วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

ข่อยดำ ไม้น่าสนใจที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา







ต้นข่อยดำ ไม้ต้นเล็ก ๆ ที่มีดอกน่ารัก มีกลิ่นหอมและสรรพคุณมหัศจรรย์ น้อยคนจะรู้จัก ขอนำข้อมูลจากคุณอภิพัฒน์มาเผยแพร่นะคะ

ต้นข่อยดำ หรือต้นแม่ยายถมลูกเขย หรือต้นเครือสังฆาต เป็นต้นยาที่งดการซื้อขายครับ เพื่อเป็นการเคารพต่อบรรพบรุษเจ้าของต้นยา และเทพที่รักษาต้นยาครับ (ต้นที่ส่งให้เป็นต้นเล็ก ยังไม่ออกดอกครับ) ต้นแม่ยายถมลูกเขยเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มีดอกสีขาวคล้ายดอกเข็มเมื่อดอกบาน ดอกตูมคล้ายดอกสร้อยสายเพชร สรรพคุณ ของต้นแม่ยายถมลูกเขย หรือต้นข่อยดำ หรือต้นเครือสังฆาต ใบสด มีสรรพคุณแก้พิษสัตว์กัดต่อย เช่นพิษงูเห่า,งูกะปะ,งูจงอาง,พิษตะขาบ, พิษผึ้ง,ต่อ,แตน,มดคันไฟ,มดตะนอย,แมงมุม ฯลฯ วิธีใช้ ใช้ใบสดขะยี้ใส่แผล หรือคันน้ำผสมน้ำมะพร้าวอ่อนกิน (ถ้าสลบให้กรอกใส่ปาก กากใส่แผล) หรือใช้ใบสดเคียวกินและดื่มน้ำตาม หรือใช้ขะยี้กับน้ำแล้วกินทั้งน้ำทั้งกากใบ รสขมคล้ายบอระเพ็ด (มดคันไฟกัด ผึ้งต่อย ใช้ใบสดขะยี้ใส่แผล หายปวดแสบปวดร้อนภายในไม่ถึง1นาที ผมมีประสบการณ์ตรงมาแล้วครับ) ผมเคยเห็น มีคนออกรายการ 4ทุ่มสแควร์ เมื่อประมาณ10ปีที่แล้ว เล่าว่า คนที่ถูกงูกัด ไม่หายใจแล้วจนเล็บมือเขียว ยังฟื้นได้ครับ ตำนานแม่ยายถมลูกเขย มีคุณตาท่านหนึ่งชื่อ รท.สาย ลำพูลน้อย ท่านมรณะไป เมื่อปี2538 ตอนอายุ99ปี ท่านเป็นทหารในยุคสงครามโลกครั้งที่2 เล่าว่า แม่ยายกับลูกเขยไปหาของป่า ในระหว่างทางขาไป ลูกเขยถูกงูกัดตาย แม่ยายเห็นว่า ศพจะเป็นที่อุดจาดตา แก่คนเดินทางผ่าน จึงตัดไม้พุ่มใกล้ศพลูกเขยมาปิดศพไว้กะว่า ขากลับค่อยนำศพกลับ(คนสมัยโบราณไม่ตื่นเต้นกับความตาย)แล้วไปเก็บของป่าต่อ ขากลับมาถึงที่ลูกเขยตาย แต่ไม่พบศพ แล้วมาบ้าน เห็นลูกเขยกลับมาบ้านแล้วยังมีชีวิตอยู่ เรื่องราวเป็นที่กล่าวขานของคนในหมู่บ้าน และตั้งชื่อต้นไม้นี้ว่า "ต้นแม่ยายถมลูกเขย" (เป็นไปได้ว่ารอยตัดของใบไม้ ไปถูกตรงแผลงูกัดพอดี พิษงูจึงสลายไป) คุณตาสายเล่าว่า ใบสดกินแก้พิษตกค้างนานแล้วได้ครับ คนที่มีพิษงูหรือพิษสัตว กัดต่อยตกค้างในร่างกาย จะมีอาการปวดบางครั้ง หรือนานๆครั้ง แม้เวลาหลายปีแล้วก็ตาม ตรงรอยกัด,ต่อยครับ ใบสดแต่รสขม คล้ายบอระเพ็ด


สนใจต้นข่อยดำ ติดต่อที่สนใจต้นข่อยดำ หรือต้นแม่ยายถมลูกเขย โทร 02-7083288, 086-5388324 อภิพัฒน์ หรือที่ e-mail: amatabangboo@yahoo.com

เท้ายายหม่อมดอกแดง, ปทุมราชา, ข่อยดำยากันงู (ศรีราชา), กาซะลองดิน (เหนือ), ข่อยดำ (เพชรบุรี)Clerodendrum petasites S. Moore. VERBENACEAEเป็นไม้ขนาดเล็กลำต้นตั้งตรงไม่มีกิ่งก้านสาขาสูงประมาณ 1-2 ม. ใบรูปหอกปลายเรียวแหลม ทรงป้อมกว่า ยาว 3-4 นิ้ว ดอกออกเป็นช่อชั้นที่ปลายต้นกลีบดอกเหมือนดอกปีบ สีขาวเหลืองแดง ฐานดอก 5 แฉก เมื่อแก่สีแดงเหมือนเท้ายายหม่อนตัวเมีย ลำต้นสีน้ำตาลเข้ม เกิดตามที่รกร้างว่างเปล่า ชายป่าทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดสรรพคุณราก รสจืดขื่น แก้ไข้เหนือ ไข้พิษ ไข้กาฬ ไข้เพื่อดีพิการ ตัดไข้จับ ถอนพิษไข้ ตำหรือฝนกับสุรารับประทานและเอากากพอกแก้พิษงู
ใน http://www.intania.com/ พูดถึงเอาไว้อีกเล็กน้อยแต่น่าสนใจ ว่า "มึคนที่เป็นหมอยาไทย ให้ต้นไม้เล็กๆมาต้นนึง เรียกว่า ต้นข่อยดำ ใช้ใบมาต้มกิน ป้องกันอาการอักเสปภายใน ลดโอกาสของการเกิด มะเร็งในช่องท้อง ลองต้มกินดูแล้วมีรสขม เลยรู้สึกดี ไม่รู้ว่าว่าอุปทานไปเองหรือปล่าว"
ของเรามีอยู่ต้นหนึ่ง ไม่ขายเหมือนกันค่ะ กะลังออกดอกตูมสวยดี ชอบอ่ะ ไม้บางต้นตีราคาไม่ได้ เพราะขายไปก็ไม่รู้จะหาจากไหนมาอีกดี
ปุณณภา งานสำเร็จ  เรื่อง/ภาพ

หิรัญญิการ์ สบายๆกับไม้สวยๆ ที่ไม่หวงตัว

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา




ไม้เถาขนาดใหญ่ ดอกหอม โตช้า ก็มีลูกแต่เล็กๆ มันก็ต้องโตช้าเป็นธรรมดา

พูดถึงหิรัญญิการ์ใครๆก็คงรู้จักกันมาเป็นชาติแล้วล่ะ แต่เราพึ่งรู้จักเค้าได้ไม่นาน ในฐานะไม้ไม่เล่นตัว ดอกโคตรสวยเลย ตะบี้ตะบันออกดอกตั้งแต่ต้นสูงไม่ถึงฟุต จนกลายเป็นไม้เถาขนาดใหญ่กินพื้นที่กว้างขวาง ดอกใหญ่ยักษ์ออกได้ออกดี น่าปลูกเป็นไม้เล่น สบาย ๆ แบบไม่ต้องคิดมาก พักความรู้ทั้งหมดไว้ที่ความสวยอย่างเดียวพอ ต้องบอกว่าเราเป็นเด็กใหม่มากในกลุ่มไม้ดอกสวยและดอกหอม เพราะเป็นผู้หญิงประหลาดที่ไม่เคยสนใจความสวยงามของดอกไม้มาก่อน ต้นนี้ถ่ายรูปยังไงก็สวย เพราะเค้าสวยแบบโฉ่งฉ่าง
หิรัญญิการ์ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Beaumontia grandiflora Wall., ชื่อสามัญอื่น: Herald's Trumpet, Easter Lily Vine)หิรัญญิการ์ เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็งขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก หากต้องการเลี้ยงเป็นซุ้ม ตัวซุ้มต้องแข็งแรงมาก ช่วงแรกต้องใช้การค้ำยันให้แน่นหนา เมื่อถึงในระดับหนึ่งก็จะทรงได้ด้วยตัวเอง เพราะเป็นไม้เนื้อแข็ง สามารถเลื้อยไปได้ไกลมากเป็นไม้ดอกเธอที่ชอบแสงแดดมาก ควรปลูกกลางแจ้ง มียางมาก ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ สีขาว คล้ายแตร จะให้ดอกช่วงปลายปีไปถึงต้นปี ช่อดอกละมากกว่า 10 ดอก แต่จะไม่บานพร้อมกัน หิรัญญิการ์อายุของดอกสั้น แต่จะผลัดกันบานและการโรยอย่างต่อเนื่อง
ขอขอบคุณ วิกิพีเดีย
ปุณณภา งานสำเร็จ  เรื่อง/ภาพ

