โดย ปุณณภา งานสำเร็จ
ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรและภูมิปัญญาไทย จังหวัดนครราชสีมา
ถ้าพูดถงสมุนไพรสักตัวที่ดีต่อตับ แถมยังมีใบและต้นที่สวยงามเป็นไม้ประดับได้ กินได้ทุกส่วน ให้นึกถึงพิรังกาสา
พิลังกาสา สมุนไพรดีน่าปลูก ล้อมพิษตับ แก้ตับพิการ กินใบสดเป็นผักพื้นบ้าน ป้องกันตับ
ต้นพิรังกาสา เป็นไม้พุ่มสูง 2-5 เมตร แตกต้นคล้ายกอ ใบเดี่ยวเรียงสลับ ผลสด ทรงกลมแป้น เปลือกในแข็ง ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีม่วงเข้ม ขนาดราวครึ่งเซนติเมตร ออกผลช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
ผลพิลังกาสาใช้เป็นเครื่องยาปลูกไฟธาตุในคัมภีร์มหาโชติรัตน์ เป็นยาอายุวัฒนะ ปลูกโลหิตให้งาม ขับระดููููููู เพิ่มน้ำนม
ตำรายาไทยใช้ใบแก้โรคตับพิการ ดอกรสร้อน ฆ่าเชื้อโรค ผล รสสุขุม แก้ไข้ท้องเสีย รักษาโรคเกี่ยวกับพยาธิ แก้ลมพิษ แก้ธาตุพิการ แก้ซาง ลำต้นใช้รักษาโรคเรื้อน รากใช้รักษากามโรคและหนองใน สารสกัดของผลสุกสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อที่ทำให้เกิดโรค ท้องเสีย (Salmonella spp. และ Shigella spp.) และสารสกัดจากเปลือกต้นสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อหนองในในหลอดทดลอง
นอกจากนี้พบเม็ดสี สีส้มทองชื่อ rapanone ในเปลือกต้น ซึ่งเมื่อใช้ทดลองกับหนูที่ติดเชื้อโรคเรื้อนโดยให้ยาติดต่อกัน 6 เดือน - 1 ปี สามารถลดการเพิ่มจำนวนของเชื้อดังกล่าวได้
ปัจจุบันมีการนำผลสุกมาหมักเป็นไวน์ ใช้ผลสุกตากแห้งแล้วบดเป็นผงผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนขนาดปลายนิ้วก้อยของผู้ใช้รับประทานครั้งละ 3 เม็ด หรือใช้ผงยา 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำครึ่งแก้ว ช่วยบำรุงโลหิต และแก้โรคระดูสตรี
ประโยชน์ของดอกพิลังกาสา : ดอกพิลังกาสาจะมีรสชาติเฝื่อนๆ มีสรรพคุณทางด้านสมุนไพรในเรื่องของการ ขับพยาธิ ฆ่าเชื้อโรค แก้ลม โดยจะใช้ดอกแห้ง นำมาต้มน้ำดื่น ก็จะช่วยในเรื่องของการขับถ่ายพยาธิและฆ่าเชื้อโรคในลำไส้ได้เป็นอย่างดี
เป็นพันธุ์ไม้ขนาดเล็ก จึงสามารถที่จะนำมาปลูกในพื้นที่ภายในบ้านได้
ถ่ายรูปได้สวยอยากโชว์ ไม้ลักษณะใบและลูกชัดเจน ใบอ่อนสวยมากๆ
วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558
ย่านดาโอ๊ะ ใบไม้สีทอง ใบไม้เปลี่ยนสีไทยแท้
โดย ปุณณภา งานสำเร็จ
ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรและภูมิปัญญาไทย จังหวัดนครราชสีมา
ไม้ตระกูููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููลเสี้ยวที่สวยที่สุดในโลก สีทองจะชัดในหน้าหนาว
