคลและประโยชน์ในการรักษาโรคต่างๆบ้างไม่มากก็น้อย บุญกุศลใดที่เกิดขึ้นนี้ขอส่งถึงแด่ดวงวิญญาณของผู้รวบรวมตำราว่านนี้และครูบาอาจารย์ว่านทุกๆท่านด้วยเทอญ.
     เราจะค่อยๆทะยอยลงรายละเอียดในเล่มนี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับผู้สนใจต่อไป จริงๆมีการพูดถึงหนังสือว่านว่ามีความคลาดเคลื่อนอยู่เสมอ เล่มนี้เองก็อาจมีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงกับหนังสือเล่มอื่น แต่อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังควรถูกบันทึกไว้ก่อน ผิดถูกอย่างไรแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคน ที่สำคัญความหลากหลายของพันธุ์พืขเมืองไทยมีมากมาย ยังมีที่ลึกลับไม่เป็นที่รู้จักอีกไม่ใช่น้อย  ชื่อเรียกก็แตกต่างกันไป  ภูมิปัญญาการนำไปใช้หรือประสบการณ์แต่ละคนล้วนหลากหลาย  ใครล่ะจะเป็นคนตัดสินผิดถูกได้โดยสิ้นเชิง









วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

มะเดื่อหอม

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา


เราเคยเห็นต้นมะเดื่อหอมครั้งแรก จากการสำรวจป่าเขาสลัดได จำได้ว่าตามรอยช้างเข้าไป เห็นต้นมะเดื่อหอมหักอยู่ระหว่างทาง  พ่อหมอคาดเดาว่าเป็นรอยช้างหักอาจกินเป็นยาหรือช้างอาจชอบกิน ทำให้ภาพนั้นฝังใจเราจึงจำต้นมะเดื่อหอมได้  อีกครั้งตอนไปบ้านพ่อสำเนา  จันทวาส  ในสวนป่าหลังบ้านที่พ่อสำเนาสะสมพันธุ์ไม้หายาก  พ่อสำเนาหยิบต้นมะเดื่อหอมให้ดูบอกว่าที่ได้ชื่อว่ามะเดื่อหอมเพราะเค้าหอมที่ราก  ทั้งๆที่บางต้นขึ้นอยู่ข้างน้ำครำที่เหม็นเน่าแต่รากเขาก็ยังหอม  พ่อสำเนาบอกว่าน่าเอาไปสกัดทำน้ำหอม ทางโคราชเรียกว่ามะเดื่อขน เพราะลำต้นและใบมีขน และผลของเขาเมื่อยังอ่อนจะมีขนคล้ายผลต้นโคลงเคลง พอแก่จะเหมือนผลมะเดื่อทั่วไป  แต่เราเคยเห็นแค่ตอนเป็นผลอ่อน
เราได้ต้นพันธุ์มาต้นหนึ่งเลยบริจาคให้พี่ที่เค้าปลูกป่าอยู่ที่บัวใหญ่ไป  คิดถึงเค้าเหมือนกันเพราะยังหาอีกไม่ได้
อ่านข้อมูลในอินเตอร์เน็ท เห็นมีการพูดถึงมะเดื่อหอมแต่หมายถึงไม้อีกต้นหนึ่งที่ดอกมีกลิ่นหอม เป็นไม้หายากในตลาด  เลยข้อบันทึกข้อมูลเอาไว้ถึงต้นมะเดื่ีอหอมที่เป็นต้นไม้ตัวจริงในป่าของอีสาน  เพื่อป้องการการเข้าใจผิดและใช้ผิดต้น  เพราะช่วงหลังๆร้านค้าที่ไม่รู้เอาสรรพคุณของต้นมะเดื่อหอมไปลอกลงต้นขมันที่ขายในตลาดในชื่อมะเดื่อหอม  จริงๆสรรพคุณสมุนไพรควรถามจากคนที่เคยใช้จริง หรือสัมภาษณืข้อมูลพ่อหมอทุกๆครั้ง  ทางที่ดีควรให้ชี้ต้นเลย  เพราะไม้ชื่อซ้ำกันมีมากและแต่ละที่เรียกชื่อไม่เหมือนกัน  ที่สำคัญคนสัภาษณ์ควรมีต้นทุนความรู้เรื่องนี้พอสมควร  ไม่งั้นจะแยกไม่ออกเลยว่าข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลที่พ่อหมอจำต่อๆกันมาแบบมั่วๆหรือรู้จริง 
ต้นนี้จากป่าเขาสลัดได อำเภอวังน้ำเขียว
รูปนี้ยืมจาก
ที่มา สวนลุงตี๋ http://suan_naratip.tripod.com/herb7.htm
หารูปที่ตัวเองถ่ายไว้ไม่เจอแต่จำได่ว่าไม่ค่อยชัด