ตำแยแมว แพงเท่าไหร่ก็ไม่ขาย

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา


ต้นตำแยแมวที่โพสต์ทั่วไปทางอินเตอร์เน็ท
ต้นตำแยแมวที่ใช้เข้ายา และแสบคันมาก


ดูกันชัดๆต้นตำแยแมวที่เค้าเก็บมารักษาโรคกัน

เคยมีลูกค้าออเดอร์ต้นตำแยแมว ให้ราคาที่ถูกมาก เรานึกสงสัยว่าเอาไปทำอะไร เลยให้พี่ๆที่เค้าเคยเก็บไปทำยาเก็บมาให้ดู เค้าบอกว่ามีคนที่เป็นเอดส์บ้างเป็นมะเร็งบ้างมาให้เค้าเก็บให้โดยถอนทั้งต้นนำมาตากแห้งต้มกินกับลูกใต้ใบอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่ง ปรากฏว่าอาการดีขึ้นเค้าเลยสั่งให้เก็บให้ประจำ เราให้พี่เค้าถอนมาให้ดู พี่เค้าเตือนว่ามันคันนะ ไอ้เราก็เป็นคนขี้แพ้ แพ้ต้นไม้สุด ๆ เอาใส่ถุงมายังไม่ทันถึงบ้าน มันเริ่มออกฤทธิ์ อยากจะบอกว่ามันไม่คันหรอก แต่ปวดแสบปวดร้อนเหมือนหนังจะไหม้เลย เอาล่ะซิทีนี้ รีบเททิ้ง แล้ว เอาใบตำลึงขยี้ ดีขึ้นบ้างแต่ก็เป็นอีก เอาไผ่จืดมาต้มกิน เอา ตะไคร้มาต้มอาบ ดีขึ้นแต่ซักพักก็เริ่มออกร้อนอีก ปล้ำอยู่กับมัน 1 วัน 1 คืน ถึงหาย แสบร้อนแต่ไม่มีปื้นหรือรอยเห่อบวม แสบสมชื่อจริง ๆ อย่าว่าแต่หักคอขายโลละ100 สองร้อยเลยนะ โลละพันก้อไม่เอาด้วยหรอก ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมถึงชื่อตำแยแมว แต่เราดูๆแล้วมันจะคนละต้นกับที่เค้าขายให้แมวเล่นทางอินเตอร์เน็ทนะ ไอ้ตัวนั้นจะไม่คันเท่าไหร่
วงศ์Eupgorbiaceae
1. Acalypha indica L. ชื่อพื้นเมืองเรียกว่า ตำแยแมว เป็นพืชล้มลุกสูงประมาณ 30 ซม. ใบเดี่ยวติดเรียงสลับ ทรงใบป้อม ขอบหยักถี่ ก้านใบยาว ดอกสีเขียวอ่อน ออกรวมในช่อไม่แยกแขนง ดอกแยกเพศ แต่ไม่รวมในช่อเดียวกัน กลีบเลี้ยง 3-4 กลีบ ไม่มีกลีบดอก ผลกลมเล็ก ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามใบทำให้ผิวหนังเป็นผื่นคัน

2. Cnesmone javanica Bl. ชื่อพื้นเมืองเรียก ตำแยแมว หรือ ตำแยช้าง เป็นไม้เถาขนาดเล็ก ใบเดี่ยวเรียงสลับ ทรงใบ รูปไข่แกมขอบขนาน โคนใบเว้าลึก ปลายใบแหลม ขอบใบหยักถี่ ก้านยาว ดอกสีตองอ่อนออกรวมกันเป็นช่อเล็กตามง่ามใบ แยกเพศ แต่รวมในช่อเดียวกัน กลีบเลี้ยง 3 กลีบ ไม่มีกลีบดอก ผลกลมมี 3 พู มีขนแน่น ส่วนที่เป็นพิษ ขนตามเถาใบ ดอก และผล ทำให้ปวดและคันมาก แมวจะชอบกลิ่นที่รากของตำแยแมวมาก

ปุณณภา  งานสำเร็จ  เรื่อง/ภาพ

หางไหล ใครจะคิดว่าสำคัญ



โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา



เคยได้ยินชื่อหางไหลหรือโลติ๊นมาเป็นสิบๆปีแล้ว รู้ว่าเค้าใช้รากเบื่อปลา ก็แปลกใจว่าอะไรจะขนาดนั้น นึกสงสัยว่าถ้าคนกินปลานั้นเข้าไปจะเป็นยังไง ก็เป็นความสงสัยอยู่อย่างนั้น จนมาเปิดร้านขายต้นไม้ในอินเตอร์เน็ท ถึงพึ่งรู้ว่า รากหางไหลเป็นอะไรที่หายากสุด ๆ ไม่มีใครรู้จัก คนรู้จักก็มีต้นพันธุ์อยู่นิดหน่อย ในขณะที่คนสั่งที่เป็นสิบกิโลกรัม เอาไปทำวิจัยบ้าง เอาไปใช้ทำน้ำหมักกำจัดศัตรูพืชบ้าง สงสัยว่าทำไมเค้าไม่พากันปลูกต้นหางไหลไว้เยอะ ๆ ในเมื่อเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ก็อย่างว่าแหล่ะ คนส่วนใหญ่จะรำคาญไม้ชนิดนี้เพราะเค้าจะค่อนข้างอันธพาลเลื้อยเกะกะรบกวน ต้นไม้อื่น จนบ่อยครั้งต้องถูกกำจัดและทำลาย เราคงบอกได้แค่ว่าไม้ตัวนี้น่าสนใจเชิงเศรษฐกิจ เพราะปลูกง่าย ขยายพันธุ์เร็ว หายาก ได้ราคาดี เห็นว่าต้นที่มีอายุ 9 เดือนก็เริ่มใช้การได้แล้ว กลุ่มเกษตรกรแถวสระบุรี ปลูกขายเถาลำต้นเป็นล่ำเป็นสัน จำไม่ได้ว่าราคาเท่าไหร่ รู้แต่ว่าของหมดถ้าอยากได้ต้องรออีก3 เดือน ถึงมีตัดขายได้ แถมหางไหลยังมี 2 ชนิด คือ หางไหลแดง กับ หางไหลขาว เราว่าไม่มีข้อยุติตามที่เขียนไว้ในอินเตอร์เน็ทหรอก ไม่ว่าจะเป็นจำนวนใบประกอบ หรือการทุบรากนำมาละลายน้ำ แล้วยังไม่เคยเห็นหางไหลขาวเลย ทุบรากไหนมันก็เป็นสีขาวหมด แต่ใบประกอบมี 9 ใบ ตกลงมันเป็นหางไหลอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ รากเพียงข้อเล็ก ๆ ทุบแกว่งน้ำ เทใส่บ่อปลา ยังตายหมดบ่อเหมือนเดิม

