วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ต้นเขยตาย ปลัดเขยตาย

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา



ยืมภาพต้นเขยตายจาก wwwok.net
ลักษณะปลัดขิกหลวงปู่เมฆ วัดลำกระดาน ขอบคุณภาพจากเวปพลังจิต
หลวงปู่เมฆวัดลำกระดาน พระผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา เจ้าของตำนานปลัดขิกไม้เขยตาย

ห่างหายไปนานเพราะช่วงนี้ไม่ได้เดินป่า ไม่ได้เจอหมอพื้นบ้านเลยไม่มีข้อมูลใหม่ ๆ เว้นแต่จะระลึกความหลังเก็บข้อมูลเก่า ๆ มาบันทึกไว้
ช่วงนี้หันไปสนใจเรื่องว่านและวัตถุมงคล ด้วยความชอบส่วนตัว แต่ก็นั่นแหล่ะ สิ่งเหล่านี้ยังมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกัน ไม่ว่าจะเป็นมวลสารที่ใช้สร้างวัตถุมงคลหรืออิทธิฤทธิ์ของว่านมงคลต่าง ๆ ตามตำนาน ล้วนเป็นเสน่ห์น่าติดตาม มีตำนานมากมายที่พูดถึงไว้ ว่าง ๆ จะนำมาเล่าสู่กันฟัง
ในบรรดาเครื่องราง คนโบราณนิยมสร้างปลัดขิก อาจเพราะง่ายแก่การทำและพก พกได้ตลอดเวลา ปลัดขิกส่วนใหญ่ทำจากไม้มงคล เช่น รัก สัก มะขาม มะยม ฯลฯ แต่มีปลัดขิกที่ทำจากไม้ชนิดหนึ่งที่ทำให้เราสนใจในการซ่อนภูมิปัญาไว้คือปลัดขิกที่ทำจากไม้เขยตาย โดยเฉพาะปลัดขิกไม้เขยตายของหลวงพ่อเมฆ วัดลำกระดาน "เพราะสมัยก่อนงูและสัตว์มีพิษชุกชุมมาก ว่ากันว่าปลัดขิกของท่าน ใครมีไว้ งูไม่กัด ปลิงไม่เกาะ รักษาโรคได้ กันภัยร้าย ค้าขายดี เอกลักษณ์ปลัดขิกของท่านคือ ท่านจะเหลาทั้งเปลือก และไม่ลงอักขระ รูปร่างไม่แน่นอนเพราะท่านเหลาด้วยมือ ช่วงหลังมีลูกศิษย์ท่านช่วยทำ ของปลอมมีมาก คงระบุไม่ได้เว้นแต่ใครได้รับกับมือท่านเอง
ภูมิปัญญาคนโบราณ นอกจากมีตบะแก่กล้า คาถาอาคมสุดยอดขลัง ยังเลือกใช้ไม้ที่คนสมัยนั้นรู้ว่ามีประโยชน์มากมาย ต้นเขยตายเป็นไม้ที่คนอีสานใช้รักษาโรคกันมาแต่โบราณ อีสานเรียก ต้นชมชื่น ศรีชมชื่น การพูดและเขียนเพี้ยนไปตามสำเนียง เรียกว่าเป็นไม้ดีที่คนไม่ค่อยรู้ ปัจจุบันใช้รักษาแค่พิษงูสัตว์กัดต่อย แต่คนเมื่อก่อนใช้รักษาหลายโรคมาก เรียกว่าใครอาการหนักไม่รู้จะใช้อะไรรักษา ลองตัวนี้ไม่เสียหลาย แต่ยังคงต้องรวบรวมข้อมูลกันต่อไป เราเคยเห็นในอินเตอร์เน็ทเล่าประสบการณ์การเป็นมะเร็งมดลูกระยะสุดท้ายนำรากต้นเขยตายมาต้มกินแล้วหาย  อยากให้เป็นเรื่องจริงจัง  คงมีคนรอดตายอีกเยอะ  รู้แต่ว่าต้นนี้ปัจจุบันหายากมาก  เราหาเก็บๆต้นกล้าจากต้นแม่เค้าที่ร่วงๆไว้มาเพาะไว้ได้เยอะพอสมควร  เป็นอีกหนึ่งต้นที่หวงมาก  แต่ใครอยากได้จริงๆ แบ่งให้ได้  อยากให้ปลูกไว้  เมล็ดกินอร่อยดีนะ  หวาน ๆ
ปุณณภา  งานสำเร็จ  เรือง

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

หนุมานประสานกายไม้ง่ายๆที่ควรปลูกประโยชน์เอนกอนันต์

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา



ต้นหนวดปลาหมึกที่คล้ายกันมากกับต้นหนุมานประสานกาย เพราะเป็นไม้ตระกูล Araliaceae เหมือนกัน


ขี้เกียจค้นหารูป ยืมๆละกัน นี่คือหนุมานประสานกายหรือสังกรณีที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว



สังกรณีดอกสีม่วงหรือหญ้าหัวนาคหรือกวาง..แฉะ



บางทีเล่นแต่ไม้ยากๆเหมือนเราทำสนองกิเลสตัวเอง แต่ไม้ง่ายๆที่มีประโยชน์ยังคงต้องให้ความสนใจและมีไว้ค่ะ

ต้นหนุมานประสานกายหรือหมอพื้นบ้านบางคนเรียกว่าต้นสังกรณี จริงๆมีการเรียกต้นไม้หลายๆชนิดว่าสังกรณี คุณจรัสสายฝน อุดมทรัพย์ ปราชญ์รุ่นใหม่ชาวสกลนคร เคยบอกว่าน่าจะเป็นสิบๆชนิด เอาเท่าที่เรารู้จัก ๓ ชนิดนี้แล้วกัน ( แค่นี้คนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จักแล้วล่ะ )

ชนิดที่๑คือต้นหนุมานประสานกายที่เรารู้จักกันดี กระนั้นบางคนยังจำสับสนกับหนวดปลาหมึก

ชนิดที่๒คือหญ้าหัวนาคหรือหญ้หงอนไก่ ชนิดนี้มีดอกสีม่วง สรรพคุณ ประโยชน์ ราก แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ดับพิษไข้ แก้ไอ ใบ แก้กำเดา แก้ไข้หวัดใหญ่ แก้คออักเสบ สังกรณีกระจายพันธุ์ทั่วทุกภาคในไทย พบตามป่าดิบชื้นทั่ว

ชนิดที่๓คือสังกรณีชนิดนี้มีดอกสีส้ม มักนิยมเป็นไม้ประดับทั่วไป

เราเน้นที่คุณประโยชน์ของหนุมานประสานกายเพราะเป็นไม้ที่คนโบราณจะปลูกติดบ้านเอาไว้ เราเคยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับพ่อหมอพื้นบ้านจากสระบุรีเค้าบอกว่าเมื่อก่อนหายากมาก ลูกของแกเป็นโรคเลือดหยุดยากหรือเกล็ดเลือดต่ำ ต้องหาตัวนี้เด็ดเอายอดต้มให้ลูกกินทีละ๗ยอด จนอาการทุเลา และมีการพูดถึงการใช้แก้ช้ำในอย่างรุนแรงจากการถูกทำร้ายร่างกายในหนังสือนิตยสารเพื่อสุขภาพเล่มหนึ่ง นี่น่าจะเป็นที่มาของชื่อหนุมานประสานกาย หนุมานหมายถึงตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ที่ต้องหาต้นสังกรณีตรีชวา  มารักษาพระลักษณ์ที่ถูกหอกโมกขศักดิ์ ส่วนคำว่าประสานกายหมายถึงสรรพคุณในการรักษาอาการบาดเจ็บภายใน นี่เราตีความเอง เพราะคนโบราณตั้งชื่ออะไรย่อมมีความหมายซ่อนอยู่เสมอ ผิดถูกอย่างไรก็ว่ากันเอาเอง ที่เหลือคือสรรพคุณที่รู้กันโดยทั่วไปอยู่แล้วว่าสุดยอดมากเกี่ยวกับโรคปอดและหลอดลม

หนุมานประสานกาย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Schefflera leucantha R. Vig.
วงศ์ : Araliaceae
ชื่ออื่น : -
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 1-4 เมตร แตกกิ่งก้านต่ำใกล้พื้นดิน เปลือกต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล ใบ เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกเรียงสลับ มีใบย่อย 6-8 ใบ รูปรี กว้าง 1.5-3 ซม. ยาว 5-8 ซม. โคนใบแหลม ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบสีเขียวเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกเล็กสีขาวนวล ผล เป็นผลมีเนื้อ รูปทรงกลม ขนาดเล็กส่วนที่ใช้ : ใบสด
สรรพคุณ :
รักษาโรคหืด โรคแพ้อากาศ ขับเสมหะ
รักษาโรคหลอดลมอักเสบ
รักษาวัณโรคปอด แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นเลือด
ตำพอกแผลห้ามเลือด ห้ามเลือด
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
รักษาโรคหืด แพ้อากาศ ขับเสมหะ และโรคหลอดลมอักเสบใช้ใบสดเล็กๆ 9 ใบ ต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า-เย็น เป็นเวลา 49 วัน หืดควรจะหาย
ยาแก้อาเจียนเป็นเลือดใช้ใบสด 12 ใบย่อย ตำคั้นน้ำ 2 ถ้วยตะไล รับประทานครั้งละ 1 ถ้วยตะไล ติดต่อกัน 5-7 วัน
ใช้รักษาวัณโรคใช้เหมือนวิธีที่ 1 ติดต่อกัน 60 วัน แล้ว x-ray ดู ปอดจะหาย แล้วให้รับประทานต่อมาอีกระยะหนึ่ง
สารเคมี : พบ Oleic acid, butulinic acid, D - glucose, D - Xylose, L - rhamnose

http://www.google.co.th/imgres?imgurl=http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/images/hb_82.jpg&imgrefurl=http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_08_12.htm&usg=__q6wqK0FDJUG0cVVZzfvlmBRDcy8=&h=129&w=414&sz=26&hl=th&start=1&sig2=_8WrYIPgVudEeZ7PAn4qNQ&zoom=1&tbnid=Bf30RAukdYiOlM:&tbnh=39&tbnw=125&ei=U6xIToj4DMjqrAfQtN3bAw&prev=/search%3Fq%3D%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%26um%3D1%26hl%3Dth%26sa%3DN%26biw%3D1003%26bih%3D566%26tbm%3Disch&um=1&itbs=1

รู้สรรพคุณของเค้าแล้วก็หามาปลูกไว้เถอะค่ะ ถ้ารู้สึกว่าภายในร่างกายเลือดลมติดขัดไหลเวียนไม่สะดวกก็ลองเอามาต้มกิน คนเราบางทีร่างกายก็บอบช้ำสะสมมาจากสิ่งต่างๆมากมายขาดการดูแล มีผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวว่าหนุมานประสานกายช่วยสลายลิ่มเลือดที่อาจไปอุดตันที่สมอง หัวใจและภาวะเส้นเลือดขอดได้ ลองใช้ดูเถอะค่ะ ไม่มีอันตรายใดๆกันไว้ดีกว่าแก้ ขออย่างเดียวอย่าไปกินผิดต้นกลายเป็นต้นหนวดปลาหมึกก็แล้วกัน

ปุณรภา  งานสำเร็จ  เรื่อง

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ก่อนที่เราจะช่วยใครได้ สำรวจใจตนเองให้ดีก่อน