ใบไม้สีทอง เป็นพันธุ์ไม้ชนิดเดียวที่มีอยู่ในโลกและเกิดขึ้นในประเทศไทย ณบริเวณเทือกเขาบูโด และเทือกเขาสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เป็นพันธุ์ไม้ที่มีเขตกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติบนเทือกเขาบูโดแต่ไม่มีใครให้ความสนใจและเห็นคุณค่า จนกระทั่งคุณสมน้อย ภัทรเมธา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ได้นำใบไม้สีทองชนิดนี้ ถวายแด่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และมีพระมหากรุณาธิคุณดำริให้ฝ่ายพฤกษศาสตร์ของกรมป่าไม้ทำการวิเคราะห์ใบไม้ชนิดนี้แต่ในช่วงนั้นไม่สามารถที่จะวิเคราะห์หาข้อสรุปได้ว่าเป็นพันธุ์ไม้ชนิดใด กรมป่าไม้จึงได้จัดส่งพันธุ์ไม้ขนิดนี้ไปทำการพิสูจน์ณ ประเทศเดนมาร์ก ในที่สุดใบไม้สีทองก็ได้ถูกประกาศว่าพันธุ์ไม้ชนิดใหม่ของโลกโดย ศาสตราจารย์ไค ลาร์เสน Pros.KaiLasenm) นักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bauthiniaaureifpliaเมื่อปี พ.ศ. 25332 และต่อมาในปี 2535 จึงจดลิขสิทธิ์เป็นของประเทศไทยและเป็นที่รู้จักกันมาแต่นั้นมา...ใบไม้สีทองหรือชื่อพื้นเมืองเรียกกันว่า “ย่านดาโอ๊ะ” เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีมือเกาะม้วนงอเลื้อยขึ้นไปคลุมตามเรือนยอดของต้นไม้ใหญ่ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปเกือบกลม ปลายใบหยักเว้าเป็นแฉกลึก2 แฉก โคนใบเว้าหยักคล้ายรูปหัวใจ รูปร่างคล้ายกับใบกาหลงหรือชงโค แต่ขนาดใหญ่กว่าใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงหรือขนสีทองแดงเป็นมันคล้ายกำมะหยี่ ใบที่สมบูรณ์เต็มที่มีขนาด10*18 ซม. แต่เคยพบใหญ่ที่สุดกว่า 25 ซม.ใบมีสองชนิดคือกลุ่มใบสีเขียวทำหน้าที่สังเคราะห์แสงและกลุ่มใบสีทองซึ่งบริเวณปลายกิ่งขณะยังเป็นใบอ่อนมีสีม่วงแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเมื่อใบแก่ขึ้นเป็นลำดับจนกระทั่งใบแก่เต็มที่จะเป็นสีคล้ายสีทองแดงระยะสุดท้ายจะเปลี่ยนเป็นสีเงินแล้วจะทิ้งใบระยะที่จะเห็นใบเป็นสีทองชัดเจนในช่วงเดือน มิถุนายน - กรกฎาคม ของทุกปี ต้นที่ปรากฏใบสีทองต้องมีอายุมากกว่า5 ปี มีดอกสีขาวเกิดเป็นช่ออยู่บริเวณปลายกิ่งลักษณะคล้ายดอกเสี้ยวเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. ช่อหนึ่ง ๆ มีตั้งแต่ 10 ดอกขึ้นไป มีกลิ่นหอม ออกดอกประมาณเดือนตุลาคม -กุมภาพันธ์มีผลเป็นฝักคล้ายฝักดาบ มีขนสีน้ำตาลแดงคล้ายกำมะหยี่เช่นเดียวกับใบ ฝักหนึ่งๆ มีประมาณ 4-6 เมล็ด ลักษณะทั่วไป ใบไม้สีทอง ไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีมือเกาะม้วนงอ เลื้อยขึ้นไปคลุมตามเรือนยอดของต้นไม้ใหญ่ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปเกือบกลม ปลายใบหยักเว้าเป็นแฉกลึก 2 แฉก โคนใบเว้าหยักคล้ายรูปหัวใจ รูปร่างคล้ายกับใบกาหลงหรือชงโค แต่ขนาดใหญ่กว่ามากใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง หรือขนสีทองแดงเป็นมันคล้ายเส้นไหมปกคลุมหนาแน่น ลักษณะเหมือนกำมะหยี่ เริ่มแรกใบจะเป็นสีนาค คล้ายสีชมพู เมื่อผ่านไปสัก 2 สัปดาห์ จะกลายเป็นสีน้ำตาล และเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนประมาณ 3 เดือน จะกลายเป็นสีทอง และอีก 6 - 7 เดือนต่อจากนั้น จากสีทองจะกลายเป็นสีเงิน ใบที่สมบูรณ์เต็มที่มีขนาด 10x18 ซม. แต่เคยพบใหญ่ที่สุดกว่า 25 ซม. นอกจากนี้ ใบไม้สีทอง ถือเป็นพันธุ์ไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ เส้นรอบวงของเถาวัลย์ประมาณ 100 ซ.ม. เลื้อยพันธุ์ต้นไม้ใหญ่ขึ้นสูงถึง 30 เมตร ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่กว้างถึงเกือบกลม กว้าง 10-20 เซนติเมตร ยาว 8-15 เซนติเมตร ปลายและโคนใบเว้าลึกแบ่งเป็น 2 แฉก แผ่นใบหนาและกิ่งอ่อนปกคลุมด้วยขนผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันผิวใบด้านล่างมีขนคล้ายกำมะหยี่สีทองแดงเป็นมันเงาสะท้อนแสงเป็นประกายสวยงาม ก้านใบสีแดง ดอก สีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีครีม มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ช่อละ 2-3 ดอก มีกลีบประดับขนาดเล็ก รูปไข่ โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยก 5 แฉก มี 3-5 กลีบ ด้านนอก มีขนมาก กลีบดอกมี 5 กลีบ ขนาดเท่าๆกันทุกกลีบ ขอบกลีบหยิกย่น ผล ผลแห้งแตก เป็นฝักแบนยาวคล้ายฝักดาบ กว้าง 5-6 เซนติเมตร ยาว 20-25 เซนติเมตร มี 4-6 เมล็ด ประโยชน์ของใบไม้สีทอง ประโยชน์ของใบไม้สีทอง คือ สามารถนำใบมาประดิษฐ์เป็นของที่ระลึก ทำเป็นต้นไม้ช่อที่สวยงาม กรอบรูปใบไม้สีทอง ของตกแต่งภายในบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคลและอื่นๆ อีกมากมาย
เอกลักษณ์/จุดเด่น ผิวใบคล้ายกำมะหยี่ปกคลุมทั้งใบเมื่อแห้งสนิทแล้ว จะมีความเหนียว ไม่แห้ง และสีทองจะยิ่งชัดขึ้น ความแปลกของใบไม้สีทอง ใน 1 ต้นจะมีการเปลี่ยนของสีใบถึง 3 สี คือ สีนาค สีเงิน และสีทอง (ฤดูร้อน ,ฤดูฝนจะมีสีทองและฤดูหนาวจะมีสีเงิน) ใน 1 ต้น จะมีใบสีนาคเพียง 1 ใบเท่านั่น ทำให้ต้นใบไม้สีทองกลายเป็นต้นมงคลตามความเชื่อที่หลายคนอยากที่มีไว้ในบ้านเพื่อเป็นสิริมงคล
ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรและภูมิปัญญาไทย จังหวัดนครราชสีมา
ไม้ตระกูููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููููลเสี้ยวที่สวยที่สุดในโลก สีทองจะชัดในหน้าหนาว