หางไหลแดง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Derris elliptica (Roxb.) Benth. วงศ์ : Leguminosae - Papilionoideaeชื่อสามัญ : ชื่ออื่น : กะลำเพาะ (เพชรบุรี); เครือไหลน้ำ, หางไหลแดง, ไหล, ไหลน้ำ (ภาคเหนือ); โพตะโกส้า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน); อวดน้ำ (สุราษฎร์
โล่ติ๊น" หรือมีอีกชื่อหนึ่งที่เรียกกันว่า "หางไหล"มีศักยภาพที่จะนำมาสกัดเป็นสารกำจัดแมลงศัตรูได้เป็นอย่างดี "โลติ๊น" หรือ "หางไหล" ในบ้านเรามีอยู่ 2ชนิด คือ หางไหลแดง (Derris eliptica) จะมีใบย่อย 7 ใบขึ้นไป และอีกชนิด คือ หางไหลขาว (Derrismalacecum) มีจะใบย่อย 5 ใบ พืชชนิดนี้เป็นไม้เลื้อยชนิดเนื้อแข็ง (Twining shurb)
ลักษณะเป็นเถา ใบออกเป็นช่อ(Compound leaves) ดอกมีขนาดเล็ก สีแดงอ่อนเหมือนดอกถั่วลักษณะเป็นเถา ใบออกเป็นช่อ(Compound leaves) ดอกมีขนาดเล็ก สีแดงอ่อนเหมือนดอกถั่ว
การใช้ประโยชน์โล่ติ๊น การใช้ประโยชน์ทางการเกษตร สารพิษในโล่ติ้น นอกจากจะมีคุณสมบัติในการเบื่อปลาแล้ว ยังพบว่าเมื่อพ่นบนตัวแมลง สารพิษจะถูกดูดซึมเข้าไปในกระเพาะ ทำให้แมลงตายได้ หรือใช้ในรูปของสารไล่แมลง การใช้สารพิษอาจใช้ในรูปของสารละลายหรือในรูปผง ถ้าใช้ในรูปผงจะมีประสิทธิภาพใน การฆ่าหมัด เห็บ ไรไก่ ปลวก แมลงวัน เรือด เพลี้ยอ่อนบางชนิด หนอนเจาะผัก มวนปีก แก้ว ด้วงเต่าแตง ด้วงหมัดผัก เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงหนอนเจาะกะหล่ำปลี และศัตรูพืชผักต่าง ๆ เป็นต้น สารพิษในโล่ติ้นสามารถใช้พ่นโดยตรงบนต้นอ่อนและใบอ่อนของพืช โดยไม่เกิดอันตรายกับพืชเพราะสารนี้เป็นสารอินทรีย์ที่ได้จากพืช สลายตัวเร็ว ไม่มีผลตกค้างในพืชอาหารและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากโล่ติ๊นเป็นพืชตระกูลถั่ว สามารถปลูกเพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดินแล้วยังใช้ ปลูกเป็นพืชคลุมดิน เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้นจากดิน และป้องกันการชะล้างของดินได้อีกด้วย วิธีใช้ทางการเกษตร ใช้รากที่ทุบแล้ว 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ปีบ แช่ไว้ 2 วัน สังเกตว่าน้ำที่แช่โล่ติ๊นขุ่นขาว คล้ายน้ำซาวข้าว กรองเอาแต่น้ำ นำไปฉีดแปลงพืชผลในช่วงที่มีแดดอ่อน เพื่อฆ่าหนอนและแมลงชนิดต่าง ๆ นอกจากนั้นยังใช้ฆ่าเหา เรือด และเบื่อปลา กุ้ง หอย ปู เพื่อเตรียมสระเลี้ยงสัตว์น้ำ วัยอ่อนเป็นอย่างดีการใช้ประโยชน์โล่ติ๊น การใช้ประโยชน์ทางการเกษตร สารพิษในโล่ติ้น นอกจากจะมีคุณสมบัติในการเบื่อปลาแล้ว ยังพบว่าเมื่อพ่นบนตัวแมลง สารพิษจะถูกดูดซึมเข้าไปในกระเพาะ ทำให้แมลงตายได้ หรือใช้ในรูปของสารไล่แมลง การใช้สารพิษอาจใช้ในรูปของสารละลายหรือในรูปผง ถ้าใช้ในรูปผงจะมีประสิทธิภาพใน การฆ่าหมัด เห็บ ไรไก่ ปลวก แมลงวัน เรือด เพลี้ยอ่อนบางชนิด หนอนเจาะผัก มวนปีก แก้ว ด้วงเต่าแตง ด้วงหมัดผัก เพลี้ยจั๊กจั่นมะม่วงหนอนเจาะกะหล่ำปลี และศัตรูพืชผักต่าง ๆ เป็นต้น สารพิษในโล่ติ้นสามารถใช้พ่นโดยตรงบนต้นอ่อนและใบอ่อนของพืช โดยไม่เกิดอันตรายกับพืชเพราะสารนี้เป็นสารอินทรีย์ที่ได้จากพืช สลายตัวเร็ว ไม่มีผลตกค้างในพืชอาหารและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากโล่ติ๊นเป็นพืชตระกูลถั่ว สามารถปลูกเพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดบำรุงดินแล้วยังใช้ ปลูกเป็นพืชคลุมดิน เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้นจากดิน และป้องกันการชะล้างของดินได้อีกด้วย วิธีใช้ทางการเกษตร ใช้รากที่ทุบแล้ว 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 1 ปีบ แช่ไว้ 2 วัน สังเกตว่าน้ำที่แช่โล่ติ๊นขุ่นขาว คล้ายน้ำซาวข้าว กรองเอาแต่น้ำ นำไปฉีดแปลงพืชผลในช่วงที่มีแดดอ่อน เพื่อฆ่าหนอนและแมลงชนิดต่าง ๆ นอกจากนั้นยังใช้ฆ่าเหา เรือด และเบื่อปลา กุ้ง หอย ปู เพื่อเตรียมสระเลี้ยงสัตว์น้ำ วัยอ่อนเป็นอย่างดี
หางไหลแดง สมุนไพรไล่ยุงหรือฆ่าแมลง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Derris elliptica (Roxb.) Benth.ชื่อสามัญ : Tuba root, Derrisวงศ์ : LEGUMINOSAE - PAPILIONOIDEAEชื่ออื่น : กะลำเพาะ (เพชรบุรี) เครือไหลน้ำ, ไหลน้ำ (ภาคเหนือ) โพตะโกส้า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , อวดน้ำ (สุราษฎร์ธานี) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ศาสตร์ : ไม้เถาเนื้อแข็ง ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ ยาว 22.5-37.5 ซม. ใบย่อย 9-13 ใบ รูปขอบขนานถึงรูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 2.5-3.5 ซม. ยาว 7.5-15 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม หลังใบเกลี้ยงท้องใบมีขน ดอกช่อกระจะ ยาว 22.5-30 ซม. มีขนสั้นหนานุ่ม กลีบเลี้ยงยาวประมาณ 6 มม. เชื่อมติดกันเป็นรูประฆังมีขน กลีบดอกรูปดอกถั่ว สีชมพู หายากที่เป็นสีขาว ยาวประมาณ 1.5 ซม. กลีบล่างรูปโล่ เกสรตัวผู้เชื่อมติดกันเป็นมัดเดียว รังไข่มีขนอุย ฝักรุปขอบขนานถึงรูปใบหอก กว้าง 2 ซม. ยาว 3.5-8.5 ซม. ตะเข็บบนแผ่เป็นปีก มีเมล็ด 1-4 เมล็ดส่วนที่ใช้ : เถาสด แห้ง หรือราก ต้นสรรพคุณ : ยารักษาเหา หิด ยาสำหรับใช้เบื่อปลา ฆ่าแมลง ไล่แมลง ขับระดูสตรีและบำรุงโลหิต เป็นยาถ่ายเส้นเอ็น ถ่ายลม ถ่ายเสมหะและโลหิต วิธีและปริมาณที่ใช้รักษาเหา หิดใช้เถาสดยาว 2-3 นิ้วฟุต ตำให้ละเอียดผสมน้ำมันพืช ชะโลมบนเส้นผมทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง จึงสระให้สะอาด ควรสระติดต่อกัน 2-3 วัน ให้สะอาดจริงๆ ยาฆ่าแมลง เบื่อปลาใช้เถาแก่สด แห้ง หรือจะใช้รากก็ได้ (จำนวนที่ใช้ขึ้นอยู่กับจำนวนพื้นที่และแมลง) ทุบให้แตกมากๆ แช่ลงในน้ำ น้ำจะขาวเช่นน้ำซาวข้าว ใช้น้ำนั้น- ฆ่าแมลง (ซึ่งปลอดภัยต่อผู้ใช้)- เบื่อปลา (ปลาที่เบื่อโดยวิธีนี้ใช้เป็นอาหารได้)หมายเหตุ : เนื่องจากสารพิษที่อยู่ในหางไหลนั้น ไม่เป็นพิษต่อสัตว์เลือดอุ่นเช่นคน จึงใช้ได้ดี ทั้งสารนี้สลายตัวได้ง่าย ไม่ติดค้างอยู่บนพืชผัก เหมือนสารสังเคราะห์พวก ดี.ดี.ที. ใช้ผสมกับยาอื่นๆ เป็นยาขับระดูสตรีทางจังหวัดสุโขทัย ใช้เถาหางไหลแดงตากแห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ดองสุรารับประทานเป็นยาขับและบำรุงโลหิต เป็นยาถ่ายเส้นเอ็น ถ่ายลม ถ่ายเสมหะและโลหิต