ชื่อสมุนไพร
มะเดื่อหอม
ชื่ออื่นๆ
เดื่อขน (เหนือ);หาด (เชียงใหม่); นอดน้ำ (ลำปาง); มะเดื่อขน (นครราชสีมา); นมหมา (นครพนม);นอดหอม มะเดื่อเตี้ย (จันทบุรี); เดื่อหอมเล็ก เดื่อหอมใหญ่ (ตราด); พุงหมู (อุบลราชธานี)
ชื่อวิทยาศาสตร์
Ficus hirta Vahl.
ชื่อพ้อง
ชื่อวงศ์
Moraceae
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม ขนาดเล็ก มีน้ำยางขาว ไม่ค่อยแตกกิ่ง มีรากเก็บสะสมอาหารเป็นหัวใต้ดิน มีกลิ่นหอม สูงได้ถึง 10 เมตร ลำต้น และกิ่งก้านมีขนแข็ง สากคาย สีน้ำตาลแกมเหลืองอ่อน เมื่อแก่ลำต้นจะกลวง ตาดอกและใบอ่อนมีขนหนาแน่น ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปขอบขนาน รูปไข่แกมขอบขนาน รูปขอบขนานแกมไข่กลับ หรือรูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 5-12 เซนติเมตร ยาว 12-25 เซนติเมตร ใบมีพูลึก 3-5 พู หรือขอบเรียบ ฐานใบเบี้ยว ปลายใบแหลมติ่ง ขอบใบจักฟันเลื่อย มีขนทั้งสองด้านของใบ ใบด้านบนมีขนหยาบ สีน้ำตาลอมเหลือง ประปราย ขนยาวและหยาบบนเส้นใบ ด้านล่างขนอ่อนนุ่มกว่า ใบมักแบ่งเป็น 3-5 พู ที่ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะในต้นอ่อน ใบแก่บาง เส้นใบที่ฐานยาวน้อยกว่า ½ ของใบ เส้นใบข้าง 7-9 เส้น ก้านใบยาว 2-11 เซนติเมตร มีหูใบแหลม 0.8-2 เซนติเมตร กิ่งก้านมักจะกลวง และที่ข้อพองออกในต้นอ่อน ดอกช่อเกิดภายในโครงสร้างกลวงออกที่ซอกใบ ประกอบด้วยดอกขนาดเล็กจำนวนมาก เบียดกันแน่นบนฐานรองดอก ซึ่งเจริญหุ้มดอก มีช่องเปิดด้านบน ซึ่งมีใบประดับซ้อนทับหลายชั้นปิดอยู่ทำให้ดูภายนอกคล้ายผล รูปไข่ค่อนข้างกลม อยู่บริเวณกิ่งที่มีใบติดอยู่ ดอกแยกเพศ อยู่ในช่อเดียวกัน ดอกเพศผู้มีจำนวนน้อย อยู่บริเวณรูเปิดของช่อดอก กลีบดอกมี 3-4 กลีบ เกสรเพศผู้มี 1-2 อัน ดอกเพศเมีย มีรังไข่เหนือวงกลีบ ผลรวม ผลย่อยเป็นผลสด กลม ขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 มิลลิเมตร ออกเดี่ยวหรือเป็นคู่ สีเหลือง เมื่อสุกมีสีแดงอมส้ม มีขนหยาบสีทองหนาแน่น ไม่มีก้านผล ที่ฐานมีกาบแหลม 3 กาบ ขนาด 1.5-5 มิลลิเมตร หน่วยผล ที่มีดอกแบบกอล รูปลูกข่าง ปลายบุ๋ม หน่วยผลที่มีดอกตัวเมียมักจะกลม ขนาดเล็กกว่า พบตามป่าดิบแล้ง ที่โล่งแจ้ง ป่าละเมาะ ป่าโปร่งมีดอกตลอดปี