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา


เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ
...ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) กล่าวว่า เคล็ดลับสู่ความสำเร็จสุดยอดในทางธรรม คือ จะต้องมีสัจจะอันแน่วแน่และมีขันติธรรมอันมั่นคง จึงจะฝ่าฟันอุปสรรค บรรลุความสำเร็จได้
...อาตมามีกฎอยู่ว่า เช้าตีห้าไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง อากาศจะหนาว ต้องตื่นทันที ไม่มีการผัดเวลา แล้วเข้าสรงน้ำ ชำระกายให้สะอาด แล้วจึงได้สวดมนต์และปฏิบัติสมถกรรมฐานหนึ่งชั่วโมง พอหกโมงตรงก็ออกบิณฑบาต เพื่อปฏิบัติตามปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
...ฝึกจิตให้ได้ผลต้องตรงต่อเวลา กลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็เอาอาหารตั้งไว้ ตักน้ำใส่ตุ่ม เสร็จแล้วฉันอาหารเช้า โดยปกติอาตมาฉันมื้อเดียวเว้นไว้มีกิจนิมนต์ จึงฉันสองมื้อ สี่โมงเช้าถึงเที่ยง ถ้ามีรายการไปเทศน์ ก็ไปเทศน์ตามที่นัดไว้ วันไหนไม่ติดเทศน์ก็จะปิดประตูกุฏิทันที ไม่ให้ใครๆเข้าไป ในช่วงเวลานั้นเป็นเวลาศึกษาตำรา เวลาบ่ายโมงจึงออกรับแขก บ่ายสามโมงไม่ว่าใครจะมาอาตมาจะให้ออกจากกุฏิไปหมด เพราะถึงเวลาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ฉะนั้น จุดสำคัญจงจำไว้ เราจะปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น ต้องมีสัจจะเพื่อตน โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร ถึงเวลาทำสมาธิต้องทำ ไม่มีการผัดผ่อนใดๆ ทั้งสิน
หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
1.จะต้องมีสัจจะต่อตนเอง
2.จะต้องไม่คล้อยตามอารมณ์ของมนุษย์
3.พยายามตัดงานในด้านสังคมออก และไม่นัดหมายใครในเวลาปฏิบัติกรรมฐาน
ดังนั้นเมื่อจะเป็นนักปฏิบัติธรรมจำเป็นจะต้องมีกฎเกณฑ์ของเราเพื่อฝึกจิตให้เข้มแข็ง
ทางแห่งความหลุดพ้น
...เจ้าประคุณสมเด็จฯ มักจะกล่าวกับสานุศิษย์ทั้งหลายอยู่เสมอว่าชีวิตมนุษย์อยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยปีก็ต้องตายและถูกหามเข้าป่าช้า ดังนั้นจึงควรประพฤติปฏิบัติอยู่ใน ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏท่านเปรียบเทียบว่า มนุษย์อาบน้ำ ชำระกายวันละสองครั้งเพื่อกำจัดเหงื่อไคลสิ่งโสโครกที่เกาะร่างกาย แต่ไม่เคยคิดจะชำระจิตให้สะอาดแม้เพียงนาที ด้วยเหตุนี้ ทำให้จิตใจของมนุษย์ ยุคปัจจุบันเศร้าหมองเคร่งเครียดและดุดัน ก่อให้เกิดปัญหาความพิการในสังคมความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน จนกระทั่งเกิดความขัดแย้ง และกลายเป็นสงครามมนุษย์ฆ่ามนุษย์ด้วยกัน
แต่งใจ
...ขอให้ท่านได้พิจารณาไตร่ตรองให้จงดีเถิดว่า ร่างกายของเรานี้ไฉนจึงต้องชำระทุกวันทั้งเช้าและเย็นจะขาดเสียไม่ได้ทั้งที่หมั่นทำความสะอาดอยู่เป็นนิจ แต่ยังมีกลิ่นไม่น่าอภิรมย์ออกมา แม้จะพยายามหาของหอมมาทาทับ ก็ปกปิดกลิ่นนั้นไม่ได้ ...ใจของเราล่ะ ซึ่งเป็นใหญ่กว่าร่างกายเป็นผู้สั่งบัญชางาน ให้กายแท้ๆ มีใครเอาใจใส่ชำระสิ่งสกปรกออกบ้าง ตั้งแต่เล็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มันสั่งสมสิ่งไม่ดีไว้มากเพียงใด หรือว่ามองไม่เห็นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง ทำความสะอาดหรือ?
กรรมลิขิต
...เราทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติแล้ว ล้วนแต่มีกรรมผูกพันกันมาทั้งสิ้น ผูกพันในความเป็นมิตรบ้างเป็นศัตรูบ้าง แต่ละชีวิตก็ย่อมที่จะเดินไปตามกรรมวิบากของตนที่ได้กระทำไว้ ทุกชีวิตล้วนมีกรรมเป็นเครื่องลิขิต
อดีตกรรม ถ้ากรรมดี เสวยอยู่
ปัจจุบันกรรม สร้างกรรมชั่ว ย่อมลบล้าง
อดีตกรรม กรรมแห่งอกุศล วิบากตน
ปัจจุบัน สร้างกรรมดี ย่อมผดุง
เรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าเป็นชาวพุทธแล้ว เขาถือว่าเป็นกฎแห่งปัจจังตัง ผู้ที่ต้องการรู้ ต้องทำเอง รู้เอง ถึงเอง แล้วจึงจะเข้าใจ
นักบุญ
...การทำบุญก็ดี การทำสิ่งใดก็ดี ถ้าเป็นการทำตนให้ละทิฏฐิมานะทำเพื่อให้จิตเบิกบาน ย่อมเสวยบุญนั้นในปรภพ มนุษย์ทุกวันนี้ทำแบบมีกิเลส ดังนั้น บางคนนึกว่าเข้าสร้างโบสถ์เป็นหลังๆ แล้วเขาจะไปสวรรค์หรือเปล่า เขาตายไปอาจจะต้องตกนรก เพราะอะไรเล่า เพราะถ้าเขาสร้างด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ เป็นการทำเพื่อเอาบุญบังหน้าในการเสวยความสุขส่วนตัวก็มี บางคนอาจเรียกได้ว่าหน้าเนื้อใจเสือ คือข้างหน้าเป็นนักบุญ ข้างหลังเป็นนักปล้น
ละความตระหนี่มีสุข
...ดังนั้นบุญที่เขาทำนี้ถือว่า ไม่เป็นสุข หากมาจากการก่อกรรม บุญนั้นจึงมีกระแสคลื่นน้อยกว่าบาปที่เขาทำเอาไว้หากมีใครเข้าใจคำว่า บุญ นี้ดีแล้ว การทำบุญนี้จุดแรกในการทำก็เพื่อไม่ให้เรานี้เป็นคนตระหนี่ รู้จักเสียสละเพื่อความสุขของผู้อื่น ธรรมดาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมีทุกข์ก็ควรจะทุกข์ด้วย เมื่อมีความสุขก็ควรสุขด้วยกัน
อย่าเอาเปรียบเทวดา
...ในการทำบุญ สิ่งที่จะได้ก็คือ ระหว่างเราผู้เป็นมนุษย์เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนี้จะเป็นมงคล ทำให้จิตใจเบิกบานดีนี่คือการเสวยผลแห่งบุญในปัจจุบัน ทีนี้การทำบุญเพื่อจะเอาผลตอบแทนนั้น มนุษย์นี้ออกจะเอาเปรียบเทวดา ทำบุญครั้งใด ก็ปรารถนาเอาวิมานหนึ่งหลังสองหลัง การทำบุญแบบนี้เรียกว่า ทำเพราะหวังผลตอบแทนด้วยความโลภ บุญนั้นก็ย่อมจะไม่มีผล ท่านอย่าลืมว่า ในโลกวิญญาณเขามีกระแสทิพย์รับทราบในการทำของมนุษย์แต่ละคนเขามีห้องเก็บบุญและบาปแห่งหนึ่งอันเป็นที่เก็บบุญและบาปของใครต่อใครและของเรื่องราวนั้นๆ กรรมของใครก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของตนๆนั้น ไปตลอดระหว่างที่เขายังไม่สิ้นอายุขัย
บุญบริสุทธิ์
...การที่สอนให้ทำบุญโดยไม่ปรารถนานั้นก็เพื่อให้กระแสบุญนั้นบริสุทธิเป็นขั้นที่นึ่ง จะได้ตามให้ผลทันในปัจจุบันชาติ แต่ถ้าตามไม่ทันในปัจจุบันชาติ ก็ติดตามไปให้เสวยผลในปรภพ คือ เมื่อสิ้นอายุขัยจากโลกมนุษย์ไปแล้ว ฉะนั้น เขาจึงสอนไม่ให้ทำบุญเอาหน้า ทำบุญอย่าหวังผลตอบแทน สิ่งดีที่ท่านทำไปย่อมได้รับสนองดีแน่นอน
สั่งสมบารมี
...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนักปฏิบัติธรรมแล้ว การทำบุญทำทานย่อมเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติจิตให้บรรลุธรรมได้เร็วขึ้นเป็นบารมีอย่างหนึ่ง ในบารมีสิบทัศที่ต้องสั่งสม เพื่อให้สำเร็จมรรคผลนิพพาน
เมตตาบารมี
...การทำบุญให้ทานเพียงแต่เรียกว่า ทานบารมี หากบำเพ็ญสมาธิจิตจนได้ญาณบารมี และโดยเฉพาะการบำเพ็ญทุกอย่างนั้น ถ้าท่านให้โดยไม่มีเจตนาแห่งการให้ ให้สักแต่ว่าให้เขาท่านก็ย่อมได้กุศลเรียกว่าไม่มากและทัศนคติของอาตมาว่าการบำเพ็ญเมตตาบารมีในภาวนาบารมีนั้นได้กุศลกรรมกว่าการให้ทาน
แผ่เมตตาจิต
...ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสัมฤทธิ์ผลนั้น เกิดจากกรรม 3 อย่าง คือ มโนกรรม เป็นใหญ่ แล้วค่อยแสดงออกมาทางวจีกรรม หรือกายกรรมที่เป็นรูป การบำเพ็ญสมาธิจิตเป็นกุศลดีกว่า เพราะว่า การแผ่เมตตา 1 ครั้ง ได้กุศลมากกว่าสร้างโบสถ์ 1 หลัง ขณะจิตที่แผ่เมตตานั้น จะเกิดอารมณ์แจ่มใส สรรพสัตว์ไม่มีโทษภัย ตัวท่านก็ไม่มีโทษภัย ฉะนั้น เขาจึงว่านามธรรมมีความสำคัญกว่า
อานิสงส์การแผ่เมตตา
...ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่า ความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไปเมื่อจิตของเรามีเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคน เมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่าเราผูกมิตรกับเขาๆก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆวัน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้ เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆดวง ดวงวิญญาณทุกๆดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้น จะเสมอแล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป ฉะนั้น ผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้ว โรคที่เป็นอยู่มันจะหายไป ถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย หรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้ว ก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวยได้หรือจะให้มันสบายหายเป็นปกติดั่งเดิมได้
ประโยชน์จากการฝึกจิต
...ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนมีสมาธิแน่วแน่ เมื่อจิตนิ่งก็รู้ตน เริ่มพิจารณาตน รู้ตนเองได้ ปัญญาก็เกิดขึ้น ปัญญานี้เรียกว่า ปัญญาภายในจากจิตวิญญาณ ซึ่งเราจะใช้ปัญญานี้ได้แน่นอน เมื่อเกิดมีปัญหาขึ้นในชีวิตตลอดระยะเวลาอันยาวนานข้างหน้า นี่คือประโยชน์ของการฝึกจิตแล้ว คุณของสมาธิยังเป็นพลังป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัย เจ็บป่วยได้ กล่าวคือ การบำเพ็ญจิต จนจิตสงบนิ่งแล้ว ระบบต่างๆทางประสาทจะได้รับการพักผ่อน เป็นการปรับธาตุในกายให้เกิดพลังจิตเข้มแข็ง กายเนื้อก็จะแข็งแรงกระชุ่มกระชวยด้วย โลหิตในร่างกายจะหมุนเวียนสะดวกขึ้น ความตึงเครียดตามร่างกายและประสาทต่างๆ จะผ่อนคลายเป็นปกติ โรคต่างๆจะลดน้อยลงโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง หายป่วยได้ด้วยการฝึกจิตและเดินจงกรม
คัดลอกจากหนังสือ เรียน ธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน เล่มของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ โตพรหมรังสี

ปุณรภา งานสำเร็จ

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อีซึก ผักพื้นบ้านเศรษฐกิจ

เมื่อวันเสาร์ที่แล้วไปช่วยพี่แพรวพานักศึกษาแพทย์ปี๒ เดินสำรวจพืชสมุนไพรในบ้าน น้องๆนศ.ดูง่วงๆเห็นว่าทำรายงานจนดึก เรารู้สึกกังวล เพราะไม่แน่ใจว่าพวกน้อง ๆ เค้าจะอินกับภูมิปัญญาไทยแค่ไหน เราเริ่มประเดิมด้วยการชี้ให้น้องเค้าดูคุณยายแก่ ๆ ท่านหนึ่ง ก่อนเล่าว่า รู้มั๊ยสมัยที่น้ำลูกยอของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรดัง เภสัชกรดอกเตอร์สุภาพร ปิติพร ท่านบอกให้ลูกน้อง น้อง ๆ ทีมงานของท่าน ให้ไปตระเวณซื้อลูกยอมาทำเป้นน้ำหมัก ท่านให้ข้อสังเกตว่า ถ้าบ้านไหนเห็นคนแก่ ๆ นั่งหน้าบ้านให้เข้าไปถามเลย บ้านนั้นต้องมีต้นยอ เรามองเห็นความกระตือรือล้นของน้อง ๆ นศ. ขึ้นมาอย่างชัดเจน ก่อนจะแย่งกันถามสลอน เหรอคะ/ครับ ทำไมล่ะ ต้นยอหน้าตาเป็นยังไง เราเลยเปิดเรื่องว่าตามภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย กล่าวว่า คนแก่ เจ็บป่วยด้วยธาตุลม นั่นคือจะมีอาการเวียนหัวเป็นลมได้ง่าย โดยเฉพาะช่วงเวลา บ่ายสอง และตีสอง การเวียนหัว มักเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ คนโบราณจะกินลูกยอสุก เพราะเป็นยาร้อน ช่วยเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต ทั่วร่างกาย เลือดลมดี อะไรก็ดีไปหมด แต่ข้อห้ามคือ คนท้องห้ามกิน เพราะ ความร้อนของลูกยอ อาจทำให้แท้งได้ น้อง ๆ ทึ่งกันมาก เหมือนเค้าไม่เคยรู้เรื่องแบบนี้มาก่อน เราคิดในใจว่าอย่างนี้ไหวแน่ มีเรื่องเล่าอีกเพียบ เราพาน้อง ๆ เดินชี้ต้นไม้ง่าย ๆ ละเรื่อยไปตามรายทาง เพื่อให้เค้ารู้ว่าทุกต้นมีความมหัศจรรย์ในตัวมันเอง หลาย ๆ ต้นเราเคยเห็น แต่ไม่เคยรู้เกี่ยงกับมัน เราออกตัวว่าทุกอย่างมาจากหนังสือ ตำรา การบอกเล่าของหมอพื้นบ้าน เราคงไม่มีความสามารถไปลองทำดูได้ทุกสูตร เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องไปศึกษา เรียนรู้และพัฒนาเพิ่มเติม วันนั้นอากาศค่อนข้างร้อน แต่น้อง ๆ ก็สู้ไม่ถอย เราพาเดินตากแดด คุยเรื่องต้นไม้ไปเรื่อย ๆ ไม้เล็ก ๆ และต้นหญ้า ส่วนใหญ่สรรพคุณทางยาทั้งต้นหรือที่เรียกว่าทั้งห้า จะเป็นสรรพคุณเดียวกัน ส่วนไม้ต้นใหญ่เวลาใช้ต้องระวัง เพราะราก ลำต้น ใบ ดอก ผล สรรพคุณอาจตรงข้ามกันสิ้นเชิง ต้องศึกษาดี ๆ ว่าอะไรใช้แทนกันได้ อะไรใช้แทนกันไม่ได้ อะไรมีพิษ อะไรไม่มีพิษ และถ้าเจอไม้มีพิษ ต้องแก้ด้วยอะไร ไม้ทุกต้นมีเรื่องเล่าตำนาน เพราะเค้าอยู่มานานมาก เราได้แต่หวังว่า รุ่นเค้าคงสามารถนำไปขยายผลเพื่อสุขภาพของประชาชนได้ ในอนาคต ฝากความหวังรุ่นต่อ ๆ ไปไว้ที่เด็กรุ่นใหม่ที่ดูฉลาดและกระตือรือล้น ขากลับน้องที่สถานีอนามัยเอารถมาส่ง พอเห็นต้นอีซึก น้องผู้ชายรีบลงไปเก็บฝัก เก็บเมล็ด หาต้นกล้าที่พึ่งงอกจ้าละหวั่น เค้าบอกว่าที่บ้านเค้าที่อยู่ครบุรี ขายยอดซึกได้เงินเป็นกอบเป็นกำ กินสดก็ได้ ลวกกินกับน้ำพริกก็ได้ขายดีมาก เราเลยรับปากว่าจะหาต้นกล้าไปฝากเที่ยวหลัง ไม่ยักรู้ว่าไม้ที่ไม่มีใครต้องการ กลับมีมูลค่าเชิงเศรษฐกิจกับคนกลุ่มหนึ่งขนาดนี้ น่าตื่นเต้นกับความรู้ใหม่นี้ ต้นอะไรก็แล้วแต่ถ้าทำเงินได้ อย่างน้อยมันจะไม่สูญพันธุ์แน่นอน
ปุณณภา งานสำเร็จ เรื่อง