จริงๆ แล้วหางไหลมีทั้งคุณและโทษ ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง อยู่บ้าง แต่ยังคงเป็นพืชที่น่าสนใจ ที่ควรมีการนำมาพัฒนาแทนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หามาปลูกกันไว้เถอะ อีกไม่นานโลกทั้งโลกจะต้องเข้าสู่ยุคแห่งการพึ่งพาตนเองเต็มรูปแบบแล้ว

ปุณณภา  งานสำเร็จ  เรื่อง/ภาพ

วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

ลั่นทมระทมท่วมทุกข์ท้น

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา




ลั่นทมเป็นไม้ดอกสวยมีเสน่ห์จัด แม้แต่ตอนร่วงยังดูดีมากๆ สปาถึงนิยมใช้ดอกลั่นทมเป็นสัญญลักษณ์ ดอกลั่นทมเป็นไม้มียางที่กินได้แต่ต้องเก็บเฉพาะดอกขาวและดอกที่ร่วงจากต้นเท่านั้น นำมาชุบแป้งทอด

ลั่นทมระทมท่วมทุกข์ท้น

หยาดน้ำตาเกลื่อนกล่นหม่นหมอง

ครวญคร่ำร่ำไห้ไร้ทำนอง

จำจองวิญญาณรานรอน

ลั่นทมเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดมหาสารคาม ไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงได้กลัวชื่อลั่นทมกันนัก หาว่านามไม่เป็นมงคล ไม่เหมาะนำมาปลูกในบ้านจะทำให้ระทมไม่มีความสุข จริงๆแล้วเหตุผลที่ซ่อนอยู่ของคนโบราณคือลั่นทมเป็นไม้กิ่งเปราะต้นสูงปานกลาง แผ่กิ่งน่าปีนป่ายเป็นที่สุด ถ้าบ้านไหนมีเด็กคงอดใจปีนต้นลั่นทมไม่ได้แน่ คนเฒ่าคนแก่กลัวเด็กได้รับอุบัติเหตุตกลงมาจากกิ่งที่ปีนง่ายแต่เปราะของลั่นทม จึงห้ามเอาไว้ แต่คนโบราณมักไม่บอกเหตุผลตรงๆ เลยทำให้ลั่นทมต้องมีวิบากกรรม ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นลีลาวดีเพื่อนำมาใช้เชิงการค้า ใครเคยไปลาวจะเห็นลั่นทมเต็มไปหมด ต้นใหญ่เด่นเห็นเรียงรายข้างทางเป็นไม้ประจำประเทศของเค้าเลย น่าภูมิใจแทน ตอนเราทำงานอยู่บนเขาที่ชัยภูมิ คนที่นั่นก้อเรียลั่นทมว่า จำปาลาว ปลูกง่ายสุดๆ แค่หักกิ่งแล้วปักลงไปไม่ยักตาย ตามวัดหลวงพ่อเล่าให้ฟังว่าสมัยกระแสไม้ต้นนี้บูมกันใหม่ๆ ขายมีราคามาก  เป็นที่ต้องการอย่างมาก  มันเข้าไปหักไปขุดในวัดไปขาย พระท่านได้แต่ปักป้ายขอร้องไว้ เงินตัวเดียวแท้ๆ อยากบอกว่าช่วยเรียกเค้าด้วยชื่อเดิมเถอะ ก่อนที่จะไม่มีใครรู้ว่าลั่นทมคือต้นอะไร ตำรับยาโบราณที่เข้าตัวยาลั่นทมจะพลอยสูญไปด้วย

เพลงลาวม่านแก้ว
ล่องลอยเอย จากพิมาน ข้ามสีทันดร ตระการ สู่แคว้นแดนไทย กลิ่นจอมขวัญ ปักใจพี่มั่น ตรึงหมาย กี่ชาติกี่ภพ ไม่มีคลอนคลาย รักเจ้าไม่หน่าย ไม่คลายจากกัน
แจ่มจันทร์ขวัญฟ้า ขอเทพเทวาเป็นพยาน วันดีศรีสุข สองเราสมัครสมาน พี่ขอรัก นงคราญ จวบจนรักนั้น นิรันดร์กาลเอย ดอกเอย เจ้าดอกจำปาลาว ตัวพี่รักเจ้า เท่าท้องนภาเอย

ลั่นทม เป็นไม้ดอกยืนต้นในสกุล Plumeria มีหลายชนิดด้วยกัน บางคนมีความเชื่อว่า ไม่ควรปลูกต้นลั่นทมในบ้าน เนื่องจากมีชื่อเป็นอัปมงคล คือไปพ้องกับคำว่า 'ระทม' ซึ่งแปลว่า เศร้าโศก ทุกข์ใจ แต่ปัจจุบันนิยมเรียกชื่อใหม่ ว่า ลีลาวดี และนิยมปลูกกันแพร่หลายอย่างมาก ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ ได้แก่ จำปา, จำปาลาว และจำปาขอม เป็นต้น (สำหรับชื่อภาษาอังกกฤษ ได้แก่ Frangipani, Plumeria, Templetree)
ลั่นทม เป็นไม้ที่นำมาจากเขมร ทางภาคใต้ เรียกชื่อว่า "ต้นขอม" "ดอกอม" ส่วนใหญ่ที่ปลูกกันเป็น "ลั่นทมขาว" เล่ากันว่า ไม้นี้นำเข้ามาปลูกในไทย เมื่อคราวไปตีนครธม ได้ชัยชนะ นำต้นไม้นี้เข้ามาปลูก และเรียกชื่อเป็นที่ระลึกว่า "ลั่นธม" "ลั่น" แปลว่ ตี เช่น ลั่นฆ้อง ลั่นกลอง "ธม" หมายถึง "นครธม" ภายหลัง "ลั่นธม" เพี้ยนเป็น "ลั่นทม"
ลั่นทมเป็นพืชนิยมปลูกเพราะดอกมีสีสันหลากหลาย สวยงาม ได้แก่ขาว เหลืองอ่อน แดง ชมพู ฯลฯ บางดอกมีมากกว่า 1 สี
ดอกลั่นทมยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศลาว และพบได้มากบริเวณทางขึ้นพระธาตุที่เมืองหลวงพระบาง สำหรับในประเทศไทยนั้นมักพบต้นลั่นทมตามธรรมชาติทางภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่

คนโบราณมีความเชื่อว่า ต้นลั่นทมนั้น ไม่ควรปลูกในบ้าน ด้วยมีชื่ออัปมงคล คือไปพ้องกับคำว่า ระทม ซึ่งแปลว่า เศร้าโศก ทุกข์ใจ, จึงได้มีการเรียกชื่อเสียใหม่ให้เป็นมงคล ว่า ลีลาวดี

