วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
ส้มเช้า ไม้โบราณที่รอการกลับมา
โดย ปุณณภา งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย จังหวัดนครราชสีมา
เวลาที่สำรวจเยี่ยมเยือนหมอพื้นบ้าน แต่ละท่านจะพาฉันชมสวนสมุนไพรในพื้นที่ ฉันสังเกตว่ามีไม้ต้นหนึ่งที่พบเจอได้น้อย เห็นอยู่แค่หมอท่านหนึ่ีงปลูกไว้หน้าบ้าน นั่นคือต้นส้มเช้า ไม้ตัวนี้ถูกลืมเลือนเพราะไม่ได้เจอะเจออีกเป็นปีๆ จนฉันไปเจออีกครั้งเห้นต้นล้มถูกทิ้งดายอยู่หน้าบ้านพี่ท่านหนึ่งที่ราชบุรี เลยตัด ๆ มาชำ แล้วโพสต์ขายดู เพราะความเป็นไม้โบราณ หายาก มีการพูดถึงสรรพคุณเพียงเล็กน้อย ว่าใช้ใบที่มีรสเปรี้ยวมาปรุงอาหารหรือกินเป็นผักพื้นบ้าน ที่มาของชื่อส้มเช้านับว่าแปลกเอาการ คำว่าส้มนอกจากจะหมายถึงผลไม้ชนิดหนึ่งแล้วยังหมายถึงสิ่งที่มีรสเปรี้ยว เช่น สารส้ม คําใช้ประกอบหน้าชื่อพรรณไม้และของกินที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้มเช้า ส้มตำ ส้มฟัก ถ้าอย่างนั้น ส้มตำเองก็น่าจะต้องมีรสเปรี้ยวนำถึงจะสมชื่อ เท่าที่สังเกต มีการใช้คำว่าส้มแทนความหมายถึงเปรี้ยวในทุก ๆ ภาค ถ้าเป็นอาหารก็หมายถึงอาหารที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้มฟัก ปลาส้ม จิ้นส้ม แกงส้ม ฯลฯ ส่วนส้มถ้าปรากฏในชื่อพืชก็แปลว่าพืชนั้นมีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือส้ม ส้มแขก ส้มป่อย ส้มเช้า ส้มกบ ฯลฯ ที่นี้ส้มเช้าที่ได้ชื่อนี้ เพราะมันมีรสเปรี้ยวแค่ช่วงเช้าเท่านั้น พอตอนบ่ายมันจะฝาด ๆ จึงเป็นที่มาของชื่อ ต้นส้มเช้า
มีการบันทึกถึงสรรพคุณของส้มเช้าเอาไว้ไม่มากนัก แน่นอนว่าพืชที่มีรสเปรี้ยวย่อมมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ขับเสมหะ ฟอกเลือด แต่เคยมีพี่คนหนึ่งจากภาคเหนือเล่าให้ฟังว่า มีคนรู้จักเป็นมะเร็ง จำไม่ถนัดว่าเป็นมะเร็งส่วนไหน ประมาณว่ากระเพาะปัสสาวะหรือไต ประมาณนี้ มีเวลาจะโทรไปถามอีกที แล้วคนป่วยเคี้ยวใบส้มเช้าก่อนอาหารเช้าวันละ 3 ใบ กินต่อเนื่องเป็นเดือน อาการเป็นมะเร็งดีขึ้นมาก นัยว่าหายเสียด้วยซ้ำ จึงบันทึกข้อมูลไว้ให้ได้มีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อไป
ส้มเช้า
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Euphorbia neriifolia L. (E. ligularia Roxb.)
ชื่อสามัญ : -
วงศ์ : Euphorbiaceae
ชื่ออื่น : -
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของส้มเช้า
ส้มเช้าไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 3-5 เมตร กิ่งก้านเป็นเหลี่ยม มีหนามแข็งตามมุม เรียงเป็นแถวตามยาว มีน้ำยางขาว “ส้มเช้า” จะมีด้วยกัน 2 ชนิด คือ
1. ชนิดที่มีขนาดของต้นเตี้ย เป็นไม้พุ่ม สูงไม่เกิน 1.5 เมตร ต้นหรือปลายลำต้นมักจะมีรูปร่างแปลกๆหงิกคล้ายดอกหงอนไก่ โดยชนิดนี้จะมีใบน้อย นิยมปลูกลงกระถางตั้งประดับสวยงามน่าชมยิ่ง
2. อีกชนิดหนึ่ง เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 5 เมตร ซึ่งชนิดนี้พบน้อยมากมีขึ้นตามธรรมชาติในป่าราบและป่าเชิงเขาทุกภาคของประเทศไทย นอกจากจะมีขนาดต้นสูงแล้ว ใบของ “ส้มเช้า” ชนิดหลังจะมีมากกว่าชนิดแรกอย่างชัดเจน
ลักษณะใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีหรือรูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 4-6 ซม. ยาว 10-15 ซม.
ดอกส้มเช้า ดอกช่อ รูปถ้วย ออกตามกิ่งก้าน ใบประดับสีเหลือง ดูคล้ายกลีบดอก ดอกย่อยแยกเพศ อยู่ในช่อเดียวกัน ไม่มีกลีบดอก ผลแห้ง
สรรพคุณของส้มเช้า
ชาวบ้านในยุคโบราณจะเก็บใบอ่อนล้างน้ำให้สะอาดกินเป็นผักสดกับน้ำพริกชนิดต่างๆ หรือ ใช้แทนใบเมี่ยง ห่อเนื้อปลาทูนึ่ง ใส่พริกขี้หนูสด กระเทียมกลีบสด แง่งตะไคร้สด มะนาวสดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เคี้ยวกินเป็นคำรสชาติอร่อยมาก
ใบส้มเช้า – โขลกตำพอก ปิดฝี แก้ปวด ถอนพิษดี
ยาง
- เป็นยาระบายอ่อนๆ ขับพยาธิ แก้จุก แก้บวม
- ทำให้อาเจียน เบื่อปลาเป็นพิษ
- แก้ท้องมาน พุงโร ม้ามย้อย
- แก้ไข้จับสั่นเรื้อรัง ขับน้ำย่อยอาหาร
อ้างอิงจาก : โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ข้อน่าสังเกต คือยางของส้มเช้า ซึ่งก็คือเวลาเราเด็ดใบสดๆของส้มเช้ามากินเท่ากับจะได้กินยางส้มเช้าไปด้วย ยางส้มเช้าตำราท่านว่า แก้ท้องมาน พุงโร ม้ามย้อย ตรงนี้น่าสนใจ อาการท้องมานเกิดได้จากโรค ๒ ชนิด คือ ตับแข็งและมะเร็งตับ อาการพุงโร เกิดจากพยาธิในลำไส้ ส่วนอาการม้ามย้อย เท่าที่ทราบ น่าจะเป็นโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งจะมีอาการม้ามโตจนคลำเจอ เป็นไปได้ไหมว่าการกินใบส้มเช้าสด ๆ จะช่วยรักษาโรคเหล่านี้ คงต้องศึกษาข้อมูลกันต่อไป แต่ยังไงก็ถือว่าต้นส้มเช้าเป็นไม้ดี ไม้โบราณ ไม้หายาก ที่น่าปลูก น่าอนุรักษ์ไว้อีกต้นหนึ่ง
ส้มเช้าต้นนี้ เห็นอยู่ที่ราชบุรี ขนาดต้นใหญ่มาก ใบดกสวยมาก จริงๆ ไม้ชนิดนี้เป็นพวกเดียวกับกระบองเพชรสลัดได ที่เป็นพืชทะเลทรายทนแล้ง แต่ราชบุรีเต็มไปด้วยร่องสวนผลไม้ ก็เห็นต้นส้มเช้าขึ้นสวยงามดีใบดกมากกว่าปกติ แสดงว่าเขาก็ชอบน้ำเหมือนกัน
สังเกตลักษณะใบของส้มเช้า จะมีใบเป็นกระจุกที่ส่วนปลายยอดทุกยอด เวลาเด็ดกินยิ่งเด็ดยิ่งแตก ที่มารูป women.upyim.com
ปุณณภา งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย จังหวัดนครราชสีมา
เวลาที่สำรวจเยี่ยมเยือนหมอพื้นบ้าน แต่ละท่านจะพาฉันชมสวนสมุนไพรในพื้นที่ ฉันสังเกตว่ามีไม้ต้นหนึ่งที่พบเจอได้น้อย เห็นอยู่แค่หมอท่านหนึ่ีงปลูกไว้หน้าบ้าน นั่นคือต้นส้มเช้า ไม้ตัวนี้ถูกลืมเลือนเพราะไม่ได้เจอะเจออีกเป็นปีๆ จนฉันไปเจออีกครั้งเห้นต้นล้มถูกทิ้งดายอยู่หน้าบ้านพี่ท่านหนึ่งที่ราชบุรี เลยตัด ๆ มาชำ แล้วโพสต์ขายดู เพราะความเป็นไม้โบราณ หายาก มีการพูดถึงสรรพคุณเพียงเล็กน้อย ว่าใช้ใบที่มีรสเปรี้ยวมาปรุงอาหารหรือกินเป็นผักพื้นบ้าน ที่มาของชื่อส้มเช้านับว่าแปลกเอาการ คำว่าส้มนอกจากจะหมายถึงผลไม้ชนิดหนึ่งแล้วยังหมายถึงสิ่งที่มีรสเปรี้ยว เช่น สารส้ม คําใช้ประกอบหน้าชื่อพรรณไม้และของกินที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้มเช้า ส้มตำ ส้มฟัก ถ้าอย่างนั้น ส้มตำเองก็น่าจะต้องมีรสเปรี้ยวนำถึงจะสมชื่อ เท่าที่สังเกต มีการใช้คำว่าส้มแทนความหมายถึงเปรี้ยวในทุก ๆ ภาค ถ้าเป็นอาหารก็หมายถึงอาหารที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้มฟัก ปลาส้ม จิ้นส้ม แกงส้ม ฯลฯ ส่วนส้มถ้าปรากฏในชื่อพืชก็แปลว่าพืชนั้นมีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือส้ม ส้มแขก ส้มป่อย ส้มเช้า ส้มกบ ฯลฯ ที่นี้ส้มเช้าที่ได้ชื่อนี้ เพราะมันมีรสเปรี้ยวแค่ช่วงเช้าเท่านั้น พอตอนบ่ายมันจะฝาด ๆ จึงเป็นที่มาของชื่อ ต้นส้มเช้า
มีการบันทึกถึงสรรพคุณของส้มเช้าเอาไว้ไม่มากนัก แน่นอนว่าพืชที่มีรสเปรี้ยวย่อมมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ขับเสมหะ ฟอกเลือด แต่เคยมีพี่คนหนึ่งจากภาคเหนือเล่าให้ฟังว่า มีคนรู้จักเป็นมะเร็ง จำไม่ถนัดว่าเป็นมะเร็งส่วนไหน ประมาณว่ากระเพาะปัสสาวะหรือไต ประมาณนี้ มีเวลาจะโทรไปถามอีกที แล้วคนป่วยเคี้ยวใบส้มเช้าก่อนอาหารเช้าวันละ 3 ใบ กินต่อเนื่องเป็นเดือน อาการเป็นมะเร็งดีขึ้นมาก นัยว่าหายเสียด้วยซ้ำ จึงบันทึกข้อมูลไว้ให้ได้มีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อไป
ส้มเช้า
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Euphorbia neriifolia L. (E. ligularia Roxb.)