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554

อีซึก ตายสิบเกิดแสน

เมล็และฝักอีซึก

เมล็ดและฝักอีซึกชัดๆ


อีซึกน้อยขึ้นสลอน

ต้นซึกยังคงยืนรอปั่นจั่นอยู่ เค้าอาจรอด แต่น่าแปลกนะ อย่าคิดว่าต้นไม้ไม่มีหัวใจ ปีนี้ซึกติดฝักดกมาก ร่วงมาเป็นเดือนแล้วก็ยังไม่หมด มีท่านผู้สนใจท่านหนึ่งคือคุณอิ๋ว ขอชมเมล็ดอีซึก พึ่งได้ถ่ายรูปเค้าค่ะ แถมด้วยซึกน้อยที่ขึ้นเต็มไปหมด "ตายสิบเกิดแสน" จริง ๆ

ปุณณภา งานสำเร็จ  เรื่อง/ภาพ

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2554

ทุกคนเกิดมามีหน้าที่ที่ต้องทำ

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา





ยาย อยู่ เพียงเดียวดาย ในป่า

ยิ้ม แย้ม ทุกเวลา หยัดสู้

เย้ย ทุกข์ ลำบาก ทนอยู่

ยาก แค้น เรียนรู้ พยายาม


ดูยายยิ้ม จากรายการคนค้นคน ด้วยชอบคนแก่เป็นทุนเดิม คิดว่าจะได้ดูชีวิตคนแก่ที่เรียบง่าย น่ารัก ธรรมดา ๆ แต่พอดูไป น้ำตาเริ่มซึม แล้วมันก็เริ่มไหล จากนั้นก็ปล่อยโฮออกมาเลย บอกไม่ถูกจริง ๆ ว่ารู้สึกยังไง จนถึงตอนนี้น้ำตายังคงไหลออกมาตลอดจนแทบมองไม่เห็นตัวหนังสือที่จะพิมพ์ เกินนิยามที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดใด ๆ ความยิ่งใหญ่มิใช่สิ่งปลูกสร้างใด ๆ แต่มันคือหัวใจอันยิ่งใหญ่ของคนเล็ก ๆ คนหนึ่ง ที่เกิดมาอย่างรู้จริงว่าชีวิตคืออะไรและอยู่เพื่ออะไร "พวกเรามีในสิ่งที่ยายยิ้มขาด และขาดในสิ่งที่ยายยิ้มมี" สิ่งที่น่าละอายในความรู้สึกของเราคือ เราเคยคิดอยู่เสมอว่าตัวเราเองได้ทำประโยชน์มาแล้วไม่น้อย แต่พอถึงตอนนี้เรากลับบอกตัวเองว่าจริง ๆ แล้วเรายังไม่ได้ทำอะไรเลย สิ่งที่ยายยิ้มทำยิ่งใหญ่กว่าสิ่งมหัศจรรย์ของโลกตามที่รายการคนค้นคนได้พูดไว้ ต้องขอบคุณรายการนี้เป็นที่สุด ใครจะรู้ว่า ในป่าอันห่างไกลมีคนแก่ตัวเล็ก ๆ ที่มีหัวใจอันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ทำในสิ่งที่ยายยิ้มเชื่อ

"รักในหลวง พระราชินี ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินท่านยังทำ ยายอยากทำได้แบบที่เขาแนะ ท่านไม่เห็น ผีสางเทวดาต้องเห็น ว่ายายทำจริงด้วยความจริงใจ"
"ทำฝาย หากเกินกำลังมันเกินอยู่แล้ว ถ้าไม่มีความพยายามทำไม่ได้หรอก"
"ถ้าวันนี้เราเหนื่อย กำลังหมด พรุ่งนี้แรงมันก็มีมาเองใหม่"

ยายยิ้มหญิงชราผู้ซึ่งไม่มีอะไรเลย แต่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาดอะไรเลย ยายยิ้มผู้ซึ่งกินข้าวไม่เคยอิ่มท้องแม้แต่มื้อเดียว และเคยอดข้าวนานถึงเจ็ดวัน กลับนำเงินทั้งหมดที่ได้มาถวายพระ และเป็นผู้ให้อยู่ตลอดเวลา คนที่ไม่มีอะไรจะให้อะไรได้อย่างไร ยายยิ้มมีความหวังอยากให้แม้แต่ศพของแกเองเพื่อจะได้มีโอกาสเป็นอาจารย์ในที่สุด นั่นคือ ความหวังครั้งสุดท้ายของยายยิ้ม หญิงชราตัวเล็ก ๆ ในป่ากว้างที่เราขอกราบคารวะอย่างสุดหัวใจ

"เดินไปวัดไกลๆ ไม่ท้อหรอก เหนื่อยก็หยุด อยากไปเจอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เห็นแล้วชื่นใจ สุขใจ ใครจะว่านรก นี่คือสวรรค์ของยาย ทางสวรรค์มันรก ทางนรกมันเรียบ ไปนรกมันง่ายกว่าสวรรค์"

เหนือคำบรรยายใด ๆ ถึงเวลาถามตัวเองว่าที่ผ่านมาเราเรียนอะไรและเรารู้อะไร ห้องเรียนที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ?



ปุณณภา งานสำเร็จ



๑๓ มีนาคม ๒๕๕๔

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ช่อกัลปพฤกษ์ กับคำอธิฐาน

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา



หน้าตาของกาฝากกาฝาก ( กาฝากที่ขึ้นต้นกาฝากอีกที จะเรียกว่ากาฝากซ้อนกาฝากได้ป่ะ )

ต้นกาฝากโชคร้ายที่โดนกาฝากเกาะ เห็นแล้วอยากหัวเราะ เหนือฟ้ายังมีฟ้า



ดูหน้าตากาฝากกาฝากชัดๆกันอีกซักหน่อย ตำราพ่อผู้ใหญ่วิบูลย์ บอกว่ารูปร่างเค้าคล้ายริบบิ้น ก็จริงนะ



กาฝากต้นกัลปพฤกษ์ ตอนแรกนึกว่าใบเค้า เชอะ หลอกเรา




ใบอ่อนกัลปพฤกษ์ น่ารักดี เขียวหวานเชียว





ถ่ายรูปดอกไม้สวย ๆ ไม่เคยสวยเลย ขี้เกียจถ่ายแล้วอ่ะ




ยังตูมเต่ง


นี่รูปของเค้ารูปนี้สวยดีเราชอบ ยืมมาแบบไม่บอกเจ้าของอ่ะ

กัลปพฤกษ์ที่สำนักงานออกดอกแล้วสวยจัง ธรรมชาติยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ การให้ที่ไม่เรียกร้องการตอบแทนใด ๆ ถ้าวันหนึ่งเรามีที่เราจะปลูกต้นไม้ทุกต้นไว้ให้ผู้คนได้มาเรียนรู้ศึกษากัน แต่ตอนนี้ต้องไปหาดูตามป่าข้างทางไปก่อนละกัน ถ่ายรูปอยู่ดี ๆ แหมนึกว่าเป็นใบของกัลปพฤกษ์ แต่กลายเป็นใบกาฝากซะนี่ ที่สำนักงานมีต้นกาฝากเยอะมาก ในตำราของพ่อผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิมได้พูดถึง ประโยชน์ของกาฝากทุกชนิดว่าต้มกินหรือตากแห้งบดผงบรรจุแคปซูลก็ได้ สำหรับโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะกาฝากของกาฝากยิ่งดีสุดยอด เย้ๆๆๆ ไม่อยากจะบอกเรยยยยว่าพึ่งไปเจอกาฝากของกาฝากมาหยก ๆ ที่ป่าละเมาะข้างทางไม่ไกลจากที่ทำงานเท่าไหร่ ยังหัวเราะสมน้ำหน้ากาฝากที่โดนกาฝากขึ้นเลยว่าเป็นไงล่ะ ฮาๆๆ ไม่ยักรูว่าเค้าคือสุดยอดยาตัวหนึ่ง นับถือ ๆ

กลับมาเรื่องกัลปพฤกษ์อีกรอบ ใคร ๆ ที่ชอบไม้มงคลอย่าพลาดต้นนี้ ตำนานมหัศจรรย์จริง ๆ เราขี่มอเตอร์ไซด์ดูไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่จะออกดอกดกงามทุกต้นนะ บางต้นออกดอกหรอมแหรมน่าสงสาร ( เจ้าของ ) ต้นที่เราเห็นออกดอกเต็มต้น คนสวนปลูกไว้ข้างต้นคูณซึ่งเป็นไม้วงศ์เดียวกัน เพราะงี้รึเปล่าเค้าถึงออกดอกงาม แค่ตั้งข้อสังเกตนะ อย่ามาถือสาเราเลย

กัลปพฤกษ์
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia bakeriana Craibวงศ์ : LEGUMINOSAE - CAESALPINIACEAEชื่อสามัญ : Wishing Tree, Pink Showerชื่ออื่น : กานล์ (เขมร-สุรินทร์) ชัยพฤกษ์ (ภาคเหนือ)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง เปลือกนอกสีเทา แตกกิ่งต่ำทอดกิ่งก้านยาวขึ้นสู่ข้างบน เวลาออกดอกสวยงามมาก เพราะในระยะนี้ต้นไม้จะทิ้งใบจนหมด มีแต่ช่อดอกออกแน่นเป็นกลุ่มตลอดกิ่งและติดทนอยู่ได้หลายวัน ชอบขึ้นอยู่ตามป่าเบญจพรรณแล้งภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางครั้งพบขึ้นอยู่บนเทือกเขาหินปูน ใบ เป็นช่อ ยาวถึง 35 ซม. ใบย่อยมี 5-6 คู่ เป็นรูปบรรทัดสั้นๆ ยาว 4.5-8.5 ซม. กว้าง 1.7-3.0 ซม. ปลายแหลมหรือเป็นติ่ง มีขนละเอียดอ่อนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน ด้านท้องใบจะมีขนหนาแน่นกว่าด้านหน้าใบ ก้านใบย่อยสั้นมากยาวเพียง 2 มม. ดอก เกิดบนช่อแบบไม่แตกกิ่งก้าน ยาว 4.0-7.5 ซม. ออกมาตามกิ่งก้าน ตลอดกิ่งมีใบประดับแทรกชัดเจน ก้านดอกยาวประมาร 6 ซม. ดอกสีชมพูเมื่อเริ่มบาน แล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูเรื่อๆ จนถึงสีขาว ระยะนี้บริเวณโคนต้นจะเต็มไปด้วยกลีบดอกสีขาวที่ทะยอกันร่วงหล่นจากต้น กลีบรองดอกยาว 9-12 มม. กลีบดอกแยกจากกันเป็นอิสระ แต่ละกลีบมีขนาดเกือบเท่าๆ กัน เป็นรูปไข่ยาว 3.5-4.5 ซม. กว้าง 1.2-2.5 ซม. ปกคลุมด้วยขนละเอียดบางๆ ทั้ง 2 ด้าน ที่ฐานกลีบดอกจะคอดเข้าหากันเป็นส่วนของก้านกลีบดอกสั้นๆ ยาวเพียง 5 มม. เกสรผู้มีขนาดยาวไม่เท่ากัน มีอยู่ 3 อัน คล้ายคลึงกับกัลปพฤกษ์ ได้แก่ C. agnes (de Witt) Brenan และ กาลปพฤกษ์ C.javanica L. จึงทำให้มีผู้เข้าใจไขว้เขว เรียกชื่อสามัญสับสน ปะปนกันไป C. agnes มีเขตกระจายพันธุ์ อยู่ในแถบอินโดจีน แตกต่างกับกัลปพฤกษ์ตรงที่ช่อดอกแยกแขนง ดอกใหญ่กว่า และสีเข้มกว่า ส่วน C.javanica นั้น มีเขตกระจายพันธุ์ทางภาคใต้ของไทยลงไปถึงมลายู และอินโดเนเซีย แตกต่างกับกัลปพฤกษ์ตรงที่ฝักแก่ไม่มีขนปกคลุม ใบย่อยมีจำนวนคู่มากกว่า (6-15) คู่ และกลีบรองกลีบดอกมีขนาดสั้นประมาณ 5 มม. เท่านั้น ทั้งสองชนิดนี้เวลาออกดอกไม่ทิ้งใบ และลำต้นเมื่อยังมีอายุน้อยจะมีหนามแข็งๆ ตามลำต้น เกิดจากกิ่งที่ชะงักงัน
ประโยชน์ : เนื้อไม้และเปลือกมีสารฝาดใช้ฟอกหนัง ฝัก ใช้เป็นยาระบายอย่างอ่อน ถือเป็นไม้มงคลที่น่าหามาปลูกตามความเชื่อที่ว่า "บ้านเรือนใดปลูกกัลปพฤกษ์ไว้จะมีโชค มีชัย"
ที่มาข้อมูลบางส่วน : ข้อมูลพรรณไม้ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