ดอกลีลาวดี
ลีลาวดี ถ้าแปลตามความหมายตามอักษรแล้ว ก็คือต้นดอกไม้ที่มีท่วงท่าสวยงามอ่อนช้อย ไม้นี้เดิมเรียก ลั่นทม เป็นไม้ยืนต้นในเขตร้อน ที่เห็นทั่วๆไปมีดอกสีขาว แดง ชมพู ชื่อเดิมของพันธุ์ไม้นี้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าคำนี้ มาจากคำว่า ระทม ซึ่งหมายถึงความเศร้าโศก จึงไม่เป็นที่นิยมปลูกในบริเวณบ้านหรือที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตามมีผู้มีความรู้ด้านภาษาไทยกล่าวถึงคำว่า ลั่นทม ว่า ลั่นทมที่เรียกกันแต่โบราณ หมายถึง การละแล้วซึ่งความโศกเศร้าแล้วมีความสุข ดังนั้นคำว่า ลั่นทม แท้จริงแล้วเป็นคำผสมจาก ลั่น+ทม โดยคำแรกหมายถึง แตกหัก ละทิ้ง และคำหลังหมายถึงความทุกข์โศก [ต้องการอ้างอิง]
มีตำนานเล่าขานถึงที่มาของลั่นทมในลักษณะต่าง ๆ กัน อย่างไรก็ตามพันธุ์ไม้นี้ตามหลักสากลมีชื่อว่า ฟรังกีปานี (frangipani) และเรียกกันทั่วไปว่า พลูมมีเรีย (plumeria)ถ้าจะสืบประวัติที่แน่ชัด ที่จริงแล้วถิ่นกำเนิดของต้นลั่นทมนั้นอยู่ในอเมริกาใต้ อเมริกากลาง และหมู่เกาะแถบทะเลแคริบเบียน ไม่ใช่เป็นต้นไม้ในแถบบ้านเรา
เข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประมาณราวพุทธ ศตวรรษที่ 17 โดยเข้ามาทางอาณาจักรขอม (ประเทศกัมพูชา) ในยุคสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่2 (พ.ศ. 1650 – 1700) เป็นกษัตริย์ผู้ทรงสร้างพระนครวัด ในครั้งนั้นเจ้าฟ้างุ้ม พระโอรสแห่งเมืองลาวมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้พลัดพรากจากชาติภูมิ ไปพำนักที่เขมรตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และต่อมาได้เป็นมหาดเล็กในราชสำนัก เมื่อโตขึ้นจึงคิดจะกลับเมืองลาว ครั้งที่เจ้าฟ้างุ้มเดินทางจากเขมร มีบันทึกว่าได้เข้ามาตั้งค่ายอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ก่อนที่จะเดินทางเข้าเมืองลาว สันนิษฐานว่าเจ้าฟ้างุ้มน่าจะนำต้นไม้ชนิดกลับไปยังประเทศลาวด้วย เพราะจากบันทึกของประเทศลาวได้กล่าวถึงต้นไม้ชนิดหนึ่งมีชื่อว่า จำปา (ชื่อเรียกต้นลั่นทมในภาษาลาว) นอกจากนี้ประเทศลาวเอง ยังมีเมืองสำคัญแห่งหนึ่งชื่อ จำปาสัก ซึ่งหมายถึงต้นลั่นทม นั่นเอง แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ปรากฏแน่ชัดว่ามีการเดินทางมายังประเทศไทยในช่วงนี้ แต่เป็นที่น่าคิดว่า สมัยสุโขทัยที่มีการยึดอำนาจอาณาจักรขอมน่าจะนำเอาต้นไม้ชนิดนี้เข้ามาบ้าง
พลูมมีเรีย หรือ พลัมมีเรีย (plumieria) เป็นชื่อที่เรียก ลั่นทม หรือลีลาวดี ตามชื่อของนักพฤกษ์ศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชาร์ล พลัมเมอร์ (ค.ศ. ๑๖๔๖-๑๗๐๖) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากกษัตริย์ประเทศฝรั่งเศส ให้แสวงหาพันธุ์พืชใหม่ๆ ในเขตร้อน เขาได้เดินทางไปยังหมู่เกาะ แคริเบียนถึง ๓ ครั้ง ซึ่งเป็นแหล่งที่ได้พบต้นไม้ที่มีดอกสวยงามและรูปทรงแปลกๆ จึงได้นำกลับมาที่ประเทศฝรั่งเศส ในศตวรรษที่ 17 และเขาได้ริเริ่มจัดระบบของต้นใม้และดอกไม้ในเขตร้อนให้เป็นหมวดหมู่ ภายหลังนักพฤกษ์ศาสตร์ชาวฝรั่งเศสนาม ทัวนีฟอร์ท ได้ตั้งชื่อต้นลั่นทมว่า พลัมเมอร์เรีย (plumieria) เพื่อเป็นเกียรติแก่นาย ชาร์ล พลัมเมอร์ แต่ภายหลังได้เรียกชื่อเพี้ยนไปเป็น พลูมมีเรีย (plumeria) ต้นไม้ชนิดนี้มีชื่อเรียกทางวิชาการว่า ฟรังกีปานี (frangipani) ซึ่งมีสมมุติฐานว่ามาจากคำในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า ฟรังกีปาเนีย (frangipanier) ซึ่งมาจากรากศัพท์ว่า กลิ่นหอม (fragrance) อีกสมมุติฐานของชื่อนี้คำว่า ฟรังกีปานี มีความหมายถึง ยางสีขาวข้นเหนียวของต้นลั่นทม เมื่อชาวฝรั่งเศสผู้ไปตั้งรกรากในหมู่เกาะแคริเบียนได้สังเกตเห็นยางของลั่นทมจึงเรียกว่า ฟรังกีปานีเออร์ (frangipanier) ซึ่งในภาษาฝรั่งเศส แปลว่านมข้น จึงเป็นไปได้ว่าชื่อสากลของพันธุ์ไม้นี้มาจากภาษาฝรั่งเศส
ต้นลั่นทมได้แพร่หลายในอเมริกาสมัยบุกเบิก ซึ่งต่อมามีการผสมข้ามพันธุ์ทำให้มีสีสันมากมายและหลากลักษณะ นักพฤกษ์ศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ วูดสัน (woodson) ได้แบ่งชนิดของลั่นทมออกเป็น 7 ลักษณะ ตามแหล่งดั้งเดิมของที่มา ดังต่อไปนี้
1. พลูมมีเรีย อินโนโดรา แหล่งเดิมมาจากประเทศ โคลัมเบีย และ บิตริสกีนา
2. พลูมมีเรีย พูดิกา ประเทศโคลัมเบีย เวเนซูเอลา และ มาตินิค
3. พลูมมีเรีย รูบรา ประเทศในอเมริกากลาง
4. พลูมมีเรีย ซับเซสซิลิส ประเทศฮิสปานิโอลา
5. พลูมมีเรีย ออบทูซ่า หมู่เกาะบาฮามัส ประเทศ คิวบา จาไมกา ฮิสปานิโอลา ปอร์โตริโก บริติสฮอนดูรัส
6. พลูมมีเรีย ฟิลิโฟเลีย ประเทศ คิวบา
7. พลูมมีเรีย อัลบา ประเทคปอร์โตริโก เวอร์จินไอแลนด์ส และ เลสเซอร์ เอนทิเลส
นอกจากการแบ่งตามแหล่งที่มาแล้ว ยังมีการแบ่งชนิดของลั่นทมตามลักษณะใบ ช่อดอก และสี อีกด้วย การตั้งชื่อชนิดของลั่นทมได้มีอย่างกว้างขวางไปทั่วทุกแหล่งที่นิยมปลูก ประเทศที่ให้ความสำคัญถึงกับมีการตั้งสมาคม ก็คือ สหรัฐอเมริกา โดยมีการจดทะเบียนชื่อตามลักษณะต่างๆ ดังที่กล่าวถึงกว่า 300 ชื่อ จากจำนวนของลั่นทมที่มีอยู่เดิม (generic) และที่มีการผสมพันธุ์ (hybrid) กว่า 1,000 ชนิดทั่วโลก
ราชอาณาจักรไทยกับบันทึกของลั่นทม