ชื่อสามัญ : -
วงศ์ : Euphorbiaceae
ชื่ออื่น : -
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของส้มเช้า
ส้มเช้าไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 3-5 เมตร กิ่งก้านเป็นเหลี่ยม มีหนามแข็งตามมุม เรียงเป็นแถวตามยาว มีน้ำยางขาว “ส้มเช้า” จะมีด้วยกัน 2 ชนิด คือ
1. ชนิดที่มีขนาดของต้นเตี้ย เป็นไม้พุ่ม สูงไม่เกิน 1.5 เมตร ต้นหรือปลายลำต้นมักจะมีรูปร่างแปลกๆหงิกคล้ายดอกหงอนไก่ โดยชนิดนี้จะมีใบน้อย นิยมปลูกลงกระถางตั้งประดับสวยงามน่าชมยิ่ง
2. อีกชนิดหนึ่ง เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 5 เมตร ซึ่งชนิดนี้พบน้อยมากมีขึ้นตามธรรมชาติในป่าราบและป่าเชิงเขาทุกภาคของประเทศไทย นอกจากจะมีขนาดต้นสูงแล้ว ใบของ “ส้มเช้า” ชนิดหลังจะมีมากกว่าชนิดแรกอย่างชัดเจน
ลักษณะใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีหรือรูปวงรีแกมขอบขนาน กว้าง 4-6 ซม. ยาว 10-15 ซม.
ดอกส้มเช้า ดอกช่อ รูปถ้วย ออกตามกิ่งก้าน ใบประดับสีเหลือง ดูคล้ายกลีบดอก ดอกย่อยแยกเพศ อยู่ในช่อเดียวกัน ไม่มีกลีบดอก ผลแห้ง
ส้มเช้า มีความแปลก ซึ่งทำให้เป็นที่มาของชื่อ”ส้มเช้า” เนื่องจาก คำว่า “ส้ม” แปลว่า “เปรี้ยว” ดังนั้น ส้มเช้า จึงแปลว่า เปรี้ยวเช้า หรือเปรี้ยวตอนเช้านั่นเอง เพราะใบของ ส้มเช้าจะมีรสเปรี้ยวจัดในตอนเช้าและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวชวนรับประทาน พอสายหน่อยความเปรี้ยวนั้นจะลดลง แล้วพอตกตอนกลางวัน ความเปรี้ยวจะหายไป นี่เลยเป็นที่มาของชื่อ ส้มเช้า นั่นเองส่วนที่ใช้ : ใบ และ ยาง
สรรพคุณของส้มเช้า
ชาวบ้านในยุคโบราณจะเก็บใบอ่อนล้างน้ำให้สะอาดกินเป็นผักสดกับน้ำพริกชนิดต่างๆ หรือ ใช้แทนใบเมี่ยง ห่อเนื้อปลาทูนึ่ง ใส่พริกขี้หนูสด กระเทียมกลีบสด แง่งตะไคร้สด มะนาวสดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เคี้ยวกินเป็นคำรสชาติอร่อยมาก
ใบส้มเช้า – โขลกตำพอก ปิดฝี แก้ปวด ถอนพิษดี
ยาง
- เป็นยาระบายอ่อนๆ ขับพยาธิ แก้จุก แก้บวม
- ทำให้อาเจียน เบื่อปลาเป็นพิษ
- แก้ท้องมาน พุงโร ม้ามย้อย
- แก้ไข้จับสั่นเรื้อรัง ขับน้ำย่อยอาหาร
อ้างอิงจาก : โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ข้อน่าสังเกต คือยางของส้มเช้า ซึ่งก็คือเวลาเราเด็ดใบสดๆของส้มเช้ามากินเท่ากับจะได้กินยางส้มเช้าไปด้วย ยางส้มเช้าตำราท่านว่า แก้ท้องมาน พุงโร ม้ามย้อย ตรงนี้น่าสนใจ อาการท้องมานเกิดได้จากโรค ๒ ชนิด คือ ตับแข็งและมะเร็งตับ อาการพุงโร เกิดจากพยาธิในลำไส้ ส่วนอาการม้ามย้อย เท่าที่ทราบ น่าจะเป็นโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งจะมีอาการม้ามโตจนคลำเจอ เป็นไปได้ไหมว่าการกินใบส้มเช้าสด ๆ จะช่วยรักษาโรคเหล่านี้ คงต้องศึกษาข้อมูลกันต่อไป แต่ยังไงก็ถือว่าต้นส้มเช้าเป็นไม้ดี ไม้โบราณ ไม้หายาก ที่น่าปลูก น่าอนุรักษ์ไว้อีกต้นหนึ่ง
ส้มเช้าต้นนี้ เห็นอยู่ที่ราชบุรี ขนาดต้นใหญ่มาก ใบดกสวยมาก จริงๆ ไม้ชนิดนี้เป็นพวกเดียวกับกระบองเพชรสลัดได ที่เป็นพืชทะเลทรายทนแล้ง แต่ราชบุรีเต็มไปด้วยร่องสวนผลไม้ ก็เห็นต้นส้มเช้าขึ้นสวยงามดีใบดกมากกว่าปกติ แสดงว่าเขาก็ชอบน้ำเหมือนกัน
สังเกตลักษณะใบของส้มเช้า จะมีใบเป็นกระจุกที่ส่วนปลายยอดทุกยอด เวลาเด็ดกินยิ่งเด็ดยิ่งแตก ที่มารูป women.upyim.com
ปุณณภา งานสำเร็จ
วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ว่าด้วยการระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์แลจรรยาบรรณของหมอ
โดย ปุณณภา งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย จังหวัดนครราชสีมา
คัมภีร์ฉันทศาสตร์ ว่าด้วยการระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์แลจรรยาบรรณของหมอ
ความรู้ทุกความรู้ล้วนมีที่มา ความกตัญญูรู้คุณเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งของการดำรงชีวิต
"ข้าขอประนมหัตถ์ พระไตรรัตนนาถา ตรีโลกอมรมา อภิวาทนาการ อนึ่งข้าอัญชลีพระฤาษีผู้ทรงญาณ แปดองค์ผู้มีฌาน โดยรอบรู้ในโรคา ไหว้คุณอิศวเรศ ทั้งพรหมเมศทุกชั้นฟ้าสาปสรรค์ซึ่งหว่านยา ประทานทั่วโลกธาตรี ไหว้ครูกุมารภัจ ผู้เจนจัดในคัมภีร์ เวชศาสตร์บรรดามีให้ทานทั่วแก่นรชน ไหว้ครูผู้สั่งสอน แต่ปางก่อนเจริญผล ล่วงลุนิพพานดล สำเร็จกิจประสิทธิพรฯ "
ว่าด้วยธรรมะและจรรยาบรรณของหมอนวดและหมอยา