อ่านตำนานเค้าซะก่อน อลังการมากกกกกกก
กัลปพฤกษ์ ต้นไม้สารพัดนึก จากข้อมูลในพจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้พูดถึงเรื่องกัลปพฤกษ์ไว้ว่า “ตามคติโบราณเชื่อกันว่า ต้นกัลปพฤกษ์มีอยู่ในแดนสวรรค์ หากผู้ใดปรารถนาสิ่งใด ก็อาจจะไปนึกเอาจากต้นไม้นี้ได้ ดังนั้น สมัยโบราณจึงได้มีการทำรูปแบบจำลองต้นกัลปพฤกษ์ต้นไม้สารพัดนึกขึ้น โดยเกี่ยวเนื่องกับงานที่เป็นพิธีหลวง บางโอกาสเพื่อใช้เป็นที่ติดเงินปลีกสำหรับทิ้งทานให้แก่คนยากจน ตัวอย่างเช่น งานพระราชทานเพลิงพระศพหรือศพ เช่น การพระราชทานเพลิงศพท้าวสมศักดิ์ ที่วัดสุวรรณาราม ในรัชกาลที่ 1 มีหมายรับสั่งว่า “อนึ่ง ให้สมุห์บัญชีจัตุสดมภ์เบิกไม้ไปทำโรงโขนโรงหุ่น แล้วให้จัดแจงต้นกัลปพฤกษ์ไม้เสียบลูกกัลปพฤกษ์ แลกระไดขึ้นต้นกัลปพฤกษ์ให้พร้อม” กับ “ให้เกณฑ์ผลมะกรูด ผลมะนาว ขุนหมื่นเข้าส้มทิ้งทาน ตำรวจรักษาต้นกัลปพฤกษ์วันละ 2 ต้น” ทั้งนี้ โครงพุ่มของต้นกัลปพฤกษ์ โดยทั่วไปมักทำเป็นโครงไม้ผูกเป็นพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ แต่ละชั้นจะติดลูกมะนาว มะกรูด ซึ่งเจาะให้เป็นรูใส่เงินปลีกไว้ข้างใน ใต้พุ่มทำยกพื้นขึ้นเสมอระดับตา ใช้เป็นที่ยืนทิ้งทาน เมื่อถึงเวลาทิ้งทาน พนักงานซึ่ง “นุ่งสมปักลายเสื้อครุย สวมลอมพอก” จะพาดกระไดขึ้นไปยืนอยู่บนยกพื้นใต้พุ่มต้นกัลปพฤกษ์ แล้วดึงลูกส้ม มะนาว มะกรูด ที่เสียบปลายไม้ที่เหลาเรียวยาวคล้ายคันเบ็ด วัดเหวี่ยงให้ลูกส้มปลิวไปตกห่างๆ ต้นกัลปพฤกษ์ คนที่รออยู่ข้างล่างก็จะกลุ้มรุมเข้าชิงลูกส้มกันอย่างสนุกสนาน กัลปพฤกษ์หรือต้นไม้สารพัดนึกจำลองนี้ จัดเป็นสิ่งปลูกสร้างประกอบด้วยศิลปลักษณะประเภทหนึ่ง เป็นประเพณีนิยมที่มีแต่โบราณ แล้วค่อยเสื่อมความนิยมลงในตอนปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ต่อมาในระยะหลังๆ ก็ยังจัดทำต้นกัลปพฤกษ์จำลองขึ้นอีก ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานศพแล้ว แต่จะเป็นงานเทศกาลรื่นเริง เช่น ปีใหม่ ก็จะนำสลากของขวัญไปติดไว้ที่ต้นกัลปพฤกษ์ ให้ผู้ร่วมงานได้สอยกัลปพฤกษ์รับของขวัญกันเป็นที่สนุกสนาน สำหรับปัจจุบัน ต้นไม้ที่เรียกกันว่า กัลปพฤกษ์ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cassia bakeriana Craib อยู่ในวงศ์ Leguminosae มีชื่อพื้นเมืองที่เรียกกันต่างไปในแต่ละท้องถิ่นของไทย คือ กัลปพฤกษ์ (ภาคกลาง, ภาคเหนือ), กานล์ (เขมร-สุรินทร์), ชัยพฤกษ์ (ภาคเหนือ) เป็นต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ผลัดใบ สูงราว 12-15 เมตร เรือนยอดแผ่กว้าง เปลือกสีเทา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายคู่เรียงสลับมีขนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน และจะทิ้งใบหมดยาม ออกดอกระหว่างเดือนมกราคม-เมษายน เป็นไม้ขนาดเล็กที่มีดอกดกมาก ออกเป็นพวงห้อยลง หรือเป็นช่อตั้งขึ้นตามกิ่งหรือซอกใบ ดอกมี 5 กลีบมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอยู่ตรงกลาง ออกดอกสะพรั่งทั่วทุกกิ่งก้าน แลดูสวยงามไปทั้งต้น มีกลิ่นหอม ยามแรกบานเป็นสีชมพูอ่อนสดใสและค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาว ไปเรื่อยๆ จนใกล้ร่วงโรย ส่วนผลเป็นฝักกลม สีน้ำตาลดำ ยาวประมาณ 20-30 ซม. ภายในมีเมล็ดแบนๆ กลมรีสีน้ำตาลเป็นมันเรียงตัวอยู่ราว 30-40 เมล็ด เนื่องจากกัลปพฤกษ์มีดอกดกสวยงาม จึงมักปลูกเป็นไม้ประดับตามอาคารบ้านเรือนและถนนหนทางต่างๆ แต่ประโยชน์ทางด้านพืชสมุนไพรก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะเนื้อในฝัก ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ, เมล็ด ใช้บำรุงธาตุ แก้ไข้จับสั่น หืด ริดสีดวง แน่นหน้าอก ขับลม โลหิตพิการ ถ่ายพยาธิ และแก้ปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนัง และร่างกาย เป็นต้น ปัจจุบัน ต้นกัลปพฤกษ์เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานประจำจังหวัดขอนแก่น
ปุณณภา งานสำเร็จ  เรื่อง/ภาพ

วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

หญ้าแห้วหมู มุดธรณี สมุนไพรรักษาอาการขาดธาตุดิน

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา



อ่านประวัติของหลวงปู่ดู่ พระที่เรานับถือมาก ๆ องค์หนึ่ง ซึ่งท่านมีเมตตาบารมีสูงมาก มีอยู่ตอนหนึ่งที่ผู้เขียนเล่าว่า "วันหนึ่ง.. ทางบ้านส่งข่าวมาว่าบิดาผู้เขียนป่วยหนัก เข้าห้องไอซียู อาการน่าเป็นห่วงโอกาสรอดตาย ๑๐% ลูกศิษย์ของผู้เขียนคนหนึ่ง ชื่อ ประเสริฐได้เดินทางไปวัดสะแก เรียนให้หลวงปู่ทราบท่านบอกว่า"อธิษฐาน เอากายทิพย์ของพ่ออาจารย์เขามาข้าจะแผ่เมตตาให้ถ้าบุญดีไม่ถึงคราวก็รอดถ้าถึงคราวก็ไปสวรรค์เปลี่ยนตัวซะก่อนให้เขามารับบุญไป"ประเสริฐก็เดินทางมาบอกผู้เขียนผู้เขียนพร้อมพระหลายๆ องค์ ก็นั่งสมาธิภาวนาแผ่เมตตาโดยอ้างเอากุศลที่ได้บวชเรียน ส่งกุศลไปให้บิดาประกอบกับพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อหวล ภูริภัทโทได้ตรวจดูชะตาบอกว่า ยังไม่เป็นไรร่างกายขาดธาตุดิน ให้เอาหญ้าแห้วหมูโบราณเรียกว่า "มุดธรณี" ต้มให้กินผู้เขียนก็ใจชื้นขึ้น แต่ก็ไม่วางใจมีพระลูกศิษย์ที่นั่งมโนมยิทธิ ได้ลงไปที่สำนักพระยายมราชเห็นมีรายชื่ออยู่จึงอธิษฐานให้รอดตายได้ขอให้ท่านรอด จะสร้างพระให้องค์หนึ่งผู้เขียนรับฟังรายงาน ทำใจเป็นปกติตอนเช้าขณะออกไปบิณฑบาตได้แวะเข้าไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลพอเข้าไปเห็นบิดา อาการผิดกับแต่วันก่อน"
เรื่องปาฏิหาริย์ขององค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เราไม่เคยสงสัย เพราะเชื่อว่ามีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของท่านเหล่านั้นคุ้มครองประเทศไทยนี้อยู่ แต่ได้อ่านถึงเรื่อง หญ้าแห้วหมูหรือมุดธรณีที่หลวงพ่อหวล ภูริภัทโท ได้ตรวจดูดวงชะตาและระบุว่าผู้ป่วยท่านนี้ขาดธาตุดิน ให้นำมาต้มกิน จึงอยากบันทึกไว้ เผื่อใครจะได้น้อมนำไปใช้กัน และอย่าลืมอธิษฐานอุทิศบุญให้แก่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านผู้นำภูมิความรู้นี้มาใช้และเผยแพร่ ย่อมจะเป็นผลดีแก่ตนเองอย่างยิ่ง
เราคงไม่ต้องพูดถึงหญ้าแห้วหมูมากนัก เนื่องจากเคยพูดไปบ้างแล้ว คนแต่โบราณถือเป็นยาอายุวัฒนะชั้นเยี่ยม คนปัจจุบันใช้นำมาลดไขมันในเลือด
แต่ไหน ๆ ก็รวบรวมไว้อีกซักหน่อยละกัน
หญ้า แห้วหมูหรือหญ้าขนหมู เป็นสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหยเป็นส่วนประกอบ นิยมนำส่วนหัวที่อยู่ใต้ดินมาใช้ทำยา มีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา คือ มีฤทธิ์ยับยั้งการหดเกร็งและการบีบตัวของลำไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา ต้านเชื้อมาลาเรีย ต้านเชื้อไวรัส ฆ่าแมลง แก้ไข้ แก้ปวด ต้านมะเร็ง แก้อาเจียน ทำให้น้ำหนักตัวลดลง กดการทำงานของหัวใจ กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว ปัจจุบันมีการนำหญ้าแห้วหมูไปเข้าตำรับยาแก้ปวด แก้โรคกระเพาะ แก้ปวดประจำเดือน เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีการวิจัยพบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

ในตำรับยาไทย หัวหญ้าแห้วหมูมีสรรพคุณ บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงครรภ์ แก้ธาตุพิการ ช่วยให้เจริญอาหาร ขับพยาธิไส้เดือน ขับลม ช่วยย่อยอาหาร แก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้บิด ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ ใช้พอกดูดพิษ ทาแก้แมลงกัดต่อย แก้กระษัย ส่วนใบ ใช้ห้ามเลือด

การ ใช้หญ้าแห้วหมูบำรุงสุขภาพ จะใช้แบบเดี่ยวในรูปชาชง หรือแบบตำรับยาก็ได้ ขึ้นกับวัตถุประสงค์ มีผู้มีประสบการณ์โดยตรงในการใช้หญ้าแห้วหมูเล่าว่า ท่านใช้แบบบดเป็นผงปั้นกับน้ำผึ้งเป็นลูกกลอนรับประทาน ตั้งแต่อายุ 40 กว่าปี จนย่างเข้าวัย 60 ปีแล้วยังแข็งแรงกระชุ่มกระชวย หูตาสว่างไสว ไม่มีโรคเบียดเบียน