ใบไม้สีทอง เป็นพันธุ์ไม้ชนิดเดียวที่มีอยู่ในโลกและเกิดขึ้นในประเทศไทย ณบริเวณเทือกเขาบูโด และเทือกเขาสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เป็นพันธุ์ไม้ที่มีเขตกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติบนเทือกเขาบูโดแต่ไม่มีใครให้ความสนใจและเห็นคุณค่า จนกระทั่งคุณสมน้อย ภัทรเมธา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ได้นำใบไม้สีทองชนิดนี้ ถวายแด่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และมีพระมหากรุณาธิคุณดำริให้ฝ่ายพฤกษศาสตร์ของกรมป่าไม้ทำการวิเคราะห์ใบไม้ชนิดนี้แต่ในช่วงนั้นไม่สามารถที่จะวิเคราะห์หาข้อสรุปได้ว่าเป็นพันธุ์ไม้ชนิดใด กรมป่าไม้จึงได้จัดส่งพันธุ์ไม้ขนิดนี้ไปทำการพิสูจน์ณ ประเทศเดนมาร์ก ในที่สุดใบไม้สีทองก็ได้ถูกประกาศว่าพันธุ์ไม้ชนิดใหม่ของโลกโดย ศาสตราจารย์ไค ลาร์เสน Pros.KaiLasenm) นักพฤกษศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bauthiniaaureifpliaเมื่อปี พ.ศ. 25332 และต่อมาในปี 2535 จึงจดลิขสิทธิ์เป็นของประเทศไทยและเป็นที่รู้จักกันมาแต่นั้นมา...ใบไม้สีทองหรือชื่อพื้นเมืองเรียกกันว่า “ย่านดาโอ๊ะ” เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีมือเกาะม้วนงอเลื้อยขึ้นไปคลุมตามเรือนยอดของต้นไม้ใหญ่ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปเกือบกลม ปลายใบหยักเว้าเป็นแฉกลึก2 แฉก โคนใบเว้าหยักคล้ายรูปหัวใจ รูปร่างคล้ายกับใบกาหลงหรือชงโค แต่ขนาดใหญ่กว่าใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงหรือขนสีทองแดงเป็นมันคล้ายกำมะหยี่ ใบที่สมบูรณ์เต็มที่มีขนาด10*18 ซม. แต่เคยพบใหญ่ที่สุดกว่า 25 ซม.ใบมีสองชนิดคือกลุ่มใบสีเขียวทำหน้าที่สังเคราะห์แสงและกลุ่มใบสีทองซึ่งบริเวณปลายกิ่งขณะยังเป็นใบอ่อนมีสีม่วงแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเมื่อใบแก่ขึ้นเป็นลำดับจนกระทั่งใบแก่เต็มที่จะเป็นสีคล้ายสีทองแดงระยะสุดท้ายจะเปลี่ยนเป็นสีเงินแล้วจะทิ้งใบระยะที่จะเห็นใบเป็นสีทองชัดเจนในช่วงเดือน มิถุนายน - กรกฎาคม ของทุกปี ต้นที่ปรากฏใบสีทองต้องมีอายุมากกว่า5 ปี มีดอกสีขาวเกิดเป็นช่ออยู่บริเวณปลายกิ่งลักษณะคล้ายดอกเสี้ยวเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม. ช่อหนึ่ง ๆ มีตั้งแต่ 10 ดอกขึ้นไป มีกลิ่นหอม ออกดอกประมาณเดือนตุลาคม -กุมภาพันธ์มีผลเป็นฝักคล้ายฝักดาบ มีขนสีน้ำตาลแดงคล้ายกำมะหยี่เช่นเดียวกับใบ ฝักหนึ่งๆ มีประมาณ 4-6 เมล็ด ลักษณะทั่วไป ใบไม้สีทอง ไม้เถาเนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีมือเกาะม้วนงอ เลื้อยขึ้นไปคลุมตามเรือนยอดของต้นไม้ใหญ่ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปเกือบกลม ปลายใบหยักเว้าเป็นแฉกลึก 2 แฉก โคนใบเว้าหยักคล้ายรูปหัวใจ รูปร่างคล้ายกับใบกาหลงหรือชงโค แต่ขนาดใหญ่กว่ามากใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง หรือขนสีทองแดงเป็นมันคล้ายเส้นไหมปกคลุมหนาแน่น ลักษณะเหมือนกำมะหยี่ เริ่มแรกใบจะเป็นสีนาค คล้ายสีชมพู เมื่อผ่านไปสัก 2 สัปดาห์ จะกลายเป็นสีน้ำตาล และเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนประมาณ 3 เดือน จะกลายเป็นสีทอง และอีก 6 - 7 เดือนต่อจากนั้น จากสีทองจะกลายเป็นสีเงิน ใบที่สมบูรณ์เต็มที่มีขนาด 10x18 ซม. แต่เคยพบใหญ่ที่สุดกว่า 25 ซม. นอกจากนี้ ใบไม้สีทอง ถือเป็นพันธุ์ไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ เส้นรอบวงของเถาวัลย์ประมาณ 100 ซ.