"จะกล่าวคัมภีร์ฉัน ทศาสตร์บรรพ์ที่ครูสอน เสมอดวงทินกร แลดวงจันทร์กระจ่างตา ส่องสัตว์ให้สว่าง กระจ่างแจ้งในมรรคา หมอนวดแลหมอยา ผู้เรียนรู้คัมภีร์ไสย เรียนรู้ให้ครบหมดจนจบบทคัมภีร์ใน ฉันทศาสตร์ท่านกล่าวไข สิบสี่ข้อคงควรจำ เป็นแพทย์นี้ยากนัก จะรู้จักซึ่งกองกรรม ตัดเสียซึ่งบาปกรรม สิบสี่ตัวจึงเที่ยงตรง เป็นแพทย์ไม่รู้ใน คัมภีร์ไสยท่านบรรจง รู้แต่ยามาอ่าองค์ รักษาไข้ไม่เข็ดขาม บางหมอก็กล่าวคำ มุสาซ้ำกระหน่ำความ ยกตนว่าตนงาม ประเสริฐยิ่งในการยา บางหมอก็เกียจกัน ที่พวกอันแพทย์รักษา บางกล่าวเป็นมารยา เขาเจ็บน้อยว่ามากครัน บางกล่าวอุบายให้ แก่คนไข้นั้นหลายพรรณ์ หวังลาภจะเกิดพลัน ด้วยเชื่อถ้อยอาตมา บางทีไปเยือนไข้ บ่มีใครจะเชิญหา กล่าวยกถึงคุณยา อันตนรู้ให้เชื่อฟัง บางแพทย์ก็หลงเล่ห์ด้วยกาเมเข้าปิดบัง รักษาโรคด้วยกำลัง กิเลศโลภะเจตนา บางพวกก็ถือตน ว่าใช้คนอนาถา ให้ยาจะเสียยา บ่ห่อนลาภจะพึ่งมี บางถือว่าคนเฒ่า เป็นหมอเก่าชำนาญดี รู้ยาไม่รู้ที รักษาได้ก็ชื่อบาน กายไม่แก่รู้ ประมาทผู้อุดมญาณ แม้เด็กเป็นเด็กชาญ ไม่ควรหมิ่นประมาทใจ เรียนรู้ให้เจนจัดจบจังหวัดคัมภีร์ไสย ตั้งต้นปฐมใน ฉันทศาสตร์ดังพรรณา ปฐมจินดาร์โชตรัต ครรภรักษา อไภยสันตา สิทธิสารนนทปักษี อติสารอวสาน มรณะญาณตามคัมภีร์ สรรพคุณรสอันมี ธาตุบรรจบโรคนิทาน ฤดูแลเดือนวัน ยังนอกนั้นหลายสถาน ลักษณะธาตุพิการ เกิดกำเริบแลหย่อนไป ทั้งนี้เป็นต้นแรก ยกยักแยกขยายไข กล่าวย่อแต่ชื่อไว้ ให้พึ่งเรียนตำหรับจำ ไม่รู้คัมภีร์เวช ห่อนเห็นเหตุซึ่งโรคทำ แพทย์เอ่ยอย่างมคลำ จักขุมืดบ่เห็นหน แพทย์ใดจะหนีทุกข์ ไปสู่สุขนิพพานดล พิริยสติตน ประพฤติได้จึงเป็นการ ศีลแปดแลศีลห้า เร่งรักษาสมาทาน ทรงไว้เป็นนิจกาล ทั้งไตรรัตน์สรณา เห็นลาภอย่างโลภนัก อย่างหาญหักด้วยมารยา ใช้น้อยว่าไข้หนา อุบายกล่าวให้พึงกลัว โทโสจงอดใจ สุขุมไว้อยู่ในตัว คนไข้ยิ่งคร้ามกลัว มิควรขู่ให้อดใจ โมโหอย่าหลงเล่ห์ ด้วยกาเมมิจฉาใน พยาบาทแก่คนไข้ ทั้งผู้อื่นอันกล่าวกล วิจิกิจฉาเล่า จงถือเอาซึ่งครูตน อย่าเคลือบแคลงอาการกล เห็นแม่นแล้วเร่งวางยา อุทธัจจังอย่าอุทธัจ เห็นถนัดในโรคา ให้ตั้งตนดังพระยา ไกรสรราชเข้าราวี อนึ่งโสดอย่างซบเซา อย่าง่วงเหงานั้นมิดี เห็นโรคนั้นถอยหนี กระหน่ำยาอย่าละเมิน ทิฎฐิมาโนเล่า อย่าถือเอาซึ่งโรคเกิน รู้น้อยอย่างด่วนเดิน ทางใครอย่าครรไล อย่าถือว่าตนดี ยังจะมียิ่งขึ้นไป อย่าถือว่าตนใหญ่ กว่าเด็กน้อยผู้เชี่ยวชาญ ผู้ใดรู้ในทางธรรม ให้ควรยำอย่าโวหาร เรียนเอาเป็นนิจกาล เร่งนบนอบให้ชอบที ครูพักแลครูเรียน อักษรเขียนไว้ตามมี จงถือว่าครูดีเพราะได้เรียนจึงรู้มา วิตักโกนั้นบทหนึ่ง ให้ตัดซึ่งวิตักกา พยาบาทวิหิงษากาม ราคในสันดาน วิจาโรให้พินิจ จะทำผิดหรือชอบกาล ดูโรคกับยาญาณ ให้ต้องกันจะพลันหาย หิริกังละอายบาป อันยุ่งหยาบสิ่งทั้งหลาย ประหารให้เสื่อมคลาย คือตัดเสียซึ่งกองกรรม อโนตัปปังบทบังคับ บาปที่ลับอย่าพึงทำ กลัวบาปแล้วจงจำ ทั้งที่แจ้งจงเว้นวาง อย่าเกียจแก่คนไข้ คนเข็ญใจขาดในทาง ลาภผลอันเบาบาง อย่าเกียจคนพยาบาล ท่านกล่าวไว้ใน ฉันทศาสตร์เป็นประธาน กลอนกล่าวให้วิถาน ใครรู้แท้นับว่าชาย ฯ"
เป็นหมออาจได้ทั้งบุญและบาป อย่าเกินคำครู ทำไมครูหมอยาไทยถึงเก็บงำความรู้ไว้ ท่านมีเหตุผลของท่าน
" เป็นแพทย์พึ่งสำคัญ โอกาสนั้นมีอยู่สาม เคราะห์ร้ายขัดโชคนาม บางทีรู้เกินรู้ไป บางทีรู้มิทัน ด้วยโรคนั้นใช่วิสัย คนบ่รู้ทิฎฐิใจ ถือว่ารู้ขืนกระทำ จบเรื่องที่ตนรู้ โรคนั้นสู้ว่าแรงกรรม ไม่สิ้นสงสัยทำ สุดมือม้วยน่าเสียดาย บางทีก็มีชัย แต่ยาให้โรคนั้นหาย ท่านกล่าวอภิปราย ว่าชอบโรคนั้นเป็นดี เห็นโรคชัดอย่าสงสัย เร่งยากระหน่ำไป อย่าถือใจว่าลองยา จะหนี ๆ แต่ไกล ต่อจวนใกล้จะมรณา จึงหนีแพทย์นั้นหนา ว่ามิรู้ในท่าทาง อำไว้จนแก่กล้า แพทย์อื่นมาก็ขัดขวาง ต่อโรคเข้าระวาง ตรีโทษแล้วจึงออกตัว หินชาติแพทย์เหล่านี้ เวรามีมิได้กลัว ทำกรรมนำใส่ตัว จะตกไปในอบาย เรียนรู้คัมภีร์ไสย สุขุมไว้อย่าแพร่งพราย ควรกล่าวจึงขยาย อย่ายื่นแก้วแก่วานร ไม่รักจะทำยับ พาตำหรับเที่ยวขจร เสียแรงเป็นครูสอน ทั้งบุญคุณก็เสื่อมสูญ รู้แล้วเที่ยวโจทย์ทาย แกล้งอภิปรายถามเค้ามูล ความรู้นั้นจะสูญ เพราะสามหาวเป็นใจพาล ผู้ใดจะเรียนรู้ พิเคราะห์ดูผู้อาจารย์ เที่ยงว่าพิศดาร ทั้งพุทธไสยจึงควรเรียน แต่สักเป็นแพทย์ได้ คัมภีร์ไสยไม่จำเนียร ครูนั้นไม่ควรเรียน จะนำตนให้หลงทางเราแจ้งคัมภีร์ฉัน ทศาสตร์อันบุราณปาง ก่อนกล่าวไว้เป็นทาง นิพพานสุสิวาลัย อย่าหมิ่นว่ารู้ง่ายตำหรับรายอยู่ถมไป รีบด่วนประมาทใจ ดังนั้นแท้มิเป็นการ ลอกได้แต่ตำรา เที่ยวรักษาโดยโวหาร อวดรู้ว่าชำนาญ จะแก้ไขให้พลันหาย โรคคือครุกรรม บรรจบจำอย่างพึงทาย กล่าวเล่ห์อุบายหมาย ด้วยโลภหลงในลาภา บ้างจำแต่เพศไข้ สิ่งเดียวได้สังเกตมา กองเลือดว่าเสมหา กองวาตาว่ากำเดา คัมภีร์กล่าวไว้หมด ใยมิจดมิจำเอา ทายโรคแต่โดยเดา ให้เชื่อถือในอาตมา รู้น้อยอย่าบังอาจ หมิ่นประมาทในโรคา แรงโรคว่าแรงยา มิควรถือคือแรงกรรม อนึ่งท่านได้กล่าวถาม อย่ากล่าวความบังอาจอำ เภอใจว่าตนจำ เพศไข้นี้อันเคยยา ใช่โรคสิ่งเดียวดาย จะพลันหายในโรคา ต่างเนื้อก็ต่างยา จะชอบโรคอันแปรปรวน บางทีก็ยาชอบ แต่เคราะห์ครอบจึงหันหวน หายคลายแล้วทบทวน จะโทษยาก็ผิดที อวดยาครั้นให้ยา เห็นโรคาไม่ถอยหนี กลับกล่าวว่าแรงผี ที่แท้ทำไม่รู้ทำเห็นลาภจะใคร่ได้ นิยมใจไม่เกรงกรรม รู้น้อยบังอาจทำ โรคระยำเพราะแรงยา โรคนั้นคือโทโส จะภิญโญเร่งวัฒนา แพทย์เร่งกระหน่ำยา ก็ยิ่งยับระยำเยิน รู้แล้วอย่าอวดรู้ พินิจดูอย่าหมิ่นเมิน ควรยาหรือยาเกิน กว่าโรคนั้นจึงกลับกลาย ถนอมทำแต่พอควร อย่าโดยด่วนเอาพลันหาย ผิโรคนั้นกลับกลาย จะเสียท่าด้วยผิดที่ (ที ) บ้างได้แต่ยาผาย บรรจุถ่ายจงถึงดี เห็นโทษเข้าเป็นตรี จึงออกตัวด้วยตกใจ บ้างรู้แต่ยากวาด เที่ยวอวดอาจไม่เกรงภัย โรคน้อยให้หนักไป ดังก่อกรรมให้ติดกายฯ "