ใช้ ในรูปแบบชาชงหรือต้ม ถ้าทำเป็นชาก็นำส่วนหัวมาบดเป็นผงให้ละเอียด หรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ คั่วให้เหลือง ใช้ชงกับน้ำร้อนดื่ม หรือนำเอาหัวแห้วหมูทุบให้แหลก ต้มดื่ม เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ปวดเมื่อย ช่วยให้หูตาสว่าง บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ ลดไขมัน ลดความดันโลหิต ลดไข้ แต่ต้องระวังอย่าให้มีปริมาณเข้มข้นมากเกินไป เพราะจะเป็นอันตรายต่อหัวใจ จะไปบีบหัวใจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้

สำหรับ ตำรับยาที่มีสรรพคุณลดไขมันในร่างกาย คือ แห้วหมูทั้ง 5 (ถอนเอาทั้งต้นจนถึงราก) จำนวนมากน้อยตามต้องการ ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำไปคั่วไฟให้เหลือง ใช้ชงกับน้ำร้อนดื่มเป็นชาลดไขมันในร่างกาย

ใช้ลดความอ้วน มีตัวยา หัวแห้วหมูหนัก 5 บาท หัวกระชายหนัก 5 บาท บอระเพ็ดหนัก 4 บาท มะตูมอ่อนแห้งหนัก 4 บาท เหงือกปลาหมอหนัก 10 บาท พริกไทยล่อนหนัก 10 บาท ส่วน ผสมทั้งหมดบดละเอียด นำไปปั้นกับน้ำผึ้งเป็นยาลูกกลอนขนาดเท่าเม็ดพุทรา เก็บไว้รับประทานก่อนนอนทุกคืน นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณช่วยแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ และเป็นยาอายุวัฒนะด้วย

ตำรับ ยาอายุวัฒนะของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ตัวยาประกอบด้วย พริกไทยดำ 10 เม็ด ดีปลี 10 ดอก หัวแห้วหมู 10 หัว ตัวยาทั้งหมดบดเป็นผงละเอียด ชงกับน้ำผึ้งแท้ รับประทานก่อนนอน ตำรากล่าวว่า ยาตำรับนี้ให้ทำเฉพาะในวันเสาร์เท่านั้น และรับประทานให้หมดในวันนั้นด้วย มิให้เหลือทิ้งไว้ และเสาร์ต่อไปค่อยทำใหม่ ผู้ใช้ยาตำรับนี้ร่างกายจะปราศจากโรคภัย มีอายุยืนยาวนับ 100 ปี

แก้ ลมสลักอก อาการแน่นอก จุกอก รับประทานอาหารไม่ได้ มีตัวยา หัวแห้วหมู ใบมะตูม ผักคราดหัวแหวน ขิงแห้ง เถาบอระเพ็ด ใบหนาด ดอกดีปลี พริกไทย น้ำหนักเสมอภาค บดเป็นผงให้ละเอียด ใช้ชงกับน้ำต้มสุก หรือผสมกับสุรา รับประทานเช้า-เย็น

ยาแก้โรคลมอัมพาต ยาแก้โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ตำรับที่ ๑ ท่านให้เอา หัวกระเทียม ๓๐ หัว ( หั่นกลางออกเป็น ๒ ซีก ) ตากแดดให้แห้ง ชั่งน้ำหนักไว้ ขิงแห้ง ๑ หัวแห้วหมู ๑ โคกกระสุน ๑ เอาตัวยาทั้ง ๓ อย่างนี้ รวมชั่งน้ำหนักให้เท่ากับน้ำหนักของหัวกระเทียมทั้งหมด นำมาใส่ หม้อดินต้ม ใช้น้ำยารับประทานต่างน้ำชาสรรพคุณ แก้โรคลมอัมพาต มีอาการมือเท้าตาย ให้ดีนักแลฯ
ยาแก้โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ตำรับที่ ๓ ท่านให้เอา แก่นขี้เหล็ก ๒ บาท ตรีผลา สิ่งละ ๒ บาท ใบมะกา ๒ บาท แห้วหมู ๒ บาท ตองแตก ๒ บาท บอระเพ็ด ๒ บาท ขมิ้นอ้อยแห้ง ๒ บาท โกฐน้ำเต้า ๒ บาท เทียน ทั้ง๕ สิ่งละ ๕ บาท ฝักราชพฤกษ์ ๒ บาท ดีเกลือ ๒ บาท ยาดำ ๕ บาท เอายาทั้งหลายใส่หม้อดินต้ม ใช้น้ำยารับประทานก่อนอาหาร เช้า - เย็น ครั้งละ ๑ แก้วสรรพคุณ รักษาโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เส้นพิการ ปวดเส้น ปวดขา และปวดตามข้อ ได้ผลดีนักแลฯ
ยาแก้โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ตำรับที่ ๗ ยาแก้อัมฤกษ์ อัมพาต ท่านให้เอา เหงือกปลาหมอ ๒ บาท ขิง ๒ แง่ง แห้วหมู ๑ บาท พริกไทยร่อน ๑ ซอง (ที่เขาขาย) เกลือแกง ต้มดื่ม ก่อนอาหารสรรพคุณ แก้ลมอัมพฤกษ์ อัมพาต เส้นเอ็นพิการ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ได้ผลดีชะงัดนักแลฯ
ข้อมูลจากสารศิลปยาไทย

รสเผ็ด หอมปร่า บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น อืดเฟ้อ บำรุงกำลัง บำรุงทารกในครรภ์ ขับลม เป็นยาอายุวัฒนะ ขับความเย็น ระงับปวด แก้หวัดลม หวัดหนาว แก้ปวดท้องเนื่องจากเสพกามกิจมาก ปวดเมื่อยขา หลังคลอด แน่นหน้าอก บวมลม ใช้หมักทำให้เกิดแป้งข้าวหมาก แป้งเหล้าได้ดี ใช้ร่วมกับเถาสะค้าน กระวาน ดีปลี ผสม ทำแป้งเหล้า นำมากลั่นได้เหล้ายาบำรุงกำลัง
ความลับของหัวหญ้าแห้วหมู

๑. แก้ไข้ได้ดี ทั้งต้นทั้งหัว ล้างสะอาดต้มน้ำดื่ม
๒. แก้โรคบิด เอาหัวแห้วหมู บดกับขิงแก่ปั้นเป็นลูกยาลูกกลอน ผสม น้ำผึ้งแท้
๓. แก้ปัสสาวะขัด หัวหญ้าแห้วหมูสดๆ ล้างให้สะอาด ตากแห้งบด ละเอียดปั้นลูกกลอนกิน แก้ปัสสาวะขัดดีมาก
๔. แก้ผื่นคัน หัวแห้วหมูบดละเอียด ผสมน้ำมันมะพร้าวเล็กน้อย ทา ที่เป็นบ่อยๆ จะทุเลาลง จนหายไปในที่สุด
๕. รักษาแผลสด ใช้ต้นและใบหญ้าแห้วหมู โขลกใส่น้ำปูนใสเล็กน้อยเอามาพอกแปะกดที่แผลเลือดจะหยุดไหล
๖. บำรุงธาตุ ใช้หัวแห้วหมู ๑ ฝ่ามือ ต้มเอาน้ำดื่มแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ใช้เป็นยาเจริญอาหาร ขาวเปอร์เซียร์ใช้หัวแห้วหมู ๖-๘ หัวบดกับขิงแก่ ๔-๕ แว่น ผสมกับน้ำผึ้ง กินเป็นยาขับลมในลำไส้ แก้ ปวดท้อง
๗. ยาอายุวัฒนะ ใช้หัวหญ้าแห้วหมูล้างน้ำให้สะอาด เคี้ยวกินหรือ ทุบให้แหลกและไปคั่วไฟ ชงกินต่างน้ำชา จะทำให้หายปวดเมื่อย ฟันแน่นแย็งแรง ไม่ชรา ดวงตาสว่างไสวดี แม้อายุจะมาก หรือไข้หัว แห้วหมูแห้ง ๔ ส่วน พริกไทย ๑ ส่วน ลูกแป้ง ๑ ส่วน โขลกละเอียดปั้น น้ำผึ้งเม็ดเท่าพุทรา กินวันละ ๒ เม็ด เช้าและก่อนนอน
๘. ลดไขมัน เอาหัวแห้วหมูทั้งหัว หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้ง คั่วไฟให้เหลือง ใช้ชงกับน้ำร้อนกินต่างน้ำชา
๙. ระงับอาการหอบหืด เพราะมีฤทธิ์ต้านการทำงานของสาร ฮิสตามิน
๑๐. ลดความดันโลหิต ยาชงหัวแห้วหมู ทำให้ ความดันโลหิตลดลง ใช้หัวแห้วหมู ๑ ส่วน กับน้ำร้อน ๑๐ ส่วน จะได้ผลดีที่สุด
๑๑ แก้อาเจียน
๑๒. ลดอาการปวดเกร็งในลำไส้
๑๓. แก้นิ่วกรดในทางเดินปัสสาวะ หัวแห้วหมูมีสารชนิดหนึ่ง สามารถละลายก้อนนิ่วกรด ที่เกิดจากการกินอาหารพวกเนื้อสัตว์มาก เกินไป
๑๔. บำรุงหัวใจ ถ้ากินน้อยเป็นยาบำรุงหัวใจ ถ้ากินมากเกินไป จะบีบหัวใจทำให้หัวใจหยุดเต้น
๙. ระงับอาการหอบหืด เพราะมีฤทธิ์ต้านการทำงานของสาร ฮิสตามิน
๑๐. ลดความดันโลหิต ยาชงหัวแห้วหมู ทำให้ ความดันโลหิตลดลง ใช้หัวแห้วหมู ๑ ส่วน กับน้ำร้อน ๑๐ ส่วน จะได้ผลดีที่สุด
๑๑ แก้อาเจียน
๑๒. ลดอาการปวดเกร็งในลำไส้
๑๓. แก้นิ่วกรดในทางเดินปัสสาวะ หัวแห้วหมูมีสารชนิดหนึ่ง สามารถละลายก้อนนิ่วกรด ที่เกิดจากการกินอาหารพวกเนื้อสัตว์มาก เกินไป
๑๔. บำรุงหัวใจ ถ้ากินน้อยเป็นยาบำรุงหัวใจ ถ้ากินมากเกินไป จะบีบหัวใจทำให้หัวใจหยุดเต้น
๑๕. ระงับเชื้อแบคทีเรีย น้ำมันหอมระเหย ที่มีอยู่ในหัวแห้วหมู สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ สแต๊ฟ ได้แต่เพียงอย่างเดียว ( เชื้อนี้ทำให้เกิดฝีเจ็บคอและท้องเสีย)
๑๖. ระงับเชื้อรา หัวหญ้าแห้วหมูนำมาสกัดด้วยแอลกอฮอล์ จะได้สาร ที่ต้านเชื้อราได้
๑๗. ปวดท้องเพราะมากในกามกิจ แห้วหมู หญ้าเปลือกหอย ใบบัวบก อย่างละครึ่งตำลึง ตำแหลก เอาน้ำชงเหล้า รับประทาน ใช้กาก พอกที่สะดือ

ยาลดความอ้วน
๑. บอระเพ็ด๒. มะตูมอ่อนแห้ง๓. หัวกระชาย๔. หัวแห้วหมู๕. เหงือกปลาหมอ๖. พริกไทยอ่อน
๔๔๕๕๑๐๑๐
บาทบาทบาทบาทบาทบาท
วิธีทำ
บดเป็นผงผสมน้ำผึ้ง ปั้นลูกกลอนขนาดเม็ดพุทรา
วันละ ๑ เม็ด ก่อนนอนทุกคืน
ลดความอ้วน บำรุงร่างกายให้แข็งแรง แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
ข้อมูล จากสารศิลปยาไทย(๒๓)

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 4 (หมอเมือง อภิญญา สันยาสี บภ.)