ในช่วงปี พ.ศ. 2232 – 2238 ชาร์ลส์ พลูมิเยร์ (Charles Plumier) ผู้เขียนเรื่อง The Flora of Tropical America ) ชาวฝรั่งเศสเดินทางไปแถบหมู่เกาะเวสต์อินดีสเพื่อคันหาพืชพันธุ์ใหม่ๆ ตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และพบพันธุ์ไม้พื้นเมืองชนิดหนึ่งซึ่งนิยมปลูกตามสุสาน ดอกมีกลิ่นหอม ต้นไม้ที่ว่านั้นคือดอกลั่นทม ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ตรงกับสมัยพระนารายณ์มหาราชแห่งราชอาณาจักรสยาม มีการเจริญสันพันธ์ไมตรีกับประเทศฝรั่งเศส แต่คาดว่าต้นลั่นทมอาจจะยังไม่เข้ามาสู่ประเทศไทยในช่วงนี้ พิจารณาได้จากจดหมายเหตุและพงศาวดารพระราชอาณาจักรสยามครั้งสมัยกรุง ศรีอยุธยา ปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ.2230 โดยมองซเออร์ เดอ ลาลูแบร์ ( Monsieur de LaLoubere) เอกอัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่14 ผู้เข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวายพระราชสาสน์ ณ กรุงสยาม ในคณะทูตานุทูตฝรั่งเศสชุดที่2 ได้เขียนเล่าเรื่องราวของกรุงสยามเป็นภาษาฝรั่งเศสและบันทึกถึงชื่อต้นไม้ ที่ชื่อลั่นทม เหตุอย่างหนึ่งอาจเกิดจากพื้นที่ของอยุธยาเป็นที่ราบลุ่ม ในฤดูน้ำหลากมักเกิดน้ำท่วมขัง ซึ่งไม่เหมาะกับการปลูกพืชชนิดนี้ จีงยังไม่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย ต่อมาในสมัยสมเด็จพระสรรเพชญที่9 (พระเจ้าท้ายสระ) ราวปี พ.ศ.2260 กรุงศรีอยุธยาได้ติดต่อทำการค้ากับประเทศสเปน ในช่วงนี้มีการนำเอาต้นลั่นทมเข้ามามากที่สุดจากฟิลิปปินส์ โดยทหารสเปนที่เข้ามายึดฟิลิปปินส์เป็นอาณานิคมนำลั่นทมจากประเทศแถบละตินอ เมริกาเข้ามายังภูมิภาคนี้ สมัยปลายกรุงศรีอยุธยาพบหลักฐานทางวรรณคดีที่เอ่ยถึงลั่นทม เรื่องบุณโณวาทคำฉันท์ของพระมหานาค วัดท่าทราย เข้าใจว่าแต่งในราวปี พ.ศ.2293 – 2301 ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ปรากฏตอนพรรณนาถึงลานพระพุทธบาท สระบุรี ดังนี้ “ลั่นทม ระดมดาษ ดุจราชประพัตรา แก้วกรรณิกากา- รเกษกลิ่นกำจรลม” ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเริ่มปรากฏหลัก ฐานเด่นชัดเกี่ยวกับลั่นทมมากขึ้น โดยพบจากงานเขียนในวรรณคดีหลายเรื่องดังความ ในนิราศพระบาทของสุนทรภู่ที่ว่า “ศาลา มีทั้งระฆังห้อย เขาตีบ่อยไปยังค่ำไม่ขาดเสียง ดงลั่นทมร่มรอบคิรีเรียง มีกุฎิ์เคียงอยู่บนเขาเป็นหลั่นกัน” และสมัยรัชกาลที่4 มีการสร้างพระราชวังที่จังหวัดเพชรบุรี ชื่อพระนครคีรี หรือเขาวัง โดยนำเอาลั่นทมสีขาว (Plumeria obtuse L.) มาปลูกเรียงรายขึ้นไป แลเห็นเป็นเสมือนภูเขาลั่นทมเช่นเดียวกันกับพระราชฐานฤดูร้อนที่เกาะสีชัง ซึ่งรัชกาลที่5 ทรงพระราชกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น และพระราชทานนามว่า “จุฑาธุชราชฐาน” ปี พ.ศ. 2435 ครั้งนั้นมีการปลูกต้นลั่นทมเป็นจำนวนมากที่เกาะสีชังจนกลายเป็นสัญลักษณ์ ของเกาะนี้ในเวลาต่อมา ส่วนลั่นทมชนิดดอกแดง (Plumeria ruba L.) นั้น พระยาอัชราชทรงสิริเป็นผู้นำมาจากปีนัง และนำมาปลูกที่จังหวัดภูเก็ตคราวพระบาทสมเด็จมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ ประพาสปีนัง (พ.ศ. 2467)ตั้งแต่นั้นมาจึงเริ่มเห็นดอกลั่นทมสีต่างๆ มากขึ้น เล่าเรื่องชื่อ ประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียมีการเรียกชื่อพื้นเมืองของลั่นทมแตกต่างกันไป อย่างประเทศเพื่อนบ้านเรายังเรียกชื่อที่แตกต่างกัน เขมร เรียกว่า จำไป และ จำปาซอ ถ้ามาเลเซียจะเรียกว่า กำโพชา จำปากะ อินโดนีเซียเรียกว่า กำโพชา อินเดียเรียกว่า พหูล แคร์จำปา ซอนจำปา จินจำปา พม่าเรียกว่า ต่ายกสะกา แม้แต่ไทยเองยังเรียกแตกต่างกัน ทางพายัพ เรียก จำปาลาว อีสานเรียก จำปาขาว ปักษ์ใต้เรียก จำปาขอม ภาคกลางเรียก ลั่นทม ส่วนความหมายของชื่อมีแตกต่างกันไปดังนี้ ลั่นทม แปลว่า ดอกไม้ใหญ่ ลั่น แปลว่าใหญ่ หรือดัง ทม แปลว่าดอกไม้ ลั่นทม แปลว่า ละทิ้งจากความโศกเศร้า ลั่นแปลว่าทิ้ง ทม แปลว่าระทม ลั่นทม แปลว่า รักอันยิ่งใหญ่ เพี้ยนมาจากคำว่า สรัลทม (ภาษาเขมร) ลั่นทม เพี้ยนมาจากคำว่าลานธม ในอดีตของชาวเขมรบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นครธม เขาจะไปยังลานหินแล้วนำเอาดอกไม้ชนิดนี้ไปวางที่ “ลานธม” จีงเพี้ยนกลายเป็นดอกลั่นทม
Tips ของการปลูกลั่นทม
1. ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ถ้าโตเต็มที่จะสูงประมาณ 8 เมตร ลำต้นสีเทาปนเขียว มียางสีขาว รูปทรงแผ่เห็นกิ่งก้านสวยงาม ดอกมีหลายสี เช่นสีขาว แดง ชมพู เหลือง และมีสีผสม บางชนิดมีกลิ่นหอม ผลจะออกเป็นฝักคู่สีน้ำตาล 2. เติบโตดีในดินร่วนปนทราย การให้น้ำปานกลาง และต้องการแสงแดดเต็มวัน 3. โรคที่มักพบบ่อยคือ ราสนิม หากพบไม่มากควรเด็ดใบทิ้งแล้วนำไปทำลายให้ห่างจากต้น แต่ถ้าต้องการกำจัดอาจจะต้องใช้สารเคมี คือ แมนโคเซ็บ คลอโรทาโลนิล หรือคาร์เบนดาซิม ตามฉลากแนะนำ 4. การขยายพันธุ์ทำได้หลายวิธี ได้แก่ เพาะเมล็ด ปักชำ เสียบยอด หรือติดตาพันธุ์ดีบนต้นตอเพาะเมล็ด ส่วนต้นใหญ่ที่นำมาปลูกใช้วิธีขุดล้อม สามารถขุดให้รากเปลือยแล้วนำไปปลูกใหม่ได้ แต่ต้องปลิดใบออกบางส่วนเพื่อลดการคายน้ำ รอไม่นานก็แตกใบใหม่สวยงามเหมือนเดิม ชอบแสงแดดจัด ปลูกง่าย และไม่ต้องดูแลมากนัก ชอบแสงแดดจัด ขึ้นได้ในดินทุกชนิด เป็นพันธุ์ไม้ทนแล้งตามสภาพความเป็นอยู่ ถ้าได้รับการบำรุงดูแลให้ปุ๋ยให้น้ำ หรือบำรุงปุ๋ยสูตร 16-16-16 หรือ 14-14-21 ประมาณ 2-3 เดือนต่อครั้ง สลับกับแคลเซียมไนเตรท 15-0-0 ลั่นทมก็จะให้ความสวยงามสดชื่นตลอดปี แต่ไม่ชอบดินแฉะที่มีน้ำท่วมขัง
ในปัจจุบันนี้ต้นลั่นทม หรือเรียกชื่อใหม่ว่า ลีลาวดี กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ราคาในท้องตลาดขยับราคาสูงขึ้นจากเดิมมาก และ ในความเชื่อที่เปลี่ยนไปจากเดิมทำให้นิยมนำไปใช้ตกแต่งในสถานที่ต่างๆ มากขึ้น ยิ่งต้นใหญ่ยิ่งราคาแพง ต้นลั่นทมขนาดใหญ่มักจะมาจากแถบอีสาน หรือมีการลักลอบมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ค่านิยมในการปลูกลั่นทมนี้อาจจะเป็นแฟชั่นเหมือนกับโป๊ยเซียน ชวนชม ที่เมื่อนิยมก็ปั่นราคาจนสูงเกินความเป็นจริง แทนที่จะปลูกชื่นชมเพื่อความสวยงามเหมือนต้นไม้อื่นๆ