ม. เลื้อยพันธุ์ต้นไม้ใหญ่ขึ้นสูงถึง 30 เมตร ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่กว้างถึงเกือบกลม กว้าง 10-20 เซนติเมตร ยาว 8-15 เซนติเมตร ปลายและโคนใบเว้าลึกแบ่งเป็น 2 แฉก แผ่นใบหนาและกิ่งอ่อนปกคลุมด้วยขนผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมันผิวใบด้านล่างมีขนคล้ายกำมะหยี่สีทองแดงเป็นมันเงาสะท้อนแสงเป็นประกายสวยงาม ก้านใบสีแดง ดอก สีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีครีม มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะที่ปลายกิ่ง ช่อละ 2-3 ดอก มีกลีบประดับขนาดเล็ก รูปไข่ โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยก 5 แฉก มี 3-5 กลีบ ด้านนอก มีขนมาก กลีบดอกมี 5 กลีบ ขนาดเท่าๆกันทุกกลีบ ขอบกลีบหยิกย่น ผล ผลแห้งแตก เป็นฝักแบนยาวคล้ายฝักดาบ กว้าง 5-6 เซนติเมตร ยาว 20-25 เซนติเมตร มี 4-6 เมล็ด ประโยชน์ของใบไม้สีทอง ประโยชน์ของใบไม้สีทอง คือ สามารถนำใบมาประดิษฐ์เป็นของที่ระลึก ทำเป็นต้นไม้ช่อที่สวยงาม กรอบรูปใบไม้สีทอง ของตกแต่งภายในบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคลและอื่นๆ อีกมากมาย
เอกลักษณ์/จุดเด่น ผิวใบคล้ายกำมะหยี่ปกคลุมทั้งใบเมื่อแห้งสนิทแล้ว จะมีความเหนียว ไม่แห้ง และสีทองจะยิ่งชัดขึ้น ความแปลกของใบไม้สีทอง ใน 1 ต้นจะมีการเปลี่ยนของสีใบถึง 3 สี คือ สีนาค สีเงิน และสีทอง (ฤดูร้อน ,ฤดูฝนจะมีสีทองและฤดูหนาวจะมีสีเงิน) ใน 1 ต้น จะมีใบสีนาคเพียง 1 ใบเท่านั่น ทำให้ต้นใบไม้สีทองกลายเป็นต้นมงคลตามความเชื่อที่หลายคนอยากที่มีไว้ในบ้านเพื่อเป็นสิริมงคล
ว่านหางช้างแก้คุณไสย
โดย ปุณณภา งานสำเร็จ
ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรและภูมิปัญญาไทย จังหวัดนครราชสีมา
วันนี้หัวใจปริ่มเปรม มันสุขเบาๆอยู่ข้างใน รู้สึกอยากทำสิ่งดีๆให้กับโลกนี้ทุกวัน มีเรื่องมากมายที่ต้องทำ และแต่ละวันคือก้าวย่างที่มั่นคง
เหมือนย้อนวันเวลาที่มีไฟมีพลังลุกโพลงอยู่ข้างในกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่จำไม่ได้ถึงความรู้สึกแบบนั้นมานาน
ในแต่ละวันมีเป้าหมายคือให้อะไรสักอย่างแก่ผู้คน เพราะยิ่งทำอย่างนั้นเราจะยิ่งรู้สึกของคุณค่าของการมีชีวิต