ยาขนานนี้มีที่มาจากภาคใต้ของไทยเรา มีคนใช้กันเยอะ เพราะอยู่ในดงของอิสลามซึ่งชาย 1 คนสามารถมีภรรยาได้ 4 คน ภรรยาจึงต้องแข่งขันกันเพื่อให้สามีรักที่สุด ร.ต.อ.เปี่ยมได้นำมาเผยแพร่ แต่ผู้เขียนได้ตำรานี้จากน้องชายซึ่งเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์อินทร์ วัดโขลงคูบัว ราชบุรี ท่านแนะนำให้คุณหญิงคุณนายที่สามีแอบไปมีเมียน้อยทำกิน สามีกลับมาหาทุกราย ผู้เขียนก็มียานี้ไว้ประจำสำหรับคนมีปัญหาดังว่า ตำรายามีดังนี้
1. หัวไพล 1 ขีด 2. ขมิ้นอ้อย 1 ขีด
3. ขมิ้นชัน 1 ขีด 4. หัวแห้วหมู 1 ขีด
5. หัวกระชาย 1 ขีด 6. พริกไทยล่อน 2 ขีด
ต้องทำเป็นยาผงก่อน แล้วผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอน รับประทานก่อนนอนวันละไม่เกิน 2 เม็ดในพุทรา ถ้ารับประทานมากจะผายลมตลอด หรือถ้าเป็นคนธาตุร้อนหรือโรคไตไม่ควรกิน เพราะเป็นยาร้อน คนเฒ่าแก่กินดีมาก จะบำรุงธาตุไฟให้บริบูรณ์ และขับผายลมได้ดียิ่ง ตำราว่าแม้สตรีจะมีบุตรสัก 10 คนก็ยังเหมือนสาวน้อย

ตำรับต่อมาเป็นตำรายาที่ขึ้นชื่อมาก ส่วนมากหมอยาในกรุงเทพ ฯ และภาคกลางล้วนรู้จักและปรุงกินกันมาก แต่ท่านว่าอายุหนุ่มน้อยกินไม่สู้ดี เพราะธาตุไฟแรงจะเผาร่างกายให้ผ่ายผอม เหมาะสำหรับคนอ้วนต้องการลดความอ้วนกินยานี้น่าจะดี ตัวยามีดังนี้
1. เปลือกทิ้งถ่อน 2. เปลือกตะโกนา 3. เถาบอระเพ็ด 4.เมล็ดข่อย
5. หัวแห้วหมู 6. หัวกระชาย 7.พริกไทยล่อน
ยาทั้งหมดสัดส่วนเท่ากัน ตากแห้งบดผงผสมน้ำผึ้งกินก่อนนอน วันละ 1-2 เม็ด ท่านว่ากินได้ 1 เดือนตัว
พยาธิ์ลำไส้ออกมาหมด หายจากอาการปวดเมื่อยอ่อนเพลียโดยไม่ต้องอาศัยหมอนวดบีบ การหมุนเวียนโลหิตดี เลือดลมไหลสะดวก เรื่องอย่างว่าก็สู้บ่ยั่นเหมือนกัน ถ้าเป็นพระทำฉันให้งดกระชายเสีย เพราะเป็นยาบำรุงกามารมณ์

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 19 บำรุงร่างกาย
1. หัวขิง 2. หัวข่าเล็ก 3. หัวแห้วหมู 4.เถาบอระเพ็ด
5.ดอกดีปลี 6. กระเทียม 7. รากแจง 8.สมอเทศ
9. สมอไทย 10.สมอพิเภก 11.สมอดีงู 12.ลูกมะขามป้อม
สมุนไพรทั้งหมดนี้ใช้สัดส่วนเท่ากัน ตากแดดให้แห้งดีแล้วจึงทำเป็นยาผง ใช้ละลายน้ำร้อนรับประทานก่อนอาหารเย็น ทำให้นอนหลับสบาย ท้องไส้ทำงานดีไม่มีลมเบียดเบียน ร่างกายกลับแข็งแรง คนแก่ก็จะกลับเป็นหนุ่มสาว
เอายาทั้งหมดนี้มาตำเข้าด้วยกัน แล้วใส่โหลหรือกระปุกเก็บไว้รับประทานก่อนอาหาร หรือก่อนนอน เป็นยาขับถ่ายสิ่งโสโครกออกจากร่างกาย ถ้ารับประทานประจำโรคภัยหายหมด ผิวพรรณวรรณะก็ดีงาม กลิ่นตัวกลิ่นปากหรืออื่น ๆ จะหายไปหมด

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 21 บำรุงร่างกาย
ยานี้ชื่อยากำลังราชสีห์ ตัวยามี 5 อย่างด้วยกันคือ
1. เถาบอระเพ็ด 2. หัวแห้วหมู 3. หัวกระชาย
4. พริกไทยล่อน 5.เกลือสะตุ
เอาตัวยาทั้งหมดมาตำเข้าด้วยกันแล้วใส่โหล ใส่สุราให้ท่วมยา ปิดให้สนิทแล้วนำไปฝังโคลนที่ชายน้ำในวันแรม 14 ค่ำ พอขึ้น 15 ค่ำของอีกเดือนหนึ่งจึงไปขุดขึ้นมารับประทาน ก่อนอาหารเย็นครั้งละ 1 ถ้วยตะไล จะแข็งแรง ปราศจากโรคภัยทั้งปวง จะมีกำลังดุจหนุมาน คำว่าแก่จะไม่มี ท่านว่าผู้มีบุญวาสนาเท่านั้นจึงได้รับประทาน แต่เรื่องการหมักโคลนนั้นมีเหตุผลทีต้องการความเย็น สมัยนี้ใส่ตู้เย็นย่อมเหมาะสมกว่า

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 34 บำรุงร่างกาย
1. ขมิ้นอ้อย 2. ผักเสี้ยนผี 3.โคกกระสุน 4. หัวแห้วหมู
ตากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำผึ้ง กินก่อนนอนวันละ 1 เม็ดพุทรา ทำให้เจริญอาหาร แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 35.บำรุงร่างกาย
เรื่อย ๆ รูปร่างจะเปลี่ยนแปลง ผิวพรรณผุดผ่องอ้วนท้วนสมบูรณ์ ผู้กินยานี้อายุได้ 160 ปี
ยาอายุวัฒนะขนานที่ 36. บำรุงสายตา
เอาหัวแห้วหมูมาล้างให้สะอาด แล้วคั่วไฟ แล้วทุบให้แตก นำมาชงดื่มแบบน้ำชา แก้ปวดเมื่อยอ่อนเพลีย
ร่างกายแข็งแรง ตาสว่างดุจคนหนุ่ม ฟันทนแข็งแรง ร่างกายกลับเป็นหนุ่มสาว

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 38. บำรุงร่างกาย
1. เมล็ดข่อย 2. พริกไทยล่อน 3. หัวแห้วหมู 4. หัวบัวขม
5. หัวกระชายแก่ 6. ผักเสี้ยนผี 7. โคกกระสุน 8.เนื้อสมอทั้ง 3อย่างละ 10

เอามาทุบดองสุรา กินก่อนอาหารเย็น กินประจำอายุยืนถึง 100 ปี แข็งแรงทำงานหนักได้ดุจคนหนุ่ม

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 51 แก้กามตายด้าน
1. โด่ไม่รู้ล้ม 2. หัวกระชาย 3. พริกไทยล่อน 4. โสมแดง
5. ลูกยอ 6. เหงือกปลาหมอแดง 7. ดอกดีปลี 8. ฟ้าทะลายโจร
9.หัวแห้วหมู

ทำเป็นยาผงผสมน้ำผึ้งปั้นเม็ดขนาดเม็ดพุทรา รับประทานวันละ 2 เม็ดก่อนอาหาร ร่างกายจะแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ความรู้สึกทางเพศจะดีมาก

เลือกศึกษาเลือกใช้เอาแต่พอเหมาะพอควร แล้วแต่ผู้ใดจะถูกธาตุถูกโรค และใช้ธรรมะเป็นยาขนานเอกสำหรับทุก ๆ โรค ทุก ๆคน ด้วยจะได้ผลแน่นอน

หัวและต้นของหญ้าแห้วหมู  ภาพจาก www1.mod.go.th

ปุณณภา งานสำเร็จ  เรื่อง

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

กาฝาก พืชเบียนที่มีคุณอนันต์

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา




ระโยงระยางจนหากิ่งต้นเดิมไม่เจอ
ส่วนรอยต่อที่กาฝากไปเกาะต้นแม่

กาฝากเกาะต้นหว้า สรรพคุณแก้ท้องเสีย ดอกเค้าน่ารักดีนะ


กาฝากต้นขี้เหล็ก


กาฝากต้นขี้เหล็กฝีมือ หยก ถ่าย

กาฝากต้นสน


กาฝากบนต้นพฤกษ์


แหมถ่ายภาพได้สวยเหมือนกันแฮะ ต้นพฤกษ์ต้นนี้โดนกาฝากอาศัยว่านานแล้ว สีน้ำตาลเป็นย่อม ๆ คือกาฝากที่มาดูดกินแต่เค้าก็ยังอยู่ได้ แต่ที่น่ากลัวกว่ากาฝากคือ ตอนนี้รอรถปั้นจั่นมาโค่นเค้าอยู่
เราพึ่งรู้จักกาฝากได้ไม่กี่ปี เรานึกว่าเค้าเป็นไม้ต้นนั้นซะอีก กว่าจะรู้ว่านี้คือกาฝากซึ่งเป็นพืชเบียน เค้าเติบโตได้ดีจริง ๆ งามมาก จนบางทีแทบไม่รู้ว่าต้นนั้นใบจริงเค้าเป็นยังไง แต่แม้จะมีให้เห็นในธรรมชาติไม่มีใครเอากาฝากมาปลูกได้เอง ต้องรอให้ธรรมชาติจัดสรรเท่านั้น กาฝากมะม่วงกะล่อนถือเป็นสุดยอดสมุนไพรลดความดันโลหิต และกาฝากไม่ว่าจะขึ้นต้นไหนจะสามารถนำมารักษาตามสรรพคุณของตนนั้น ๆ ทันที เช่น ขึ้นต้นหว้าก็มีสรรพคุณฝาดสมานเหมือนเปลือกหว้า ขึ้นต้นทองกวาวก็ช่วยเรื่องความสวยความงามเหมือนทองกวาว ยิ่งกาฝากที่นำไปใช้ทำวัตถุมงคล ยิ่งมหัศจรรย์พันลึกไปใหญ่ อย่างเช่นกาฝากรัก กาฝากสวาท ของอะไรที่มนุษย์ทำขึ้นเองไม่ได้ แต่ธรรมชาติจัดสรรให้ ไม่เรียกว่ามหัศจรรย์ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี ต้นไม้บางต้นหายากแล้ว ยิ่งต้นที่มีกาฝากมาเกาะอีกคิดดูว่าจะหายากขนาดไหน

กาฝาก เป็นพืชที่อาศัยเกาะขึ้นกับพืชอื่น และแย่งอาหารจากพืชที่เกาะอยู่และบางชนิดก็แย่งอาหารจากพวกกาฝากด้วยกันพืชพวกกาฝากจะมีรากชนิดหนึ่งเรียกว่า รากเบียนที่แทงทะลุเปลือกไม้เข้าไปถึงขั้นเยื่อสร้างความเจริญเติบโตของพืชที่อาศัยอยู่ พืชกาฝากแบ่งออกเป็น 2 พวกคือ

๒.๑พวกเบียนลำต้นเป็นพืชในวงศ์ลแรนทาซิอีซึ่งมีหลายสกุล และมากมายหลายชนิด พบขึ้นทั่วไปตามต้นไม้ต่างๆ และมักเรียกชื่อตามต้นไม้ที่เกาะเบียนอยู่ เช่น กาฝาก มะม่อง กาฝากก่อตาหมู เป็นต้น

๒.๒พวกเบียนรากมีหลายวงศ์ เช่น วงศ์ขนุนดิน อาศัยเกาะกินรากต้นไม้ป่าชนิดต่างๆ ตัวอย่างเช่น ขนุนดินลําต้นแยกแขนงสั้นๆ ชิดกันเป็นกระปุกใหญ่สีน้ำตาล ผิวขรุขระ ส่วนโหราเท้าสุนัข ซึ่งใช้เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งนั้น ลำต้นแยกแขนงข้อนข้างห่างกัน วงดอกดิน อาศัยเกาะกินอาหารจากรากไผ่ วงบัวผุด ได้แก่ กระโถนฤาษี ดอกตูม และ ก้อนกลมๆ สีขาว เวลาบานจะเห็นภายในเป็นสีน้ำหมากประเหลือง กลิ่นไม่ชวนดม
แล้วกระบวนการไหนหรือใครที่เป็นตัวขยายพันธุ์กาฝากให้ไปเกาะต้นโน้นต้นนี้สัตว์ชนิดนั้่นคือนกกาฝากหรือนกสีชมพูสวนนั่นเอง
นกกาฝาก (Flowerpecker) เป็นนกในวงศ์ Dicaeidae ที่มีขนาดตัวเล็กมาก ส่วนมากจะมีความยาวตัวไม่เกิน 10 เซนติเมตร มีปากสั้น หางสั้น เป็นวงศ์ของนกที่ใกล้เคียงกับวงศ์ของนกกินปลี (Nectariniidae) เพราะมีลิ้นที่ยาวมากเหมือนกัน ลิ้นนี้ใช้สำหรับดูดกินน้ำหวานจากดอกไม้ แต่มีลักษณะของจะงอยปากไม่เหมือนกัน จะงอยปากของนกกาฝากจะหนาและสั้น ไม่เรียวยาว และโค้งลงเหมือนนกกินปลี นกกาฝากตัวผู้และตัวเมียมีสีตัวต่างกัน นกตัวเมียจะมีสีซีดกว่าและไม่สวยงามเหมือนนกตัวผู้ โดยนกตัวเมียจะมีขนสีน้ำตาลอมเหลือง ท้องสีขาวหรือครีม สีของนกตัวเมียหลายชนิดในวงศ์นี้คล้ายคลึงกันมากจนแทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นชนิดใด ส่วนนกกาฝากตัวผู้จะมีสีน้ำตาลเข้มกว่านกตัวเมีย นกตัวผู้บางตัวจะมีสีอื่นแซมที่บนหัว หลัง หรือ สะโพก เช่น สีเหลือง แดงหรือส้ม

นกกาฝากส่วนมากชอบหากินอยู่ตามยอดไม้ มีบางชนิดเท่านั้นที่ลงมาหากินบริเวณไม้พื้นล่าง (undergrowth) หากินเป็นกลุ่มเล็กๆ 2-5 ตัว กินแมลงเป็นอาหารหลัก บางครั้งกินน้ำหวานและละอองเกสรของดอกไม้ อาหารที่นกกาฝากชอบมากอีกอย่างหนึ่งคือลูกไม้สุก โดยเฉพาะลูกไทร และลูกกาฝาก เนื่องจากนกกาฝากเป็นนกขนาดเล็ก และชอบเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้สังเกตเห็นได้ยาก มักจะได้ยินเสียงร้องมากกว่าที่จะได้พบเห็นตัวนก