คนหนึ่งคนเปรียบได้กับประเทศประเทศหนึ่ง ( กายานคร ) พึ่งรู้ให้เจนจบ
" อนึ่งจะกล่าวสอน กายนครมีมากหลาย ประเทียบเปรียบในกาย ทุกหญิงชายในโลกา ดวงจิตรคือกษัตริย์ ผ่านสมบัติอันโอฬาร์ ข้าศึกคือโรคา เกิดเข่นฆ่าในกายเรา เปรียบแพทย์คือทหาร อันชำนาญรู้ลำเนา ข้าศึกมาอย่าใจเบา ห้อมล้อมทุกทิศา ให้ดำรงกษัตริย์ไว้ คือดวงใจให้เร่งยา อนึ่งห้ามอย่าโกรธา ข้าศึกมาจะอันตราย ปิตตัง คือวังหน้า เร่งรักษาเขม้นหมาย อาหารอยู่ในกาย คือสะเบียงเลี้ยงโยธา หนทางทั้งสามแห่ง เร่งจัดแจงอยู่รักษา ห้ามอย่าให้ข้าศึกมา ปิดทางได้จะเสียที อนึ่งเล่ามีคำโจทย์ กล่าวยกโทษแพทย์อันมี ปรีชารู้คัมภีร์ เหตุฉันใดแก้มิฟัง คำเฉลยแก้ปุจฉา รู้รักษาก็จริงจัง ด้วยโรคเหลือกำลัง จึงมิฟังในการยา เมื่ออ่อนรักษาได้ แล้วไซร้ยากนักหนา ไข้นั้นอุปมา เหมือนเพลิงป่าไหม้ลุกลาม "
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย จังหวัดนครราชสีมา
คัมภีร์ฉันทศาสตร์ ว่าด้วยการระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์แลจรรยาบรรณของหมอ
ความรู้ทุกความรู้ล้วนมีที่มา ความกตัญญูรู้คุณเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งของการดำรงชีวิต
"ข้าขอประนมหัตถ์ พระไตรรัตนนาถา ตรีโลกอมรมา อภิวาทนาการ อนึ่งข้าอัญชลีพระฤาษีผู้ทรงญาณ แปดองค์ผู้มีฌาน โดยรอบรู้ในโรคา ไหว้คุณอิศวเรศ ทั้งพรหมเมศทุกชั้นฟ้าสาปสรรค์ซึ่งหว่านยา ประทานทั่วโลกธาตรี ไหว้ครูกุมารภัจ ผู้เจนจัดในคัมภีร์ เวชศาสตร์บรรดามีให้ทานทั่วแก่นรชน ไหว้ครูผู้สั่งสอน แต่ปางก่อนเจริญผล ล่วงลุนิพพานดล สำเร็จกิจประสิทธิพรฯ "
ว่าด้วยธรรมะและจรรยาบรรณของหมอนวดและหมอยา
"จะกล่าวคัมภีร์ฉัน ทศาสตร์บรรพ์ที่ครูสอน เสมอดวงทินกร แลดวงจันทร์กระจ่างตา ส่องสัตว์ให้สว่าง กระจ่างแจ้งในมรรคา หมอนวดแลหมอยา ผู้เรียนรู้คัมภีร์ไสย เรียนรู้ให้ครบหมดจนจบบทคัมภีร์ใน ฉันทศาสตร์ท่านกล่าวไข สิบสี่ข้อคงควรจำ เป็นแพทย์นี้ยากนัก จะรู้จักซึ่งกองกรรม ตัดเสียซึ่งบาปกรรม สิบสี่ตัวจึงเที่ยงตรง เป็นแพทย์ไม่รู้ใน คัมภีร์ไสยท่านบรรจง รู้แต่ยามาอ่าองค์ รักษาไข้ไม่เข็ดขาม บางหมอก็กล่าวคำ มุสาซ้ำกระหน่ำความ ยกตนว่าตนงาม ประเสริฐยิ่งในการยา บางหมอก็เกียจกัน ที่พวกอันแพทย์รักษา บางกล่าวเป็นมารยา เขาเจ็บน้อยว่ามากครัน บางกล่าวอุบายให้ แก่คนไข้นั้นหลายพรรณ์ หวังลาภจะเกิดพลัน ด้วยเชื่อถ้อยอาตมา บางทีไปเยือนไข้ บ่มีใครจะเชิญหา กล่าวยกถึงคุณยา อันตนรู้ให้เชื่อฟัง บางแพทย์ก็หลงเล่ห์ด้วยกาเมเข้าปิดบัง รักษาโรคด้วยกำลัง กิเลศโลภะเจตนา บางพวกก็ถือตน ว่าใช้คนอนาถา ให้ยาจะเสียยา บ่ห่อนลาภจะพึ่งมี บางถือว่าคนเฒ่า เป็นหมอเก่าชำนาญดี รู้ยาไม่รู้ที รักษาได้ก็ชื่อบาน กายไม่แก่รู้ ประมาทผู้อุดมญาณ แม้เด็กเป็นเด็กชาญ ไม่ควรหมิ่นประมาทใจ เรียนรู้ให้เจนจัดจบจังหวัดคัมภีร์ไสย ตั้งต้นปฐมใน ฉันทศาสตร์ดังพรรณา ปฐมจินดาร์โชตรัต ครรภรักษา อไภยสันตา สิทธิสารนนทปักษี อติสารอวสาน มรณะญาณตามคัมภีร์ สรรพคุณรสอันมี ธาตุบรรจบโรคนิทาน ฤดูแลเดือนวัน ยังนอกนั้นหลายสถาน ลักษณะธาตุพิการ เกิดกำเริบแลหย่อนไป ทั้งนี้เป็นต้นแรก ยกยักแยกขยายไข กล่าวย่อแต่ชื่อไว้ ให้พึ่งเรียนตำหรับจำ ไม่รู้คัมภีร์เวช ห่อนเห็นเหตุซึ่งโรคทำ แพทย์เอ่ยอย่างมคลำ จักขุมืดบ่เห็นหน แพทย์ใดจะหนีทุกข์ ไปสู่สุขนิพพานดล พิริยสติตน ประพฤติได้จึงเป็นการ ศีลแปดแลศีลห้า เร่งรักษาสมาทาน ทรงไว้เป็นนิจกาล ทั้งไตรรัตน์สรณา เห็นลาภอย่างโลภนัก อย่างหาญหักด้วยมารยา ใช้น้อยว่าไข้หนา อุบายกล่าวให้พึงกลัว โทโสจงอดใจ สุขุมไว้อยู่ในตัว คนไข้ยิ่งคร้ามกลัว มิควรขู่ให้อดใจ โมโหอย่าหลงเล่ห์ ด้วยกาเมมิจฉาใน พยาบาทแก่คนไข้ ทั้งผู้อื่นอันกล่าวกล วิจิกิจฉาเล่า จงถือเอาซึ่งครูตน อย่าเคลือบแคลงอาการกล เห็นแม่นแล้วเร่งวางยา อุทธัจจังอย่าอุทธัจ เห็นถนัดในโรคา ให้ตั้งตนดังพระยา ไกรสรราชเข้าราวี อนึ่งโสดอย่างซบเซา อย่าง่วงเหงานั้นมิดี เห็นโรคนั้นถอยหนี กระหน่ำยาอย่าละเมิน ทิฎฐิมาโนเล่า อย่าถือเอาซึ่งโรคเกิน รู้น้อยอย่างด่วนเดิน ทางใครอย่าครรไล อย่าถือว่าตนดี ยังจะมียิ่งขึ้นไป อย่าถือว่าตนใหญ่ กว่าเด็กน้อยผู้เชี่ยวชาญ ผู้ใดรู้ในทางธรรม ให้ควรยำอย่าโวหาร เรียนเอาเป็นนิจกาล เร่งนบนอบให้ชอบที ครูพักแลครูเรียน อักษรเขียนไว้ตามมี จงถือว่าครูดีเพราะได้เรียนจึงรู้มา วิตักโกนั้นบทหนึ่ง ให้ตัดซึ่งวิตักกา พยาบาทวิหิงษากาม ราคในสันดาน วิจาโรให้พินิจ จะทำผิดหรือชอบกาล ดูโรคกับยาญาณ ให้ต้องกันจะพลันหาย หิริกังละอายบาป อันยุ่งหยาบสิ่งทั้งหลาย ประหารให้เสื่อมคลาย คือตัดเสียซึ่งกองกรรม อโนตัปปังบทบังคับ บาปที่ลับอย่าพึงทำ กลัวบาปแล้วจงจำ ทั้งที่แจ้งจงเว้นวาง อย่าเกียจแก่คนไข้ คนเข็ญใจขาดในทาง ลาภผลอันเบาบาง อย่าเกียจคนพยาบาล ท่านกล่าวไว้ใน ฉันทศาสตร์เป็นประธาน กลอนกล่าวให้วิถาน ใครรู้แท้นับว่าชาย ฯ"
เป็นหมออาจได้ทั้งบุญและบาป อย่าเกินคำครู ทำไมครูหมอยาไทยถึงเก็บงำความรู้ไว้ ท่านมีเหตุผลของท่าน