การกลับมามองตนเอง สำรวจใจตนเอง และรักษาฐานใจให้แน่นหนามั่นคงหยั่งลึก เพื่อทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่เราเกิดมาเพื่อทำมัน เมื่อรู้ว่าความกลัวไม่มีอยู่จริง ทุกอย่างผ่านเข้ามาเพื่อฝึกฝนให้เราเป็นเราที่ดีที่สุด วันที่ไม่ต้องพยายามทำอะไรให้ใครเข้าใจหรือยอมรับ แต่เป็นวันที่ชัดเจนว่าเราจะทำอะไร
ฉันเกิดมาเพื่อจะบอกเล่าเรื่องราวสมุนไพรให้ผู้คนได้อ่านได้ฟังทุกๆวัน
ว่านหางช้างเป็นชื่อเรียกว่านสองชนิด คือชนิดที่คล้ายต้นพัดแม่ชี ดาบนารายณ์ วอร์กกิ้งไอริส แต่ต่างกันที่ดอก กับอีกชนิดหนึ่งเป็นชื่อเรียกที่คนใต้เรียกว่านเพชรหึง กล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ว่านหางช้าง ชนิดนี้ ใช้แก้คุณไสยทุกชนิด งานวิจัยมีสารต้านโรคHIV
ร้านวรากรสมุนไพร ID Line varakhonherbs โทร 0821515014 ต้องการมาดูสินค้า พิมพ์ในกูเกิล หาคำว่า วรากรสมุนไพร คลิ๊กเลือกแผนที่ รบกวนโทรนัดหมายล่วงหน้านะคะ
ลักษณะ
เป็นไม้มีขนาดเล็ก โคนลำต้นอยู่ใต้ดิน พอพ้นจากใต้ดิน จะมีใบแตกออกข้างเป็นแผงใบยาวรี ยาวประมาณ ๔๐ ถึง ๕๐ เซนติเมตร ต้นสูงประมาณ ๕๐ เซนติเมตรถึง ๑ เมตร ใบสีเขียว มีคราบขาวนวล ใบเรียบปลายใบแหลม ดอกมีสีเข้ม สลับเหลือง ขยายพันธ์ด้วยหน่อ
สรรพคุณ
ในทางการแพทย์ในชนบท ท่านใช้ใบว่านนี้ จำนวน ๓ ใบ ปรุงเป็นยาต้ม ยาระบาย และแก้ระดูพิการในผู้หญิงอีกด้วย ในตำราแพทย์แผนโบราณ สามารถใช้แก้โรคที่เกิดจากคุณทางไสยศาสตร์ ลมเพลมพัด
ต้น แก้คุณอันบุคคลกระทำทาง หนัง
ใบแก้คุณอันบุคคลกระทำทาง เนื้อ
ดอก แก้คุณอันบุคคลกระทำทาง ผม
ราก แก้คุณอันบุคคลกระทำทาง กระดูก
ว่านชนิดนี้นอกจากทางยาแล้ว ยังมีประโยชน์ในการแก้คุณไสย และปลูกเพื่อความเป็นศิริมงคล ในบ้านก็ดีนักแล
วิธีปลูก
ปลูกกับดินร่วน หรือปนทราย เป็นว่านที่ชอบแดดอย่างมาก รดน้ำวันละครั้งพอ ควรปลูกในสถานที่ไม่มีคนเดินข้าม นิยมปลูกวันอังคาร วันครูวันพฤหัส และวันเสาร์ลักษณะ
เป็นไม้มีขนาดเล็ก โคนลำต้นอยู่ใต้ดิน พอพ้นจากใต้ดิน จะมีใบแตกออกข้างเป็นแผงใบยาวรี ยาวประมาณ ๔๐ ถึง ๕๐ เซนติเมตร ต้นสูงประมาณ ๕๐ เซนติเมตรถึง ๑ เมตร ใบสีเขียว มีคราบขาวนวล ใบเรียบปลายใบแหลม ดอกมีสีเข้ม สลับเหลือง ขยายพันธ์ด้วยหน่อ
วิธีปลูก
ปลูกกับดินร่วน หรือปนทราย เป็นว่านที่ชอบแดดอย่างมาก รดน้ำวันละครั้งพอ ควรปลูกในสถานที่ไม่มีคนเดินข้าม นิยมปลูกวันอังคาร วันครูวันพฤหัส และวันเสาร์
ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรและภูมิปัญญาไทย จังหวัดนครราชสีมา
วันนี้หัวใจปริ่มเปรม มันสุขเบาๆอยู่ข้างใน รู้สึกอยากทำสิ่งดีๆให้กับโลกนี้ทุกวัน มีเรื่องมากมายที่ต้องทำ และแต่ละวันคือก้าวย่างที่มั่นคง
เหมือนย้อนวันเวลาที่มีไฟมีพลังลุกโพลงอยู่ข้างในกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่จำไม่ได้ถึงความรู้สึกแบบนั้นมานาน
ในแต่ละวันมีเป้าหมายคือให้อะไรสักอย่างแก่ผู้คน เพราะยิ่งทำอย่างนั้นเราจะยิ่งรู้สึกของคุณค่าของการมีชีวิต