นกในวงศ์นกกาฝากนี้มีด้วยกันทั้งหมด 54 ชนิด แต่ที่พบในเมืองไทย มี 10 ชนิด ที่รู้จักกันดีมากที่สุดคือ นกสีชมพูสวน (Dicaeum cruentatum) เป็นนกที่พบเห็นได้เสมอเกือบทุกที่แม้แต่ในบริเวณบ้านพักอาศัย นกชนิดนี้จัดเป็นนกที่สวยที่สุดในหมู่นกกาฝากทั้งหมด โดยเฉพาะสีขนของนกตัวผู้ตั้งแต่กระหม่อมไปถึงโคนหางเป็นสีแดงเลือดนก นกตัวเมียมีหลังสีน้ำตาลอมเหลือง โดยเฉพาะโคนหางเท่านั้นที่เป็นสีแดงเลือดนก ดูแล้วไม่สวยงาม เหมือนนกตัวผู้



นกกาฝากทั้ง 2 เพศ จะช่วยกันทำรัง รังของนกพวกนี้มีลักษณะบอบบางแตกต่างจากรังของนกอื่นๆ มันจะใช้เยื่อใยอ่อนๆ ของต้นไม้ ใบไม้ เช่น ปุยนุ่น ปุยงิ้ว เป็นต้น มาสร้างรังโดยใช้ใยแมงมุมมาเชื่อมรัดกันให้เป็นรัง รังมีรูปร่างคล้ายกระเป๋าใบเล็กๆ ขนาดประมาณ 5 x 7 เซนติเมตร ยึดติดอยู่กับ แขนงไม้ มีทางเข้าออกเล็กๆ ทางด้านบน พอที่จะให้นกบินเข้าออกได้ แม่นก จะวางไข่ครั้งละ 2-3 ฟอง ไข่มีขนาดเล็กมากประมาณเท่าไข่จิ้งจก มีสีขาว ทั้งพ่อนกและแม่นกจะช่วยกันกกไข่และเลี้ยงลูกอ่อน

ใครก็ตามที่ได้ยินชื่อ นกกาฝาก ก็มักจะนึกถึงอีกาเอาไว้ก่อนแต่ความจริงแล้วนกกาฝากไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับอีกาแม้แต่น้อย ทั้งขนาด รูปร่าง สีสัน และอุปนิสัย แต่นกชนิดนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญกับต้นกาฝาก ซึ่งเป็นต้นไม้จำพวกปรสิตชนิดหนึ่ง ชอบขึ้นอยู่บนต้นไม้อื่นๆ เห็นได้ทั่วๆ ไปแม้ตามสวนผลไม้ และต้นไม้ ผลบริเวณบ้านพัก สมัยก่อนอาจ มีการเข้าใจกันว่าอีกาเป็นผู้แพร่ พันธุ์ต้นไม้ชนิดนี้ แต่เท่าที่ศึกษาดูไม่เคยปรากฏว่า อีกาจะให้ความสนใจหรือเข้ามาข้องแวะกับต้นกาฝากเหล่านี้เลย

นกกาฝากนอกจากจะกินแมลงและน้ำหวานแล้ว มันยังชอบกินลูกไม้สุกอีกต่างหาก และลูกไม้ที่มันชอบที่สุดคือลูกไทรสุก และลูกกาฝาก ซึ่งจัดเป็นอาหารที่สำคัญที่สุดของนกและสัตว์อื่นๆ เมื่อกินอิ่มแล้ว มันจะบินไปเกาะพักตามที่ต่างๆ หลังจากอาหารย่อยแล้วมันก็จะถ่ายมูล ออกมา เมล็ดที่ไม่สามารถย่อยได้ก็จะถูกขับออกมาพร้อมกับมูลของนก ในขณะถ่ายมูลนั้น มันชอบทำก้นกระดกต่ำๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายๆ ครั้ง คล้ายกับจะเช็ดก้นกับกิ่งไม้ ทำให้เมล็ดติดแน่นกับกิ่งไม้แล้วก็งอกงามอยู่บนกิ่งไม้นั้นเอง ต้นกาฝากและต้นไทรเหล่านี้ก็จะเจริญเติบโตมีผลเล็กๆ อีกมากมาย เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของนกกาฝากและนกอื่นๆ

ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปสำรวจสัตว์ที่เกาะแตน จังหวัด สุราษฎร์ธานี ได้พบนกสีชมพูสวนจำนวนมากบนเกาะนี้ นกชนิดนี้ได้แพร่พันธุ์ต้นกาฝากไปทั่วทั้งเกาะ ต้นไม้ทั้งใหญ่และเล็กเต็มไปด้วยต้นกาฝาก บางต้นแทบจะมองไม่เห็นใบของต้นเดิมเลย ต้นกาฝากเหล่านี้จะดูดเอาสารอาหารจากต้นไม้ที่มันเกาะมาเลี้ยงตนเอง ถ้าต้นไม้ต้นใดมีต้นกาฝากมาอาศัยอยู่มากเกินไป จนอาหารที่มันหามาได้มีไม่พอ ต้นไม้ต้นนั้นก็จะตาย นอกจากนกกาฝากแล้ว ยังได้พบว่าบนเกาะนี้มีนกกินปลีชนิดหนึ่ง คือ นกกินปลีอกเหลือง (Nectarinia jugularis) ซึ่งมีจำนวนมากเกือบเท่านกสีชมพูสวน และนกชนิดนี้ก็มีพฤติกรรมการกินอาหารและขยายพันธุ์ ต้นกาฝากได้ดีเช่นเดียวกัน
ที่มา
ตำรับยาลดความดันโลหิตสูงของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
ยารักษาความดันโลหิตสูงขนานที่ ๑
ส่วนผสมของตัวยากาฝากมะม่วงทั้งห้า (ต้น ใบ ราก) สดๆ โดยการตัดเอามาจากต้นมะม่วงอะไรก็ได้ เอามาสับเป็นชิ้นเล็กๆ ๑ กก.วิธีปรุงยาเอากาฝากมะม่วงสดๆ สับเป็นชิ้นๆ รวมทั้งใบและรากที่เกาะกิ่งมะม่วง เอามาตากแดดให้แห้งสนิท ซึ่งจะต้องตากหลายๆ แดดจากนั้นเอามาเก็บเอาไว้ในภาชนะที่ปิดฝามิดชิด เวลาเอามาใช้ ก็เอามาใส่ลงไปในหม้อดินสัก ๒ กำมือ เติมน้ำให้ท่วมพอสมควร ต้มเคี่ยวให้เดือดอ่อนๆ ด้วยเวลาประมาณ ๑๕-๒๐ นาทียกลงปล่อยเอาไว้ให้เย็นไปเองขนาดรับประทานดื่มเช้า กลางวัน และเย็น ครั้งละ ๑ แก้ว หรือดื่มแทนน้ำชาก็ได้ทั้งวัน แทนน้ำชาจีนไปได้เลยหิวน้ำก็ดื่มน้ำกาฝากต้นมะม่วงนี้แหละสรรพคุณแก้อาการความดันโลหิตสูงได้ดีมากมีผู้หายจากอาการของโรคนี้มาก่อนแล้วมากมาย
ยารักษาความดันโลหิตสูงขนานที่ ๓
ส่วนผสมของตัวยากาฝากมะม่วงกะล่อนทั้งห้า (ต้น ใบ ราก) สดๆ ด้วยการตัดเอามาจากต้นมะม่วงกะล่อน สับเป็นชิ้นเล็กๆ ๑ กก.วิธีปรุงยาเอากาฝากมะม่วงสดๆ มาสับเป็นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอาไปตากแดดให้แห้งสนิท ซึ่งจะต้องตากหลายๆ แดดแล้วเอามาใส่ลงไปในภาชนะที่ปิดฝามิดชิด ป้องกันอากาศเข้าไปได้ เก็บเอาไว้ใช้ได้นานวันเวลาจะใช้เอากาฝากมะม่วงที่ตากแห้งแล้วนี้ มาใส่ลงไปในหม้อดินสัก ๒ กำมือ เติมน้ำสะอาดลงไปพอท่วมตัวยานี้ ต้ม เคี่ยวให้เดือดอ่อนๆ ประมาณ ๑๕ นาที ให้ตัวยาละลายออกมามากๆ แล้วยกลงปล่อยเอาไว้ให้เย็นไปเองขนาดรับประทานดื่มน้ำกาฝากมะม่วงกะล่อนนี้ ครั้งละ ๑ แก้ว เช้า กลางวันและเย็น หิวน้ำก็ดื่มน้ำนี้แทนน้ำไปเลยก็ได้สรรพคุณอาการความดันโลหิตสูง จะค่อยๆ ทุเลาลงไปเรื่อยๆ จนหายเป็นปกติดีแล้ว ก็หยุดดื่มได้มีผู้หายจากอาการของโรคนี้มาก่อนแล้วมากมาย
ที่มา www.puttanimit.net
ตำรับยาของตาไก้ ใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อย แก้กษัย บำรุงกำลัง ใช้ตาไก้ ตากวง เถาวัลย์เปรียง เถาวัลย์เหล็ก (เครือเขาแกลบ) ต้มกินเป็นประจำ ตัวอย่างตำรับยาระบาย ใช้ตาไก้ ตากวง แก่นนมสาว แก่นดูกใส รากเกียงปืน กาฝากต้นติ้ว ต้มกิน
ตำรับยาเมืองน่าน ( อ่านเพิ่มเตมในเวปเอาลอกไม่ไหวภาษาเมืองและไม่ให้ก้อป
ตำรายาเมืองน่าน ... เขามวก ค้องเขาเขียว ไม้หนิบนม กาฝากหมากนาว งาช้าง เท่านี้แล ฝนกินเทิอะ ตายแท้แล* เนิ้อเราเหิย เถ็ก ขี้ฅ้านเตมธี ฯ
ที่มา http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=156
ตำรับยากาฝากภาคกลาง
ยากาฝาก (ตำรับอาจารย์พรชัย)
สรรพคุณลดเบเหวานและความดันโลหิต
วิธีทำ ใบกาฝากที่ขึ้นอยู่ตามต้นไม้ต่างๆที่สำคัญคือ กาฝากนุ่น กาฝากเสม็ด กาฝากสัก โดยเฉพาะกาฝากที่เหมือนริบบิ้นคือแบนๆยาวๆ หรือที่เรียกว่ากาฝากซ้อนกาฝากจะมีสรรพคุณทางยามาก นำมาล้างให้สะอาดผึ่งแดดหรือลมให้สลบแล้วอบแห้ง บดละเอียดชงกับน้ำอุ่นครั้งละ ๑ช้อนชารับประทานวันละ ๒ ครั้งเช้าเย็น หรือกรอกใส่แคปซูล๕๐๐มก. รับรับประทานครั้งละ ๔ แคปซูล ๔ เวลา เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน
ข้อมูลจากหนังสือ ตำรับยาสมุนไพร สืบสาน ส่งต่อ พัฒนา โดยผู้ใหญ่วิบูลย์  เข็มเฉลิม
พูดถึงผู้ใหญ่วิบูลย์  เข็มเฉลิม ท่านคือปราชญ์คนสำคัญของแผ่นดินคนหนึ่งด้านวนเกษตรหรือการปลูกต้นไม้เพื่อเป็นบำเหน็จบำนาญของชีวิต  คุณพ่อท่านเป็นหมอยาแผนโบราณ
ส่วนใครอยากเห็นว่ากาฝากซ้อนกาฝากเป็นยังไงอ่านเรื่องถัดๆไปมีรูปอยู่ในเรื่องกัลปพฤกษ์ เพราะเราไปเห็นบนต้นกัลปพฤกษ์  เก็บรูปไว้ก่อนโดนตัดทิ้งไม่นาน

ตำรับยาบำรุงร่างกาย บำรุงประสาท บำรุงเลือด ช่วยให้นอนหลับดี แก้ปวดเมื่อยทั่วร่างกาย แก้เส้นเอ็นตีบตันไขมันสูง
ตัวยา มีดังนี้
กาฝากต้นหม่อน  กำลังช้างดำ อย่างละ ๔๐๐ กรัม
เถาโคคลาน ๓๕๐ กรัม
กำลังเสือโคร่ง กำลังหนุมาน กำลังช้างเผือก เถาวัลย์เปรียง เถาหมวดแดง ชะเอมจีน อย่างละ ๓๐๐ กรัม
โกฐเชียง โกฐหัวบัว โกฐสอ อย่างละ ๒๕๐ กรัม
กำลังวัวเถลิง รากอบเชย อย่างละ ๒๐๐ กรัม
ดอกคำฝอย ๑๕๐ กรัม
โกฐน้ำเต้าจีน ดอกกานพลู อย่างละ ๑๐๐ กรัม
วิธีใช้ ดองเหล้า หรือทำเป็นผงชงกิน หรือปั้นเป็นลูกกลอน กินวันละ ๒-๓ ครั้ง ก่อนนอนหรือก่อนอาหารก็ได้
ตำรับยาแก้ปวดหลังปวดเอว เจ็บปวดเท้า
ตัวยามีดังนี้
เถาโคคลาน รากหญ้าคา อย่างละ ๘๐ กรัม
กาฝากต้นหม่อน เถาเอนอ่อน เถาม้ากระทืบโรง เปลือกตะโกนา กำลังช้างเผือก อย่างละ ๖๐ กรัม
เถาวัลย์เปรียง กำลังเสือโคร่ง กำลังหนุมาน หญ้าหนวดแมว อย่างละ ๕๐ กรัม
วิธีใช้ ต้มยาวันละหม้อ กินต่างน้ำดื่ม
ที่มา http://www.insideherb.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539189580
ตำรับยากาฝากของทางเหนือ
ยาถิบแก้สะป๊ะ เอากาฝากเหมือดคน กาฝากกอก กาฝากเมี่ยง กาฝากผักหละ กาฝากเดื่อป่อง กาฝากฝูงคอบ หอยทะระ นมผา หนังแรด ฝนตกน้ำกินเทอะ
ที่มา thrai.sci.ku.ac.th
ยาแก้สะปะ3
ประกอบด้วยสุระปิ๊ตคำ ตึงเคือคำ ฝูงขอบ ปิ๊ตเต๊าะ ก๋าฝากผักหละ ก๋าฝากขี้เหล็ก กาฝากกอก กาฝากงิ้ว กาฝากข่อย กาฝากมะเดี่อป่อง จันตัง ๒ นาคกะสวย ตะไหลตีนช้าง นอแรด เขาเยืยง บาดลังก๋า หอยตะละ นมผา ดินสอแก้ว ดูกป๋าฝา (กระดองตะพาบน้ำ) แก้วขาว ดูกหมาดำ (กระดูกหมาดำ) ฝนใส่น้ำข้าวจ้าว (ใส่ข้าวเจ้าสารดิบเล็กน้อยลงไปในยาที่ฝนแล้ว)
ดูแล้วเป็นอาการของพวกติดยาเสพติด ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม
ที่มา http://www.samunpri.tht.in/aticle9.html
ตำรับยาภาคอีสาน
โรคกระเพาะอาหาร