" เป็นแพทย์พึ่งสำคัญ โอกาสนั้นมีอยู่สาม เคราะห์ร้ายขัดโชคนาม บางทีรู้เกินรู้ไป บางทีรู้มิทัน ด้วยโรคนั้นใช่วิสัย คนบ่รู้ทิฎฐิใจ ถือว่ารู้ขืนกระทำ จบเรื่องที่ตนรู้ โรคนั้นสู้ว่าแรงกรรม ไม่สิ้นสงสัยทำ สุดมือม้วยน่าเสียดาย บางทีก็มีชัย แต่ยาให้โรคนั้นหาย ท่านกล่าวอภิปราย ว่าชอบโรคนั้นเป็นดี เห็นโรคชัดอย่าสงสัย เร่งยากระหน่ำไป อย่าถือใจว่าลองยา จะหนี ๆ แต่ไกล ต่อจวนใกล้จะมรณา จึงหนีแพทย์นั้นหนา ว่ามิรู้ในท่าทาง อำไว้จนแก่กล้า แพทย์อื่นมาก็ขัดขวาง ต่อโรคเข้าระวาง ตรีโทษแล้วจึงออกตัว หินชาติแพทย์เหล่านี้ เวรามีมิได้กลัว ทำกรรมนำใส่ตัว จะตกไปในอบาย เรียนรู้คัมภีร์ไสย สุขุมไว้อย่าแพร่งพราย ควรกล่าวจึงขยาย อย่ายื่นแก้วแก่วานร ไม่รักจะทำยับ พาตำหรับเที่ยวขจร เสียแรงเป็นครูสอน ทั้งบุญคุณก็เสื่อมสูญ รู้แล้วเที่ยวโจทย์ทาย แกล้งอภิปรายถามเค้ามูล ความรู้นั้นจะสูญ เพราะสามหาวเป็นใจพาล ผู้ใดจะเรียนรู้ พิเคราะห์ดูผู้อาจารย์ เที่ยงว่าพิศดาร ทั้งพุทธไสยจึงควรเรียน แต่สักเป็นแพทย์ได้ คัมภีร์ไสยไม่จำเนียร ครูนั้นไม่ควรเรียน จะนำตนให้หลงทางเราแจ้งคัมภีร์ฉัน ทศาสตร์อันบุราณปาง ก่อนกล่าวไว้เป็นทาง นิพพานสุสิวาลัย อย่าหมิ่นว่ารู้ง่ายตำหรับรายอยู่ถมไป รีบด่วนประมาทใจ ดังนั้นแท้มิเป็นการ ลอกได้แต่ตำรา เที่ยวรักษาโดยโวหาร อวดรู้ว่าชำนาญ จะแก้ไขให้พลันหาย โรคคือครุกรรม บรรจบจำอย่างพึงทาย กล่าวเล่ห์อุบายหมาย ด้วยโลภหลงในลาภา บ้างจำแต่เพศไข้ สิ่งเดียวได้สังเกตมา กองเลือดว่าเสมหา กองวาตาว่ากำเดา คัมภีร์กล่าวไว้หมด ใยมิจดมิจำเอา ทายโรคแต่โดยเดา ให้เชื่อถือในอาตมา รู้น้อยอย่าบังอาจ หมิ่นประมาทในโรคา แรงโรคว่าแรงยา มิควรถือคือแรงกรรม อนึ่งท่านได้กล่าวถาม อย่ากล่าวความบังอาจอำ เภอใจว่าตนจำ เพศไข้นี้อันเคยยา ใช่โรคสิ่งเดียวดาย จะพลันหายในโรคา ต่างเนื้อก็ต่างยา จะชอบโรคอันแปรปรวน บางทีก็ยาชอบ แต่เคราะห์ครอบจึงหันหวน หายคลายแล้วทบทวน จะโทษยาก็ผิดที อวดยาครั้นให้ยา เห็นโรคาไม่ถอยหนี กลับกล่าวว่าแรงผี ที่แท้ทำไม่รู้ทำเห็นลาภจะใคร่ได้ นิยมใจไม่เกรงกรรม รู้น้อยบังอาจทำ โรคระยำเพราะแรงยา โรคนั้นคือโทโส จะภิญโญเร่งวัฒนา แพทย์เร่งกระหน่ำยา ก็ยิ่งยับระยำเยิน รู้แล้วอย่าอวดรู้ พินิจดูอย่าหมิ่นเมิน ควรยาหรือยาเกิน กว่าโรคนั้นจึงกลับกลาย ถนอมทำแต่พอควร อย่าโดยด่วนเอาพลันหาย ผิโรคนั้นกลับกลาย จะเสียท่าด้วยผิดที่ (ที ) บ้างได้แต่ยาผาย บรรจุถ่ายจงถึงดี เห็นโทษเข้าเป็นตรี จึงออกตัวด้วยตกใจ บ้างรู้แต่ยากวาด เที่ยวอวดอาจไม่เกรงภัย โรคน้อยให้หนักไป ดังก่อกรรมให้ติดกายฯ "
คนหนึ่งคนเปรียบได้กับประเทศประเทศหนึ่ง ( กายานคร ) พึ่งรู้ให้เจนจบ
" อนึ่งจะกล่าวสอน กายนครมีมากหลาย ประเทียบเปรียบในกาย ทุกหญิงชายในโลกา ดวงจิตรคือกษัตริย์ ผ่านสมบัติอันโอฬาร์ ข้าศึกคือโรคา เกิดเข่นฆ่าในกายเรา เปรียบแพทย์คือทหาร อันชำนาญรู้ลำเนา ข้าศึกมาอย่าใจเบา ห้อมล้อมทุกทิศา ให้ดำรงกษัตริย์ไว้ คือดวงใจให้เร่งยา อนึ่งห้ามอย่าโกรธา ข้าศึกมาจะอันตราย ปิตตัง คือวังหน้า เร่งรักษาเขม้นหมาย อาหารอยู่ในกาย คือสะเบียงเลี้ยงโยธา หนทางทั้งสามแห่ง เร่งจัดแจงอยู่รักษา ห้ามอย่าให้ข้าศึกมา ปิดทางได้จะเสียที อนึ่งเล่ามีคำโจทย์ กล่าวยกโทษแพทย์อันมี ปรีชารู้คัมภีร์ เหตุฉันใดแก้มิฟัง คำเฉลยแก้ปุจฉา รู้รักษาก็จริงจัง ด้วยโรคเหลือกำลัง จึงมิฟังในการยา เมื่ออ่อนรักษาได้ แล้วไซร้ยากนักหนา ไข้นั้นอุปมา เหมือนเพลิงป่าไหม้ลุกลาม "
คัมภีร์โบราณเรื่องราวแห่งกาลเวลา วัฏฏะวน
โดย ปุณณภา งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย จังหวัดนครราชสีมา
ความหลากหลายของพืชในเมืองไทยทำให้ลำบากในการจดจำ พืชบางชนิดทั้ง๕(ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล ) มีสรรพคุณเดียวกันก็ค่อยยังชั่วหน่อย แต่ถ้าสรรพคุณใครสรรพคุณมันอันนั้นหนักหน่อย จำกันไม่หวาดไม่ไหว ถึงเตือนกันอยู่เสมอว่าถ้าไม่รู้ให้ศึกษาอย่างละเอียดถ่องแท้ ต้องให้ถูกต้น ให้ถูกส่วน ยกตัวอย่างเช่น ฝักมะขามเป็นยาระบาย แต่เปลือกมะขามเป็นยาหยุดถ่าย นี่เรียกว่าธรรมชาติมีตัวกันตัวแก้กันอยู่ ต้นไม้บางอย่างมีพิษตัวแก้ก็อยู่ในส่วนอื่นของต้นนั้นก็มีเช่นใบมีพิษเอารากแก้ อันนี้เรียกชงเองกินเอง ทุกวันนี้คนเห็นเงินเป็นใหญ่รู้สรรพคุณของสมุนไพรนิดหน่อยก็เอามาทำขายโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใช้ส่วนไหนของพืช ใช้สดหรือแห้ง ใช้ต้มหรือเผา ฯลฯ มันทำให้นอกจากโรคภัยไม่หายยังเกิดอันตรายได้ นี่เป็นมอดไม้แก่วงการสมุนไพร
แล้วถ้าถามว่าจะทำอย่างไรถึงจะรู้ คำโบราณว่าไว้ เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด เราต้องอ้างถึงคัมภีร์ตำรับตำราต่าง ๆ ที่มีมา เพราะนั่นคือการพิสูจน์ทดลองผ่านยุคสมัยมานาน ผ่านการเป็นตายมามาก จนตกผลึกทางความคิด ค่อยๆศึกษาเรียรู้ซึมซับเรื่องราวต่างๆไป แล้วจะรู้ว่าภูมิปัญญาของบรรพบุรษเรายิ่งใหญ่อลังการ ไม่ล้าสมัย โรคภัยไม่ต่างจากแฟชั่น มันล้าสมัยไปแล้วก็กลับมาใหม่ เทียบกับคัมภีร์โบราณดูจะรู้ว่าโรคที่เกิดขึ้นสมัยนี้เคยเกิดมาแล้วทั้งนั้น มันอาจหายไปและระบาดขึ้นมาใหม่ โลกใบนี้เกิดขึ้นมานาน การเวียนว่ายตายเกิดย่อมยังคงอยู่ ไปอีกนานแสนนาน