การกลับมามองตนเอง สำรวจใจตนเอง และรักษาฐานใจให้แน่นหนามั่นคงหยั่งลึก เพื่อทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่เราเกิดมาเพื่อทำมัน เมื่อรู้ว่าความกลัวไม่มีอยู่จริง ทุกอย่างผ่านเข้ามาเพื่อฝึกฝนให้เราเป็นเราที่ดีที่สุด วันที่ไม่ต้องพยายามทำอะไรให้ใครเข้าใจหรือยอมรับ แต่เป็นวันที่ชัดเจนว่าเราจะทำอะไร
ฉันเกิดมาเพื่อจะบอกเล่าเรื่องราวสมุนไพรให้ผู้คนได้อ่านได้ฟังทุกๆวัน
ว่านหางช้าง
ว่านหางช้างเป็นชื่อเรียกว่านสองชนิด คือชนิดที่คล้ายต้นพัดแม่ชี ดาบนารายณ์ วอร์กกิ้งไอริส แต่ต่างกันที่ดอก กับอีกชนิดหนึ่งเป็นชื่อเรียกที่คนใต้เรียกว่านเพชรหึง กล้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ว่านหางช้าง ชนิดนี้ ใช้แก้คุณไสยทุกชนิด งานวิจัยมีสารต้านโรคHIV
ร้านวรากรสมุนไพร ID Line varakhonherbs โทร 0821515014 ต้องการมาดูสินค้า พิมพ์ในกูเกิล หาคำว่า วรากรสมุนไพร คลิ๊กเลือกแผนที่ รบกวนโทรนัดหมายล่วงหน้านะคะ
ลักษณะ
เป็นไม้มีขนาดเล็ก โคนลำต้นอยู่ใต้ดิน พอพ้นจากใต้ดิน จะมีใบแตกออกข้างเป็นแผงใบยาวรี ยาวประมาณ ๔๐ ถึง ๕๐ เซนติเมตร ต้นสูงประมาณ ๕๐ เซนติเมตรถึง ๑ เมตร ใบสีเขียว มีคราบขาวนวล ใบเรียบปลายใบแหลม ดอกมีสีเข้ม สลับเหลือง ขยายพันธ์ด้วยหน่อ
สรรพคุณ
ในทางการแพทย์ในชนบท ท่านใช้ใบว่านนี้ จำนวน ๓ ใบ ปรุงเป็นยาต้ม ยาระบาย และแก้ระดูพิการในผู้หญิงอีกด้วย ในตำราแพทย์แผนโบราณ สามารถใช้แก้โรคที่เกิดจากคุณทางไสยศาสตร์ ลมเพลมพัด
ต้น แก้คุณอันบุคคลกระทำทาง หนัง
ใบแก้คุณอันบุคคลกระทำทาง เนื้อ
ดอก แก้คุณอันบุคคลกระทำทาง ผม
ราก แก้คุณอันบุคคลกระทำทาง กระดูก
ว่านชนิดนี้นอกจากทางยาแล้ว ยังมีประโยชน์ในการแก้คุณไสย และปลูกเพื่อความเป็นศิริมงคล ในบ้านก็ดีนักแล
วิธีปลูก
ปลูกกับดินร่วน หรือปนทราย เป็นว่านที่ชอบแดดอย่างมาก รดน้ำวันละครั้งพอ ควรปลูกในสถานที่ไม่มีคนเดินข้าม นิยมปลูกวันอังคาร วันครูวันพฤหัส และวันเสาร์ลักษณะ
เป็นไม้มีขนาดเล็ก โคนลำต้นอยู่ใต้ดิน พอพ้นจากใต้ดิน จะมีใบแตกออกข้างเป็นแผงใบยาวรี ยาวประมาณ ๔๐ ถึง ๕๐ เซนติเมตร ต้นสูงประมาณ ๕๐ เซนติเมตรถึง ๑ เมตร ใบสีเขียว มีคราบขาวนวล ใบเรียบปลายใบแหลม ดอกมีสีเข้ม สลับเหลือง ขยายพันธ์ด้วยหน่อ
วิธีปลูก
ปลูกกับดินร่วน หรือปนทราย เป็นว่านที่ชอบแดดอย่างมาก รดน้ำวันละครั้งพอ ควรปลูกในสถานที่ไม่มีคนเดินข้าม นิยมปลูกวันอังคาร วันครูวันพฤหัส และวันเสาร์
วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
ว่านมหาอุดม
ในกลุ่มที่เรียกกันว่าว่านดอกทองนั้น รวมเอาว่านมหาอุดมเข้าไปด้วยนับเป็นดอกทองชนิดหนึ่ง
"ว่านมหาอุดม ลักษณะทั่วไปเหมือนว่านพุทธกวัก ลำต้นสีเขียว ใบสีเขียวมีทางแดงตรงกลางเป็นเส้นเล็กๆ ดนื้อในหัวข้างข้างขาว