สรรพคุณ ทั้งต้น ใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคลำไส้พิการของม้าใบ เอาใบแห้งมาชงน้ำร้อนใช้รักษาโรคหอบหืด หรือนำใบสดมาลนไฟให้ร้อนแก้ปวดบวมเปลือกราก ใช้เป็นยารักษาโรคหนองใน เป็นยาถ่าย แก้โรคไขข้ออักเสบ ขับลมเปลือกต้น นำมาต้มเป็นยาถ่าย ขับฤดู แก้ไข้ แก้โรคโกโนเรีย หรือให้ผสมกับน้ำมันมะพร้าว ข้าวและมันเนย ซึ่งจะเป็นยาแก้ท้องเดิน ยาถ่าย ขับปัสสาวะดอก ใช้ทำธูป แต่ถ้าใช้ผสมกับพลูเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้มาลาเรียเนื้อไม้ เป็นยาแก้ไอ ในประเทศเขมร ใช้เป็นยาถ่าย ขับพยาธิยางจากต้น เป็นยาถ่าย รักษาโรคไขข้ออักเสบ ทำให้เกิดผื่นแดง ถ้าใช้ผสมกับไม้จันทร์และการบูรเป็นยาแก้คัน แก้ปวดฟัน

ปุณณภา  งานสำเร็จ  เรื่อง/ภาพ

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กระแจะ,ตานกกรด,ช้างน้าว ทนาคาเมืองไทย ตอนที่ ๑

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา




แม่ค้าพม่ากำลังสาธิตวิธีฝนแท่งไม้ทนาคากับแป้นหินที่หน้าตาคล้าย ๆ ที่รองโม่แป้งของเรา จากเวปไซต์http://www.oceansmile.com/forum2/data/1/1132-5.html






สาวเล็กสาวใหญ่ในพม่าปะแป้งทนาคาวิถีชีวิตที่พบเห็นทั่วไปและสินค้าทนาคาที่แปรรูปหลากหลายในพม่าภาพจากเวปไซต์ http://niciuzza.exteen.com/20090409/entry

ใครไปเที่ยวประเทศพม่าหรือมีโอกาสเห็นสาวพม่าคงคุ้นตากับข้างแก้มที่มีรอยประแป้งเป็นลวดลายต่าง ๆ ( ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่ทาเกลี่ยดี ๆ ให้เนียนเรียบร้อย ) สำนวนผิวพม่านัยน์ตาแขก คงทำให้เราสนใจวิธีดูแลผิวพรรณแบบสาวพม่ากันบ้างและคงอดที่จะซื้อทนาคา ที่มีทั้งแบบเป็นท่อน ๆ ขนาดเล็กใหญ่ขายพร้อมหินฝน รึ แบบเป็นผงที่ไม่รู้ว่าจะผสมอะไรเข้าไปบ้าง เดินป่าเมืองไทยถึงรู้ว่าไม้ชนิดนี้เมืองไทยก้อมีแต่เราเรียกเค้าว่า กระแจะ ( คนโบราณ ) พญายา หรือภาคอีสานเรียกตุมตัง ไม่นับไม้อีก ๒ ชนิดที่มีสรรพคุณนำเนื้อไม้มาฝนทำเป็นแป้งทาผิวได้เหมือนกัน คือ ตานกกรด และช้างน้าว วันนี้เอาเรื่อง กระแจะ หรือ พญายา ก่อนละกัน กระแจะเป็นไม้มีเอกลักษณ์ที่ใบ ส่วนใหญ่เห็นปลูกตามบ้าน จนได้ไปเจอในป่าเป็นกอขนาดใหญ่อยู่ที่อำเภอห้วยแถลง ( อ่านว่า ห้วย-ถะ-แหลง )

กระแจะ

กระแจะ สมุนไพร กระแจะเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก-กลาง สูง 8-15 ม. ไม่ผลัดใบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ มีใบย่อย 1 - 2 คู่ แกนช่อใบและก้านช่อใบมีกลีบแผ่ออกทั้ง 2 ข้าง ใบย่อยรูปรีแกมสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเรียวตรงข้ามกัน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Naringi crenulata (Roxb.) Nicolson (Hesperethusa crenulata (Roxb.) Roem.)
ชื่อสามัญ : -
ชื่อวงศ์ : RUTACEAE
ชื่อสมุนไพรอื่น ๆ : กระแจะ กระแจะจัน ขะแจะ (ภาคเหนือ), ตุมตัง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), พญายา (ภาคกลาง, ราชบุรี), พินิยา (เขมร)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:
ต้น สมุนไพรกระแจะเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก-กลาง สูง 8-15 ม. ไม่ผลัดใบ ลำต้นเปลาตรง แต่แตกกิ่งต่ำ เปลือกสีเทา ขาวอมเหลือง ผิวเรียบ มักมีหนามแข็งยาวๆ ทั่วไป เปลือกชั้นในสีเหลืองอ่อน ตามกิ่งมีหนามแหลมแข็ง รูปทรง (เรือนยอด) รูปทรงพุ่มรีหรือกรวยต่ำ ทึบ
ใบ ใบกระแจะเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับ มีใบย่อย 1 – 2 คู่ แกนช่อใบและก้านช่อใบมีกลีบแผ่ออกทั้ง 2 ข้าง ใบย่อยรูปรีแกมสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเรียวตรงข้ามกัน ขนาดใบ ย่อย 0.5-2.5×1-8 ซม. เนื้อใบบางเกลี้ยงทั้ง 2 ด้าน ส่องดูจะมีจุดใหญ่ๆ กระจายทั่วไป เมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นหอมส้มอ่อนๆ ขอบใบหยักเป็นซี่ฟันตื้นๆ
ดอก ดอกสมุนไพรกระแจะออกเดี่ยวแต่จะรวมเป็นกระจุก ตามกิ่งเล็กๆ มีขนาดเล็ก ขนาดยาวประมาณ 5 มม. สีขาวหรือขาวอมเหลือง กลิ่นหอมอ่อนๆ ออกดอกช่องเดือนมีนาคม – พฤษภาคม
ผล แบบผลสดมีเนื้อหลายเมล็ด ทรงกลมขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-1 เซนติเมตร มีเนื้อเยื้อบางๆ หุ้มผลอ่อนสีเขียว พอแก่จัดออกสีม่วงคล้ำ ผลแก่ช่วงเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม

กระแจะ สมุนไพร ใบสมุนไพรกระแจะส่องดูจะมีจุดใหญ่ๆ กระจายทั่วไป เมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นหอมส้มอ่อนๆ ขอบใบหยักเป็นซี่ฟันตื้นๆ
สรรพคุณของสมุนไพร :
แก่น แก่นของกระแจะใช้เป็นยาดับพิษร้อน ดองเหล้ากินแก้กษัย (การป่วยที่เกิดจากหลายสาเหตุ ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม ซูบผอม โลหิตจาง)
ลำต้น ใช้กระแจะต้มน้ำดื่ม ครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง เช้า-กลางวัน-เย็น แก้อาการโรคผิวหนังมีผื่นคัน เป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด คันมาก มักมีไข้ร่วมด้วย แก้ปวดตามข้อ ปวดเมื่อย เส้นตึง แก้ร้อนใน
เปลือกต้น แก้ไข้ บำรุงจิตใจให้ชุ่มชื่นแจ่มใส
ประโยชน์ด้านอื่นๆ :
ไม้ใช้ฝนกับน้ำเป็นเครื่องหอมประทินผิวแบบโบราณ ในพม่ายังนิยมใช้เปลือกและไม้ฝนผสมกับไม้จันทน์ (sandalwood) จนถึงปัจจุบัน

ขอขอบคุณภาพ  ใบกระแจะ  จาก  magnoliathailand.com
ปุณณภา  งานสำเร็จ  เรื่อง

ข้อมูลเพิ่มเติมจากนายเกษตร คอลัมนิสต์ ชื่อดังประจำหนังสือพิมพ์  ไทยรัฐ
กระแจะ” แก้ลมบ้าหมูได้ [13 ต.ค. 49 - 17:01]


ผู้อ่าน จำนวนมากเข้าใจผิดคิดว่าต้น “กระแจะ” เป็นต้นเดียวกับที่คนโบราณนำไปทำเป็นแป้งประทินโฉม ซึ่งขอยืนยันว่า ไม่ใช่และเป็นคนละต้นกัน ดังนั้น จึงนำเอาเรื่องราวของต้น “กระแจะ” เสนอในคอลัมน์ให้ผู้สงสัยได้กระจ่างไม่คิดผิดอีก