อย่างที่บอกในเมื่อเราจำสรรพคุณของพืชแต่ละต้นไม่หวาดไม่ไหว ครูยาโบราณมีวิธีคร่าวๆที่จะบอกสรรพคุณของส่วนของพืชนั้นๆดังนี้
จากคัมภีร์ฉันทศาสตร์ว่าด้วยเรื่องรสของพืช
" จะกล่าวกำเนิด ทั้งที่เกิดที่อยู่ ทั้งฤดูเดือนวัน อายุปันเวลา อาหารฝ่าสำแลง โรคร้ายแรงต่าง ๆ ยาหลายอย่างหลายพรรณ สิ้นด้วยกันเก้ารส จงกำหนดอย่าคลาศ ยารสฝาดชอบสมาน รสยาหวานซาบเนื้อ รสเมาเบื่อแก้พิษ ดีโลหิตชอบชม เผ็ดร้อนลมถอยถด เอ็นชอบรสมันมัน หอมเย็นนั้นชื่นใจ เจ็บ( เค็ม )ซาบในผิวหนัง เสมหะยังชอบส้ม "
ว่าด้วยภูมิประเทศ
" กำเริมลมที่อยู่เปือก ตอมฟูเยือกเย็น เนื้อหนังเอ็นปูปลา ย่อมภักษาครามครัน เสมหะนั้นโทษให้ ที่อยู่ในชลธาร มันเสพหว่านเนื่องนิจ ดีโลหิตจำเริญ ที่อยู่เถินเนินผา อาหารฝ่าเผ็ดร้อน อนึ่งสัญจรนอนป่า เพื่อภักษางูเห่า กำเริมเร้าร้อนรุม สันนิบาตกุมตรีโทษ นัยหนึ่งโสดกล่าวมา"
ว่าด้วยวันเดือนปีฤดูกาล
" ฤดูว่าเป็นหก ท่านแยกยกกล่าวไว้ เดือนหกในคิมหันต์ ควรเร่งปันเอากิ่ง แรมค่ำหนึ่งถึงเพ็ญ เดือนสิบเป็นคิมหันต์ กับวสันต์ฤดู เป็นสองอยู่ด้วยกัน อย่าหมายมั่นว่าฝน บังบดบนยิ่งร้อน พระทินกร เสด็จใกล้ มาตรแม้นไข้สำคัญ เลือดดีนั้นเป็นต้น แรมลงพ้นล่วงไป ถึงเพ็ญในเดือนยี่อาทิตย์ลีลาศห่าง ฤดูกลางเหมันต์ กับวสันต์เป็นสอง น้ำค้างต้องเยือกเย็น เสมหะเป็นต้นไข้ แรมลงไปเพียงกิ่ง เดือนหกถึงเพ็ญนั้น เข้าคิมหันต์ระคน เหมันต์ปนสีปักษ์ ลมพัดหนักแม้ไข้ กำเริมในวาตา ซึ่งกล่าวมาทั้งนี้ ต้นปลายปีบรรจบ ฤดูครบเป็นหก สี่เดือนยก ควบไว้ ฤดูใดไข้เกิด เอากำเนิดวันนั้น เป็นสำคัญเจ้าเรือน กำเริบเดือนนั้นว่า ในเดือนห้า เดือนเก้า เดือนอ้ายเข้าเป็นสาม เดือนนี้นามปถวี เดือนหกมีกำหนด เดือนสิบหมดเดือนยี่ สามเดือนนี้ธาตุไฟ อนึ่งนั้นในเดือนเจ็ด เดือนสิบเอ็ดเดือนสาม สามเดือนนามธาตุลม เดือนแปดสมเคราะห์เดือนสิบสองเลื่อนเดือนสี่ สามเดือนนี้อาโปกำเริบโรคามี เหตุทั้งสี่กล่าวมา รายเดือนว่าเหมือนกัน"
ว่าด้วยวัย
" อนึ่งสำคัญลมดี กำลังมีไฟ ธาตุภายในแรงยิ่ง อาโปสิ่งทั้งหลาย กำเริบร้ายด้วยเพศ เสมหะเหตุเป็นตน สันนิบาตท้นแรงไข้ กำเนิดในปถวี กำเริบมีกำลัง กำเริบมีกำลัง หนึ่งเด็กยังไม่รุ่น ยามเช้าครุ่นครางไข้ ปฐมวัยพาละ โทษเสมหะพัวพัน หนุ่มสาวนั้นเป็นไป กำลังในโลหิต ไข้แรงพิษเมื่อเที่ยง คนแก่ เพียงพินาศ ไข้บ่ายชาติวาตา ไข้เวลากลางคืน เสมหะฟื้นลมอัคคี สันนิบาตตรีโทษา หนึ่งคลอดมาจากครรภ์ ระวีวันเสารี เตโชมีเป็นอาทิ ศะศิครูปถวี อังคารมีวาโย พุธอาโปศุกร์ด้วย ธาตุนี้ม้วยกับตน โรคระคนทั่วไป ปรึกษาไข้จงมั่น ฤดูนั้นเข้าจับ อายุกับเพลา เดือนวันมาประมวณคงใคร่ครวญด้วยโทษ นัยหนึ่งโสดไข้นั้น แทรกซ้ำกันบางที วาโยดีเจือกัน เสมหะนั้นกับดี เสมหะมีกับลม ใคร่ให้สมอย่าเบา อย่าฟังเขาผู้อื่น คัมภีร์ยื่นเป็นแน่ กำหนดแก้เจ้าเรือน อายุเดือนวันเพลา กำเริบมาเป็นแทรก ไข้มาแซกอย่ากลัว ถึงมุ่นมัวซบเซา ถ้าไข้เจ้าเรือนไป ไข้แขกไม่อาจอยู่ อนึ่งเล็งดูในไข้ พอยาได้จึงยา ไม่รู้อย่าควรทำ จะเกิดกรรมเกิดโทษ ฯ"
เรื่องของนาฬิกาชีวิตคนโบราณกล่าวถึงมานานแล้ว ว่าด้วยกาล ( เวลา )
" จะกล่าวเพศชีพจรจำ เดือนขึ้นค่ำฝ่าบาทา เร่งรีบให้กินยา ตามตำราสะดวกดี สองค่ำอยู่หลังบาท อาจสามารถแก้โรคี กินยาสะดวกดี ตามคัมภีร์ที่มีมา สามค่ำอยู่ศีรษะ ชัยชนะแก่โรคา เร่งถ่ายเร่งผายยา ดีนักหนาอย่างสงสัย สี่ค่ำประจำแขน ตามแบบแผนอันพึ่งใจ ผายยามิเป็นไร โรคใดๆ อันตรธาน ห้าค่ำประจำลิ้น ยาที่กินแล่นเฉียวฉาน วาโยย่อมกล้าหาญ ขึ้นตามตนราก อาเจียน หาค่ำย่อมเรียงราย ทั่วทั้งกายให้คลื่นเหียน ป่วนปั่นให้วิงเวียน ย่อมติเตียนตำรายา เจ็ดค่ำประจำแข้ง ตามตำแหน่งให้ผายยา ระงับดับวาตา ในอุราไม่แดกดัน แปดค่ำอยู่ท้องน้อย ระยำย่อยห้ามกวดขัน กำเริบทุกข์สาระพัน ตำรานั้นว่ามิติ( ดี ) เก้าค่ำประจำมื้อ เร่งนับถือเป็นศุขี ระงับดับโรคี จำเริญศรีอายุนา สิบค่ำประจำก้น ดีล้นพ้นต้องตำรา ชะนะแก่โรคา ดับวาตาถอยลงไป สิบเอ็ดค่ำประจำฟัน ซึ่งห้ามนั้นอย่าสงสัย มักรากลำบากใจ โรคภายในกำเริบมา สิบสองค่ำประจำคาง อย่างละวางในตำรา กำเริบร้ายโรคา อย่าวางยาจะถอยแรง สิบสามค่ำอยู่ขาดี อันโรคีไม่ระแวง ทั้งโรคร้ายก็หน่ายแหนง อย่าควรแคลงเร่งวางยา สิบสี่ค่ำประจำหลัง อย่าพลาดพลั้งเร่งศึกษา ห้ามไว้ในตำรา ทุเลายาลำบากกาย สิห้าค่ำประจำใจ ท่านกล่าวไว้สำหรับชาย อย่าประจุยารุถ่าย อย่ามักง่ายว่าตามมี แรมค่ำหนึ่งจำใจใส่ ประจำใต้ฝ่าตนดี สองค่ำประจำที่ หลังตื่นมีอายุนา สามค่ำอยู่สะดือ อย่านับถือมักรากรา สี่ค่ำอยู่ทันตา จะมรณาม้วยบรรลัย ห้าค่ำประจำสิ้น ห้ามอย่ากินรากพ้นไป หกค่ำอยู่เศียรไซร้ ดับโรคภัยสิ้นทั้งปวง เจ็ดค่ำประจำตัว ย่อมเกรงกลังปะทะทรวง แปดค่ำว่าหนักหน่วง อยู่ในทรวงย่อมจะตาย เก้าค่ำประจำคางเป็นปานกลางคลื่นลงสาย สิบค่ำแขนสบาย ลงง่ายดายเร็วหนักหนา สิบเอ็ดค่ำประจำมือ เร่งนับถือตามตำรา สิบสองค่ำอยู่นาสา หายโรคาอย่าสงสัย สิงสามค่ำอยู่กรรณ์ พยาธินั้นสิ้นสูญไป สิบสี่ค่ำอยู่ปากไซร้ ห้ามมากไว้สิ้นชีวี สิบห้าค่ำอยู่คอ จงรั้งรอตามวิธี กินยาว่ามิดี ห้ามทั้งนี้ตามตำรา ชีพจรนี้สำคัญข้างขึ้นนั้นแลแรมหนา เหมือนกันดังกล่าวมา จะผายยาดูให้ดี บุราณท่านตั้งไว้ คัมภีร์ไซร้สำหรับมี ดับพยาธิโรคี อายุยืนเจริญเอย ฯ "