สรรพคุณ เป็นว่านที่มีมหานิยมแรงมากน้องๆดอกทอง ระวังอย่าให้ออกดอก จะเป็นมหานิยมเลยเถิด"
"ว่านมหาอุดม ลักษณะทั่วไปเหมือนว่านพุทธกวัก ลำต้นสีเขียว ใบสีเขียวมีทางแดงตรงกลางเป็นเส้นเล็กๆ ดนื้อในหัวข้างข้างขาว
สรรพคุณ เป็นว่านที่มีมหานิยมแรงมากน้องๆดอกทอง ระวังอย่าให้ออกดอก จะเป็นมหานิยมเลยเถิด"
ว่านมหานิยมใหญ่
ตอนแรกที่เห็นเข้าใจว่าว่านต้นนี้เป็นไม้นอกใบด่างเอามาตั้งชื่อใหม่ แต่ปรากฎว่ามีบันทึกไว้ในตำราว่านเก่า
"ว่านมหานิยมใหญ่ ลักษณะ ใบเขียวและสั้นกว่าว่านปราบสมุทร แต่ยาวกว่าใบเปราะ มีสีขาววิ่งตามขอบใบ หัวติดกันเป็นพืดดังว่านปราบสมุทร เนื้อสีนวล
สรรพคุณ คงกระพันยิ่งนัก และใช้ทางเสน่ห์เมตตามหานิยมได้อย่างสำคัญยิ่ง"
"ว่านมหานิยมใหญ่ ลักษณะ ใบเขียวและสั้นกว่าว่านปราบสมุทร แต่ยาวกว่าใบเปราะ มีสีขาววิ่งตามขอบใบ หัวติดกันเป็นพืดดังว่านปราบสมุทร เนื้อสีนวล
สรรพคุณ คงกระพันยิ่งนัก และใช้ทางเสน่ห์เมตตามหานิยมได้อย่างสำคัญยิ่ง"
ว่านดอกทองกระเจา
ว่านดอกทองมีการพูดถึงกันมากมายหลายชนิด ในตำราว่านเก่าๆ ก็มีเช่นกัน
"ว่านดอกทองกระเจา ลักษณะ ช่วงใบเล็กมีสีเขียวขนาดเดียวกับว่าเพชรน้อย ใบบางอ่อน มีสีเขียวอ่อนสลับกับสีเขียวแก่ ปลายใบแหลม ลำต้นเขียวเรียวเล็ก หัวเป็นไหลเล็กๆเท่ากับก้านไม้ขีด สีนวล กลิ่นหอมเล็กน้อย
สรรพคุณ ใช้ในทางเสน่ห์มหานิยม ปลูกไว้กับบ้านเรีอนร้านค้าท่านว่าดีนักแล"
"ว่านดอกทองกระเจา ลักษณะ ช่วงใบเล็กมีสีเขียวขนาดเดียวกับว่าเพชรน้อย ใบบางอ่อน มีสีเขียวอ่อนสลับกับสีเขียวแก่ ปลายใบแหลม ลำต้นเขียวเรียวเล็ก หัวเป็นไหลเล็กๆเท่ากับก้านไม้ขีด สีนวล กลิ่นหอมเล็กน้อย
สรรพคุณ ใช้ในทางเสน่ห์มหานิยม ปลูกไว้กับบ้านเรีอนร้านค้าท่านว่าดีนักแล"
ว่านแก่นจันทร์
ต้นไม้มีชื่อ จัน จันทร์ หรือ จันทน์ มักใช้เรียกต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม แน่นอนว่านชื่อนี้ย่อมมีจุดเด่นที่กลิ่นหอมนั่นเอง
"ว่านแก่นจันทร์ ลักษณะลำต้นและใบเหมือนข่าแต่เล็กกว่ามาก ใบลึกกว่าใบข่า ลำต้นกลมโตสีเม็ดมะขาม ดอกคล้ายดอกข่า โผล่ขึ้มาจากดินต่างหากจากต้น หัวคล้ายข่าแต่เล็กมากขนาดเท่าแกนดินสอดำ เนื้อในมีสรน้ำผึ้งเข้มๆ มีกลิ่นหอมดังกลิ่นธูปกระแจะ
สรรพคุณ ปลูกไว้กับบ้านเป็นสิริมงคลและเป็นมหาเสน่ห์ดีนัก ถ้ากินเข้าไปคงกระพันชาตรีมีกำลังฮึกเหิม"
"ว่านแก่นจันทร์ ลักษณะลำต้นและใบเหมือนข่าแต่เล็กกว่ามาก ใบลึกกว่าใบข่า ลำต้นกลมโตสีเม็ดมะขาม ดอกคล้ายดอกข่า โผล่ขึ้มาจากดินต่างหากจากต้น หัวคล้ายข่าแต่เล็กมากขนาดเท่าแกนดินสอดำ เนื้อในมีสรน้ำผึ้งเข้มๆ มีกลิ่นหอมดังกลิ่นธูปกระแจะ
สรรพคุณ ปลูกไว้กับบ้านเป็นสิริมงคลและเป็นมหาเสน่ห์ดีนัก ถ้ากินเข้าไปคงกระพันชาตรีมีกำลังฮึกเหิม"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