สรรพคุณทางยา ใบ ต้มน้ำดื่มแก้คนเป็นโรคบ้าหมู (โรคลมชัก สมัยก่อนเป็นกันมาก) ราก ต้มน้ำดื่มเป็นยาถ่ายและ แก่น ใช้ดองกับสุราขาว 40 ดีกรี กิน วันละ 3 เวลา ครั้งละ 1 เป๊ก ก่อนอาหารและก่อนนอน เป็นยาแก้กระษัย โลหิต พิการ และ ดับพิษร้อน ได้เด็ดขาดนัก


จะเห็นได้ว่ามีประเด็นขัดแย้ง เรื่องต้นกระแจะต้นนี้ใช้เครื่องสำอางประทินผิวในสมัยโบราณหรือไม่ คงต้องรวบรวมข้อมูลกันต่อไป

สมุนไพรแก้ขนคุด

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา


สมุนไพรรักษาอาการขนคุด
พลูคาว ใช้รูปเค้ารอไปพลางๆ ก่อน ยังหารูปไม่เจอ
พุดรา นี่ก้อยืมรูปเค้า ต้องไปหาเก็บรูปก่อน

ภาพแสดงการเปรียบเทียบ รูขุมขนปกติ กับ ภาวะขนคุด


ภาพแสดงชั้นของผิวหนังและต่อมต่าง ๆ





ผู้ป่วยโรคขนคุด จะมีอาการเหมือนขนลุกตลอดเวลา

ได้มีโอกาสอบรมให้กับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเรื่องเกี่ยวกับแพทย์แผนไทย เมื่อวันที่ ๒๑-๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๓ จำนวน ๗๐ คน พี่ๆน้องๆของเราน่ารักมากตั้งอกตั้งใจกันดี เจอโจทย์จากน้องๆที่ถามมาแต่ละข้อ เก็บไปคิดหลายวันเลย โรคภัยทุกวันนี้เป็นกันแปลก ๆ นะ มีคำถามมาว่า สมุนไพรแก้ขนคุดใช้อะไร ทำงานสถานีอนามัยมา ๒๐ ปีก้อยังไม่เคยเจอคนไข้ด้วยโรคนี้ ถามน้องกลับไปว่าคิดว่าน่าจะเกิดจากสาเหตุอะไร น้องบอกว่าน่าจะเกิดจากการติดเชื้อ งั้นเอางี้ เล่นbroad spectum ไปเลยแล้วกัน เอาสมุนไพรตัวที่ออกฤทธิ์กว้าง ๆ ครอบคลุมทุกเชื้อเข้าว่า เลยแนะนำพลูคาวให้เค้าไปลองกินสดหรือต้มกินดู

กลับมาค้นตำรายาตามที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่าง ๆ ของอาจารย์ วุฒ วุฒิธรรมเวช ที่ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ดังนี้

ตำรับยากินแก้ผม,ขนพิการ ประกอบด้วย รากส้มป่อย รากพุดลา รากมะกรูด เสมอภาค ต้มเอาน้ำดื่มครั้งละหนึ่งถ้วยกาแฟ วันละ ๒ ครั้งเช้าเย็น ก่อนอาหาร

(คำอธิบาย คำว่าลาในที่นี้เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง ดอกไม้ที่มีกลีบชั้นเดียว ไม่ซ้อน เช่น มะลิลา พุดลา รักลา )

สรรพคุณ แก้ผมพิการ ให้ผมร่วง แก้ขนพิการ เจ็บตามขุมขน ให้ขนร่วง
รากส้มป่อย รสขม แก้ไข้
รากพุด รสขมเย็น แก้ไข้ แก้ร้อนใน
รากมะกรูด รสจืดเย็น แก้ไข้แก้ไข้กำเดา ถอนพิษผิดสำแดง กระทุ้งพิษไข้ แก้พิษฝีภายใน

อ่านอาการแล้ว เอ...หรือเราก้อเป็นแฮะ

ข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคขนคุด

โรคขนคุด (Keratosis pilaris)
เป็นอีกอย่างที่คล้ายกับ สิว มากแต่ไม่ใช่สิว บางคนอาจจะเคยเป็นเวลาลูบไปตามขา สะโพก แขนแล้วไม่เรียบเป็นตุ่มๆแข็งๆ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเกิดขึ้นบริเวณผิวหน้าแต่ในบางคนอาจเป็น ยังไม่เจอสาเหตุที่แน่นอนว่าเกิดจากอะไร
โรคขนคุด
เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป มีลักษณะรูขุมขนเป็นตุ่มแข็งนูนขึ้นมาบนผิวให้สัมผัสขรุขระเมื่อลูบดู และแลดูเหมือนหนังไก่ ส่วนใหญ่พบได้บริเวณแผ่นหลัง และต้นแขนด้านนอก (บริเวณท่อนแขนก็พบได้บ้าง) และยังพบได้บริเวณต้นขา สีข้าง สะโพก น่อง น้อยครั้งที่จะพบบริเวณผิวหน้า และอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็น สิว
การจัดแบ่งประเภท
คนที่เป็นส่วนใหญ่จะเป็นวัยผู้ใหญ่ 40-50% และประมาณ 50-80% เป็นวัยหนุ่มสาว และจะพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และความรุนแรงก็จะมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงขั้นรุนแรงมาก โรคขนคุด นั้นมีอยู่หลายประเภท ตั้งแต่ Keratosis pilaris rubra คือ ขนคุด ที่มีอาการอักเสบ แดง, alba คือ ขนคุด ที่เป็นตุ่มแข็งขึ้นมาบนผิวหนังแต่ไม่ระคายเคือง, rubra faceii คือเป็นผื่นแดงบริเวณแก้ม - - ส่วนใหญ่คนที่เป็น โรคขนคุด มักไม่รู้ว่าตนเองเป็นอยู่ (หากว่ามีอาการเล็กน้อย) คนมักจะสับสนเข้าใจว่าเป็นสิว เนื่องจาก ขนคุด นั้นมีลักษณะคล้ายกับเวลาที่ขนลุก เมื่อสัมผัสจะเป็นตุ่มเล็ก ๆ บนผิวหนัง
วิธีการรักษา
ขณะนี้ยังไม่พบวิธีการรักษาอาการ ขนคุด แต่ก็มีวิธีที่ได้ผลระดับหนึ่งที่จะทำให้อาการดูน้อยลง ผิวบริเวณที่เป็น ขนคุด จะดูดีขึ้นและอาจหายไปได้ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านพ้นไป - - การขัดและผลัดเซลล์ผิว, ครีมบำรุงผิวเข้มข้น, lac-hydrin, และโลชั่นที่มีส่วนผสมของ AHA หรือ Urea อาจช่วยบำรุงผิวบริเวณที่มีปัญหาให้ดีขึ้น เนียนนุ่มขึ้นได้บ้างชั่วคราว การรับประทานยาในกลุ่มกรดวิตามินเอ ก็ช่วยได้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีผลต่อตับ อาจทำให้เกิดพิษได้ และควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนการตัดสินใจรับประทานวิตามินเอ เมื่อหยุดยาก็มัก กลับมาเป็นอีก การทายากรดวิตามินเอได้ผลบ้าง แต่ไม่ดีเท่ายากิน หลัง ๆ มีการใช้ laser ในการกำจัดขนและมีการอ้างว่า ได้ผลได้การรักษา ขนคุด ด้วย แต่ยังไม่มีการศึกษาที่ยืนยันชัดเจน
การเกาและแกะขนคุดนั้นจะทำให้เป็นแผลแดง และบางครั้งก็ทำให้เลือดออก การแกะเกาบ่อย ๆ จะทำให้กลายเป็นแผลเป็นรอยดำ การสวมใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ ไม่ให้รัดบริเวณที่เป็น ขนคุด ก็จะช่วยลดการเกิด ขนคุด ใหม่ ๆ ได้ เพราะหากสวมใส่เสื้อผ้าคับ ๆ ก็จะเกิดการเสียดสี เปรียบเสมือนการเกา ก็จะทำให้ยังเป็น ขนคุด เพิ่มได้อีก

ข้อมูลจาก

http://www.doctorcosmetics.com/read_content.php?id=1825&pagetype=articles

ปุณณภา  งานสำเร็จ  เรื่อง