ว่าด้วยกาลและรสยา น้ำกระสาย
" จะสำแดงสมุฏฐาน กำหนดกาลที่เกิดไข้ ท่านตั้งไว้ประการสี่ ตามคัมภีร์คิริมานนท์ ให้นรชนพึงรู้ สังเกตดูเพลากาล วันหนึ่งท่านแบ่งสี่ยาม คืนหนึ่งตามยามมีสี่ กลางวันมีโมงสิบสอง กลางคืนร้องเรียกว่าทุ่ม แม้นประชุมทุ่มเข้าสาม เรียกว่ายามเหมือนกัน ถ้ากลางวันสามโมงเล่า ท่านนับเข้าว่ายามหนึ่ง ขอท่านพึงกำหนดเถิด ยามเช้าเกิดแต่เสมหัง ยามสองตั้งด้วยโลหิต ยามสามติดเพื่อดี ตกยามสี่เพื่อวาตา ครั้นเพลาพลบค่ำ ยามหนึ่งทำด้วยกองลม ยามสองระดมดีซึมทราบ ยามสามอาบด้วยโลหิต ยามสี่ติดด้วยเสมหะ สมุฏฐานะดังกล่าวมา จงวางยาแซก กระสาย เสมหะร้ายแซกด้วยเกลือ น้ำนมเสือใส่ประกอบ โลหิตชอบกระสายเปรี้ยว ดีสิ่งเดียวชอบรสขม ฝ่ายข้างลมชอบเผ็ดร้อน แพทย์จงผ่อนตามเวลา กระสายยาแซกพลันหาย จะภิปรายในเรื่องรส เปรี้ยวปรากฎเคยสำเหนียก ส้มมะขามเปียกฝักส้มป่อย เปรี้ยวอร่อยน้ำส้มซ่า ขมธรรมดาบรเพ็ดกระดอม ขมเปนจอมดีงูเหลือม เผ็ดพอเอื้อมขิงดีปลี ภิมเสนมีให้ใส่แซก อนึ่งเค็มแปลกนอกจากเกลือ รู้ไว้เผื่อแก้ไม่หยุด มูตร์มนุษย์เปลือกลำภู สองสิ่งรู้เถิดเค็มกร่อย อ่านบ่อยๆให้จำได้ จะได้ใช้แซกจูงยา ในตำราป่วงแปดประการ ตามคัมภีร์โบราณ ซึ่งท่านแต่ก่อนกล่าวเอย "
ดูความละเอียดละออของคนโบราณเถิด ด้วยความห่วงลูกหลานท่านจึงบันทึกความรู้เหล่านี้ไว้ เหมือนท่านมีทิพยญาณว่าในอนาคตลูกหลานจะถึงทางตันในการรักษา
ขอกราบระลึกน้อมถึงคุณครูบาอาจารย์และบรรพบุรุษของเรา
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย จังหวัดนครราชสีมา
ความหลากหลายของพืชในเมืองไทยทำให้ลำบากในการจดจำ พืชบางชนิดทั้ง๕(ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล ) มีสรรพคุณเดียวกันก็ค่อยยังชั่วหน่อย แต่ถ้าสรรพคุณใครสรรพคุณมันอันนั้นหนักหน่อย จำกันไม่หวาดไม่ไหว ถึงเตือนกันอยู่เสมอว่าถ้าไม่รู้ให้ศึกษาอย่างละเอียดถ่องแท้ ต้องให้ถูกต้น ให้ถูกส่วน ยกตัวอย่างเช่น ฝักมะขามเป็นยาระบาย แต่เปลือกมะขามเป็นยาหยุดถ่าย นี่เรียกว่าธรรมชาติมีตัวกันตัวแก้กันอยู่ ต้นไม้บางอย่างมีพิษตัวแก้ก็อยู่ในส่วนอื่นของต้นนั้นก็มีเช่นใบมีพิษเอารากแก้ อันนี้เรียกชงเองกินเอง ทุกวันนี้คนเห็นเงินเป็นใหญ่รู้สรรพคุณของสมุนไพรนิดหน่อยก็เอามาทำขายโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใช้ส่วนไหนของพืช ใช้สดหรือแห้ง ใช้ต้มหรือเผา ฯลฯ มันทำให้นอกจากโรคภัยไม่หายยังเกิดอันตรายได้ นี่เป็นมอดไม้แก่วงการสมุนไพร
แล้วถ้าถามว่าจะทำอย่างไรถึงจะรู้ คำโบราณว่าไว้ เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด เราต้องอ้างถึงคัมภีร์ตำรับตำราต่าง ๆ ที่มีมา เพราะนั่นคือการพิสูจน์ทดลองผ่านยุคสมัยมานาน ผ่านการเป็นตายมามาก จนตกผลึกทางความคิด ค่อยๆศึกษาเรียรู้ซึมซับเรื่องราวต่างๆไป แล้วจะรู้ว่าภูมิปัญญาของบรรพบุรษเรายิ่งใหญ่อลังการ ไม่ล้าสมัย โรคภัยไม่ต่างจากแฟชั่น มันล้าสมัยไปแล้วก็กลับมาใหม่ เทียบกับคัมภีร์โบราณดูจะรู้ว่าโรคที่เกิดขึ้นสมัยนี้เคยเกิดมาแล้วทั้งนั้น มันอาจหายไปและระบาดขึ้นมาใหม่ โลกใบนี้เกิดขึ้นมานาน การเวียนว่ายตายเกิดย่อมยังคงอยู่ ไปอีกนานแสนนาน
อย่างที่บอกในเมื่อเราจำสรรพคุณของพืชแต่ละต้นไม่หวาดไม่ไหว ครูยาโบราณมีวิธีคร่าวๆที่จะบอกสรรพคุณของส่วนของพืชนั้นๆดังนี้
จากคัมภีร์ฉันทศาสตร์ว่าด้วยเรื่องรสของพืช
" จะกล่าวกำเนิด ทั้งที่เกิดที่อยู่ ทั้งฤดูเดือนวัน อายุปันเวลา อาหารฝ่าสำแลง โรคร้ายแรงต่าง ๆ ยาหลายอย่างหลายพรรณ สิ้นด้วยกันเก้ารส จงกำหนดอย่าคลาศ ยารสฝาดชอบสมาน รสยาหวานซาบเนื้อ รสเมาเบื่อแก้พิษ ดีโลหิตชอบชม เผ็ดร้อนลมถอยถด เอ็นชอบรสมันมัน หอมเย็นนั้นชื่นใจ เจ็บ( เค็ม )ซาบในผิวหนัง เสมหะยังชอบส้ม "
ว่าด้วยภูมิประเทศ
" กำเริมลมที่อยู่เปือก ตอมฟูเยือกเย็น เนื้อหนังเอ็นปูปลา ย่อมภักษาครามครัน เสมหะนั้นโทษให้ ที่อยู่ในชลธาร มันเสพหว่านเนื่องนิจ ดีโลหิตจำเริญ ที่อยู่เถินเนินผา อาหารฝ่าเผ็ดร้อน อนึ่งสัญจรนอนป่า เพื่อภักษางูเห่า กำเริมเร้าร้อนรุม สันนิบาตกุมตรีโทษ นัยหนึ่งโสดกล่าวมา"
ว่าด้วยวันเดือนปีฤดูกาล
" ฤดูว่าเป็นหก ท่านแยกยกกล่าวไว้ เดือนหกในคิมหันต์ ควรเร่งปันเอากิ่ง แรมค่ำหนึ่งถึงเพ็ญ เดือนสิบเป็นคิมหันต์ กับวสันต์ฤดู เป็นสองอยู่ด้วยกัน อย่าหมายมั่นว่าฝน บังบดบนยิ่งร้อน พระทินกร เสด็จใกล้ มาตรแม้นไข้สำคัญ เลือดดีนั้นเป็นต้น แรมลงพ้นล่วงไป ถึงเพ็ญในเดือนยี่อาทิตย์ลีลาศห่าง ฤดูกลางเหมันต์ กับวสันต์เป็นสอง น้ำค้างต้องเยือกเย็น เสมหะเป็นต้นไข้ แรมลงไปเพียงกิ่ง เดือนหกถึงเพ็ญนั้น เข้าคิมหันต์ระคน เหมันต์ปนสีปักษ์ ลมพัดหนักแม้ไข้ กำเริมในวาตา ซึ่งกล่าวมาทั้งนี้ ต้นปลายปีบรรจบ ฤดูครบเป็นหก สี่เดือนยก ควบไว้ ฤดูใดไข้เกิด เอากำเนิดวันนั้น เป็นสำคัญเจ้าเรือน กำเริบเดือนนั้นว่า ในเดือนห้า เดือนเก้า เดือนอ้ายเข้าเป็นสาม เดือนนี้นามปถวี เดือนหกมีกำหนด เดือนสิบหมดเดือนยี่ สามเดือนนี้ธาตุไฟ อนึ่งนั้นในเดือนเจ็ด เดือนสิบเอ็ดเดือนสาม สามเดือนนามธาตุลม เดือนแปดสมเคราะห์เดือนสิบสองเลื่อนเดือนสี่ สามเดือนนี้อาโปกำเริบโรคามี เหตุทั้งสี่กล่าวมา รายเดือนว่าเหมือนกัน"