รูปลักษณะ : ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก หรือไม้พุ่มขนาดใหญ่ ใบสีเขียวโตมีแฉก มีขนตลอดทั้งใบ ต้น และกิ่งก้าน รากมีกลิ่นหอม
สรรพคุณ
ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ ราก ฝนกับน้ำดื่ม ช่วยบำรุงน้ำนม
ยาพื้นบ้านอีสาน ใช้ ราก ฝนน้ำกิน แก้ผิดสำแดง
ตำรายาไทย ใช้ ราก รสฝาดเย็นหอม แก้พิษงู พิษฝี แก้ตับพิการ หัวใจพิการ ขับลมในลำไส้ บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง ทำให้ชื่นบาน แก้พิษอักเสบ ลำต้นและราก ต้มน้ำดื่มบำรุงหัวใจ ราก ฝนน้ำกิน แก้ผิดสำแดง เป็นยาระบาย ขับลมในลำไส้ บำรุงหัวใจ ผล รสฝาดเย็น แก้พิษฝี
ยาพื้นบ้านภาคใต้ ใช้ ลำต้นหรือราก ต้มน้ำดื่ม บำรุงหัวใจ

การทดสอบความเป็นพิษ
สารสกัดส่วนเหนือดินด้วยแอลกอฮอล์ 50% ,มีพิษเฉียบพลันปานกลาง เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร (LD50=681 มก./กก.)

ที่มา ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=92




เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 2-3 ฟุต รากเก็บอาหารคล้ายหัวมันสำปะหลัง ใบสาก ริมแฉกข้างเดียวหรือสองข้าง มีขนปกคลุม ผลกลมคล้ายลูกมะเดื่อชุมพร แต่เล็กเท่าปลายนิ้ว รสหวาน รากกลิ่นหอมมัน เกิดตามป่าดงดิบแล้งทั่วไป
ราก : รสฝาดเย็นหอม แก้พิษงู พิษฝี แก้ตับพิการ หัวใจพิการ ขับลมในลำไส้ บำรุงหัวใจ ชูกำลัง แก้พิษอักเสบ
ลูก : รสฝาดเย็น แก้พิษฝี
ที่มา  สวนลุงตี๋  http://suan_naratip.tripod.com/herb7.htm
ส่วนต้นขมันที่ตอนนี้ร้านทุกร้านขายในนามมะเดื่อหอมนั้น  มีข้อมูลปรากฏดังนี้
ไม้วงศ์ตำแย (Urticaceae) ข้อมูลจากหนังสือของ อ.สุรัตน์ วัณโณ และเอกสารอ้างอิงของกรมป่าไม้ พอค้นข้อมูลต่อจากจุดนี้ พบว่าไม้วงศ์ตำแยส่วนมากจะเป็นไม้ล้มรุกซึ่งถึงลักษณะดอกจะไกล้เคียงกันมากกว่าวงศ์มะเดื่อแต่ก็ยังไม่พบกับเจ้ามะเดื่อหอมในเว็บของต่างประเทศเลย แต่พบว่าไม้วงศ์ Urticaceae อยู่ใน Order : Urticales พอค้นข้อมูลใน Order นี้ก็เจอจนได้ครับ ว่าเจ้ามะเดื่อหอมอยู่ในวงศ์ญาติๆกับตำแย ชื่อวงศ์ว่า Cecropiaceae ใน Genus : Poikilospermum ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ชนิดพันธุ์ในโลก และแทบทั้งหมดอยู่ในป่าฝนเขตร้อนในเอเซีย ซึ่งในเมืองไทยมีจีนัสนี้อยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ ต้นสลับสี (Poikilospermum amoenum) ซึ่งมีดอกสีชมพู และ ต้นขมัน (Poikilospermum sauveolens Merr.) ซึ่งมะเดื่อหอมมีลักษณะเหมือนต้นขมันมากๆ จึงน่าจะเป็นไม้ป่าไทยที่ชื่อว่า ขมัน หรือบางทีเรียกว่า เถาะกะมัน แต่เพราะว่ารูปถ่ายของขมันที่พอหาได้มีน้อยมากๆ ไม่ชัดเจน และมีความแตกต่างไปบ้างเล็กน้อย ผมเลยว่าน่าจะให้ชื่อวิทยาศาสตร์ของมะเดื่อหอมชนิดที่ขายในท้องตลาดเป็นกลางๆไว้ว่า Poikilospermum sp. เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเหนิดแถวๆมาเลเซีย และพบได้ในป่าธรรมชาติภาคใต้ของไทย มักขึ้นอยู่ชายน้ำ เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่
ที่มา http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=endless9&month=09-2009&date=21&group=13&gblog=12
ต้นขมันไม้พุ่มรอเลื้อยดอกหอมที่ถูกขายเป็นต้นมะเดื่อหอม
ยืมรูปจากเวป  http://www.magnoliathailand.com/webboard/index.php?topic=3343.0  และ http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2009/05/J7873693/J7873693.html