ว่าด้วยวัย
" อนึ่งสำคัญลมดี กำลังมีไฟ ธาตุภายในแรงยิ่ง อาโปสิ่งทั้งหลาย กำเริบร้ายด้วยเพศ เสมหะเหตุเป็นตน สันนิบาตท้นแรงไข้ กำเนิดในปถวี กำเริบมีกำลัง กำเริบมีกำลัง หนึ่งเด็กยังไม่รุ่น ยามเช้าครุ่นครางไข้ ปฐมวัยพาละ โทษเสมหะพัวพัน หนุ่มสาวนั้นเป็นไป กำลังในโลหิต ไข้แรงพิษเมื่อเที่ยง คนแก่ เพียงพินาศ ไข้บ่ายชาติวาตา ไข้เวลากลางคืน เสมหะฟื้นลมอัคคี สันนิบาตตรีโทษา หนึ่งคลอดมาจากครรภ์ ระวีวันเสารี เตโชมีเป็นอาทิ ศะศิครูปถวี อังคารมีวาโย พุธอาโปศุกร์ด้วย ธาตุนี้ม้วยกับตน โรคระคนทั่วไป ปรึกษาไข้จงมั่น ฤดูนั้นเข้าจับ อายุกับเพลา เดือนวันมาประมวณคงใคร่ครวญด้วยโทษ นัยหนึ่งโสดไข้นั้น แทรกซ้ำกันบางที วาโยดีเจือกัน เสมหะนั้นกับดี เสมหะมีกับลม ใคร่ให้สมอย่าเบา อย่าฟังเขาผู้อื่น คัมภีร์ยื่นเป็นแน่ กำหนดแก้เจ้าเรือน อายุเดือนวันเพลา กำเริบมาเป็นแทรก ไข้มาแซกอย่ากลัว ถึงมุ่นมัวซบเซา ถ้าไข้เจ้าเรือนไป ไข้แขกไม่อาจอยู่ อนึ่งเล็งดูในไข้ พอยาได้จึงยา ไม่รู้อย่าควรทำ จะเกิดกรรมเกิดโทษ ฯ"
เรื่องของนาฬิกาชีวิตคนโบราณกล่าวถึงมานานแล้ว ว่าด้วยกาล ( เวลา )
" จะกล่าวเพศชีพจรจำ เดือนขึ้นค่ำฝ่าบาทา เร่งรีบให้กินยา ตามตำราสะดวกดี สองค่ำอยู่หลังบาท อาจสามารถแก้โรคี กินยาสะดวกดี ตามคัมภีร์ที่มีมา สามค่ำอยู่ศีรษะ ชัยชนะแก่โรคา เร่งถ่ายเร่งผายยา ดีนักหนาอย่างสงสัย สี่ค่ำประจำแขน ตามแบบแผนอันพึ่งใจ ผายยามิเป็นไร โรคใดๆ อันตรธาน ห้าค่ำประจำลิ้น ยาที่กินแล่นเฉียวฉาน วาโยย่อมกล้าหาญ ขึ้นตามตนราก อาเจียน หาค่ำย่อมเรียงราย ทั่วทั้งกายให้คลื่นเหียน ป่วนปั่นให้วิงเวียน ย่อมติเตียนตำรายา เจ็ดค่ำประจำแข้ง ตามตำแหน่งให้ผายยา ระงับดับวาตา ในอุราไม่แดกดัน แปดค่ำอยู่ท้องน้อย ระยำย่อยห้ามกวดขัน กำเริบทุกข์สาระพัน ตำรานั้นว่ามิติ( ดี ) เก้าค่ำประจำมื้อ เร่งนับถือเป็นศุขี ระงับดับโรคี จำเริญศรีอายุนา สิบค่ำประจำก้น ดีล้นพ้นต้องตำรา ชะนะแก่โรคา ดับวาตาถอยลงไป สิบเอ็ดค่ำประจำฟัน ซึ่งห้ามนั้นอย่าสงสัย มักรากลำบากใจ โรคภายในกำเริบมา สิบสองค่ำประจำคาง อย่างละวางในตำรา กำเริบร้ายโรคา อย่าวางยาจะถอยแรง สิบสามค่ำอยู่ขาดี อันโรคีไม่ระแวง ทั้งโรคร้ายก็หน่ายแหนง อย่าควรแคลงเร่งวางยา สิบสี่ค่ำประจำหลัง อย่าพลาดพลั้งเร่งศึกษา ห้ามไว้ในตำรา ทุเลายาลำบากกาย สิห้าค่ำประจำใจ ท่านกล่าวไว้สำหรับชาย อย่าประจุยารุถ่าย อย่ามักง่ายว่าตามมี แรมค่ำหนึ่งจำใจใส่ ประจำใต้ฝ่าตนดี สองค่ำประจำที่ หลังตื่นมีอายุนา สามค่ำอยู่สะดือ อย่านับถือมักรากรา สี่ค่ำอยู่ทันตา จะมรณาม้วยบรรลัย ห้าค่ำประจำสิ้น ห้ามอย่ากินรากพ้นไป หกค่ำอยู่เศียรไซร้ ดับโรคภัยสิ้นทั้งปวง เจ็ดค่ำประจำตัว ย่อมเกรงกลังปะทะทรวง แปดค่ำว่าหนักหน่วง อยู่ในทรวงย่อมจะตาย เก้าค่ำประจำคางเป็นปานกลางคลื่นลงสาย สิบค่ำแขนสบาย ลงง่ายดายเร็วหนักหนา สิบเอ็ดค่ำประจำมือ เร่งนับถือตามตำรา สิบสองค่ำอยู่นาสา หายโรคาอย่าสงสัย สิงสามค่ำอยู่กรรณ์ พยาธินั้นสิ้นสูญไป สิบสี่ค่ำอยู่ปากไซร้ ห้ามมากไว้สิ้นชีวี สิบห้าค่ำอยู่คอ จงรั้งรอตามวิธี กินยาว่ามิดี ห้ามทั้งนี้ตามตำรา ชีพจรนี้สำคัญข้างขึ้นนั้นแลแรมหนา เหมือนกันดังกล่าวมา จะผายยาดูให้ดี บุราณท่านตั้งไว้ คัมภีร์ไซร้สำหรับมี ดับพยาธิโรคี อายุยืนเจริญเอย ฯ "
ว่าด้วยกาลและรสยา น้ำกระสาย
" จะสำแดงสมุฏฐาน กำหนดกาลที่เกิดไข้ ท่านตั้งไว้ประการสี่ ตามคัมภีร์คิริมานนท์ ให้นรชนพึงรู้ สังเกตดูเพลากาล วันหนึ่งท่านแบ่งสี่ยาม คืนหนึ่งตามยามมีสี่ กลางวันมีโมงสิบสอง กลางคืนร้องเรียกว่าทุ่ม แม้นประชุมทุ่มเข้าสาม เรียกว่ายามเหมือนกัน ถ้ากลางวันสามโมงเล่า ท่านนับเข้าว่ายามหนึ่ง ขอท่านพึงกำหนดเถิด ยามเช้าเกิดแต่เสมหัง ยามสองตั้งด้วยโลหิต ยามสามติดเพื่อดี ตกยามสี่เพื่อวาตา ครั้นเพลาพลบค่ำ ยามหนึ่งทำด้วยกองลม ยามสองระดมดีซึมทราบ ยามสามอาบด้วยโลหิต ยามสี่ติดด้วยเสมหะ สมุฏฐานะดังกล่าวมา จงวางยาแซก กระสาย เสมหะร้ายแซกด้วยเกลือ น้ำนมเสือใส่ประกอบ โลหิตชอบกระสายเปรี้ยว ดีสิ่งเดียวชอบรสขม ฝ่ายข้างลมชอบเผ็ดร้อน แพทย์จงผ่อนตามเวลา กระสายยาแซกพลันหาย จะภิปรายในเรื่องรส เปรี้ยวปรากฎเคยสำเหนียก ส้มมะขามเปียกฝักส้มป่อย เปรี้ยวอร่อยน้ำส้มซ่า ขมธรรมดาบรเพ็ดกระดอม ขมเปนจอมดีงูเหลือม เผ็ดพอเอื้อมขิงดีปลี ภิมเสนมีให้ใส่แซก อนึ่งเค็มแปลกนอกจากเกลือ รู้ไว้เผื่อแก้ไม่หยุด มูตร์มนุษย์เปลือกลำภู สองสิ่งรู้เถิดเค็มกร่อย อ่านบ่อยๆให้จำได้ จะได้ใช้แซกจูงยา ในตำราป่วงแปดประการ ตามคัมภีร์โบราณ ซึ่งท่านแต่ก่อนกล่าวเอย "
ดูความละเอียดละออของคนโบราณเถิด ด้วยความห่วงลูกหลานท่านจึงบันทึกความรู้เหล่านี้ไว้ เหมือนท่านมีทิพยญาณว่าในอนาคตลูกหลานจะถึงทางตันในการรักษา
ขอกราบระลึกน้อมถึงคุณครูบาอาจารย์และบรรพบุรุษของเรา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