ตำรับที่ 2 ของนายจันที วรรณวงษ์
อาการ การดูคนไข้ เจ็บท้อง กินข้าวไม่ได้จะอาเจียนอยู่เรื่อยๆ
กระบวนการรักษา ใช้  เห็ดตอแดง   กาฝากกระโดนน้ำ  ต้มกินหม้อละ 1 ถ้วย กินแทนน้ำ ต้มได้ 5
ครั้ง กินไม่เกิน 2 หม้อก็หาย
ค่าตั้งคายปลงคาย ค่าคาย ดอกไม้ 5 คู่ เทียน 5 คู่ เงิน 1 บาท ปลงคายวันอังคารตอนเช้า


ตำรับที่ 3 ของนายดี โคตรงาม
อาการ การดูคนไข้ให้ถามอาการคนไข้ว่าเจ็บแน่นท้อง ร้อนใต้ลิ้นปี่ ดันมาทางซ้าย ขวา
ด้านบน ไม่ผายลม มีแต่เรอหรือไม่
กระบวนการรักษา
1. ถ้าเป็นตามอาการที่ดูจากคนไข้แล้วให้กินยาตามสูตรยา โดยกินอุ่น ๆ ครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง เช้า เที่ยง เย็น ให้กิน 7 วันใช้มัดเก่าจนจืด จึงเอามัดใหม่มาต้มกิน (ให้ไป 1 มัด) ก่อน ถ้าอาการดีขึ้น ให้กลับมาเอาอีก 3 มัด ไปกินอีก 21 วัน
2. เพิ่มบวบลม 3 ลูก ต้มใส่กันกินกับยาตามข้อ 1 เป็นยาตัดราก ใช้ในกรณีกิน 7 วันแรก ทดลองดู 7 วัน ถ้าบางเบาให้กลับมาเอายาอีก
ตำรายาหรือคาถา ตำรับยารักษากระเพาะอาหาร
ทุกส่วน กาฝาก , แก่น ไม้ยาง , หัว/ราก ตะไคร้ , แก่น จำปาดอกขาวใจเหลือง , น้ำตาลทราย นำทั้งหมดมาต้มน้ำเดือดและกินอุ่น ๆ ครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง เช้า-เที่ยง-เย็น ให้กิน 7 วัน ต้มจนยาจืดถ้าอาการดีขึ้น จะมีอาการผายลมและท้องอ่อนลง ให้กลับมาเอาอีก 3 มัด ไปกินอีก 21 วัน
เพิ่มบวบลม 3 ลูก ต้มใส่กันกินกับยาตำรับด้านบนเป็นยาตัดราก ใช้ในกรณีกิน 7 วันแรก
ค่าตั้งคายปลงคาย ค่าคาย เงิน 6 บาท
ตำรับยาภาคใต้
ตำรายาและวิธีการรักษาโรค จังหวัดชุมพร ยาแก้อัมพาต แก่นพลับพลึง กาฝากทับทิม กาฝากส้มมะขาม ทองพันชั่ง หัวร้อยรู ลูกประคำดีควาย การบูร ฝ้าฝักเพกา โกศสอ ใบส้มกบ ฯลฯ
อันนี้ได้ข้อมูลมาไม่หมดเพราะเขาให้เสียเงินเพื่อเข้าไปอ่านในเวปเขา คนทุกวันนี้โลภกันขนาดนี้
นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมตำรับยาโดยนโยบายของพญ.วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งท่านสนใจตำรับยารักษามะเร็งเป็นพิเศษท่านจึงให้ทั่วประเทศรวบรวมตำรับไว้เป็นเบื้องต้น ได้รายงานข้อมูลตำรับยารักษามะเร็งในตำรับยาไทย ว่า ปัจจุบันมีจำนวนตำรับยาสมุนไพรที่แจ้งขึ้นทะเบียนไว้ 86,095 ตำรับ เป็นตำรับยารักษามะเร็ง 1,927 ตำรับ ในจำนวนนี้เป็นตำรับยาใช้รักษามะเร็งตับ 85 ตำรับ รักษามะเร็งเต้านม 91 ตำรับ รักษามะเร็งปากมดลูก 43 ตำรับ และรักษามะเร็งปอด 44 ตำรับ จากการสำรวจ ข้อมูลของหมอพื้นบ้านพบว่า มีหมอพื้นบ้านที่ครอบครองตำรับยาสมุนไพรรักษามะเร็ง 228 คน ที่ยังคงใช้ตำรับยารักษาโรคมะเร็งในปี 2553 จำนวน 149 คน และหมอพื้นบ้านที่ยินดีเปิดเผยตำรับยาที่ตนเองรักษาจำนวน 11 คน รวม 13 ตำรับ

สำหรับองค์ประกอบในตำรับยาพื้นบ้าน 13 ตำรับ ประกอบด้วย พืชวัตถุ 52 ชนิด ได้แก่ นมวัวชิ้ง ชาติตระโก เขือง ขาวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ฝางเสน ทองพันชั่ง กระชายแดง ขิง ดีปลี ขันทองพยาบาท กาฝากกรุง กาฝากตะแพง กาฝากคำป้อม กาฝากม่วงน้อย กาฝากม่วงใหญ่ ต้นตะกวง ตะไคร้ กำแพง 7 ชั้น เปลือกดานงาน โหราเท้าสุนัข รากตะโกนา พญารากเดี่ยว แท่งทอง บอระเพ็ด ลำดวนดง หม้ออบ ย่านางบ้าน ยาน่องแดง ลีลาวดี แน่งหอม บานไม่รู้โรยแดง บานไม่รู้โรยขาว ข้าวโพด ดอกคำฝอย สมอไทย มะกรูด พริกไทยดำ ไพล ยาดำ รากกะตังใบ รากคำห้อย เกสรบัวหลวง จ้านแดง ขมิ้นชัน กระชาย พุทธรักษา ขมิ้นอ้อย พริกไทย โกฏ สออ ปลาไหลเผือก และหนอนตายยาก สัตว์วัตถุ 2 ชนิด ได้แก่ คางคก กระดูกควายเผือก แต่ละตำรับมีเอกลักษณ์เฉพาะหมอ และมีการใช้สมุนไพรในตำรับแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะพื้นที่ อย่างไรก็ตามมีการใช้หัวยาข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ ประกอบในตำรับยารักษาโรคมะเร็งถึง 6 ตำรับใน 13 ตำรับ โดยกลุ่มมะเร็งที่หมอพื้นบ้านมีประสบการณ์ในการรักษา 5 ลำดับจากมากไปหาน้อย คือ มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งมดลูก และมะเร็งผิวหนัง
ที่มา baanmaklomp.blogspot.com

ช่วงนี้กำลังสนใจวัตถุมงคล๒ตัวคือกาฝากกับเมล็ดสวาด สนุกดีกำลังหาข้อมูลอยู่
วันนี้เอาเรื่องกาฝากก่อน
กาฝากที่นำมาใช้ทางเมตตามหานิยมก็มีดังนี้
1)กาฝากรัก เป็นเสน่ห์ใช้ทำเครื่องรางทำให้มีคนรักคนหลงเป็นเมตตามหานิยม
2)กาฝากมะยม ทำให้คนที่มีมีคนนิยมชมชอบ
3)กาฝากขนุน ทำให้มีคนคอยอุปถัมคำชูคอยเกื้อหนุน
4)กาฝากมะรุม ทำให้มีคนรุมล้อมเหมาะในการค้าขายมีโชคมีลาภมีคนอยากอยู่ไกล้ๆ
5)กาฝากคูณ ทำให้มีโชคลาภเพิ่มพูลคูณขึ้น
6)กาฝากทับทิม ทำให้มีโชคมีลาภ
7)กาฝากกาหลง ทำให้มีคนมารักมาหลง

ถ้าจะตัดแบบมีพิธีการตามความเชื่อของคนโบราณก็ต้องทำพิธีขอต่อแม่ธรณีก่อน จุดธูปเจ็ดดอกและหยาดน้ำบอกแม่ธรณีจึงจะได้ของดีมาด้วย ถ้าไม่ได้ทำพิธีตัดมาก็คือกิ่งไม้ธรรมดาเพราะไม่ได้ขอ
กลั้นใจ ภาวนา นะโมตัสสะ รอบเดียวแล้วตัด เมื่อจบคำว่าสะ กิ่งของกาฝากนั้นต้องขาดพอดี เวลาเที่ยงตรงดีที่สุด และวันที่ตัด ถ้าเป็นข้างขึ้นจะดีมาก นิยมกาฝากเฉพาะที่อยู่ทางทิศตะวันออกและทิศเหนือเท่านั้น
ปุณณภา งานสำเร็จ  เรื่อง/ภาพ

บรเพ็ดสูตรที่หลวงปู่เจี๊ยะท่านใช้รักษาอาการอาพาธ สาธุ

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา




พยายามถ่ายให้เห็นว่าต้นสนสูงแค่ไหนเค้าก็ล้อเล่นลงมาได้ยาวแค่นั้นแต่ไม่สามารถจับภาพได้ทั้งหมด ครั้นตั้งกล้องไกลไปยิ่งดูไม่ออก เอาไปตามวาสนาแล้วกัน
ชิงช้าชาลีที่อยู่บนต้นสนสูง ราว๑๐เมตร

ใบเหมือยนบรเพ็ดแต่ไม่ค่อยมีปุ่มปม


ทอดเถายาวเลื้อยเฟื้อย


ยืมภาพกันมาเป็นทอด ๆ ขอบคุณๆๆ



ยืมภาพกันมาเป็นทอดๆเราไม่เคยเห็นดอกเค้าเลย

จริงๆน่ามหัศจรรย์ เครื่องโน๊ตบุคของเรามันเก่าคร่ำคร่ามาก เงินจะซื้อจะซ่อมก็ไม่มี ไฟไม่เข้ามานานมาก เป็นอาทิตย์ๆ ไม่ว่าจะปลอบจะขู่ยังไงก็ไม่เป็นผล จนถอดใจยอมรับความเป็นไป เมื่อวานบังเอิญ เสียบปลั๊กโทรศัพท์มือถือ โดยที่ปลั๊กโน๊ตบุคคาอยู่อย่างนั้น แต่ไม่ได้สนใจมัน เพราะคิดว่ามันตายดับไปแล้ว อยู่ ๆ ไฟมันติดขึ้นมา แปลกดีนะ เพราะปกติถ้าจะติดก็ไม่เกินสองชั่วโมง นี่ติดข้ามวันข้ามคืน มาจนบัดเดี๋ยวนี้ เห็นจะเป็นเพราะอยากให้เราทำอะไรบางอย่าง จนถึงตอนนี้เราอ่านประวัติหลวงปู่เจี๊ยะในอินเตอร์เน็ทที่ยาวมากถึง ๒๕ หน้า อ่านจากหลังไปหน้า จากหน้าไปหลัง ดูวัตรปฏิบัติอันอาจหาญของท่าน เสียดายท่านไม่อยูแล้ว แต่สิ่งที่ท่านได้กระทำทิ้งไว้ยังเป็นสิ่งเตือนใจให้แก่ผู้อยู่ข้างหลังผู้ด้อยปัญญาอย่างเราได้ ความตอนหนึ่งท่านเล่าถึงความเจ็บป่วยของท่านดังนี้ "เจ็บป่วยด้วยโรคปวดเส้นเอ็น
เมื่อเราจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคกกับท่านพระอาจารย์มั่น เราได้เกิดเป็นโรคชนิดหนึ่งคือโรคเส้นเอ็น รู้สึกปวดเส้นอย่างแรงคล้ายถูกงูรัด เป็นจากเอวลงมา อาการปวดขยายออกไปทั้งตัวเดินไม่ได้ ครูบาทองปาน ซึ่งเป็นสหธรรมิกที่เคยอยู่เชียงใหม่กับหลวงปู่มั่นด้วยกัน ได้ทำยาขึ้นขนานหนึ่ง โดยเอาข้าวสารแช่น้ำและตำเป็นน้ำแป้งขาวๆ ประมาณ ๔-๕ ขวดเหล้า แล้วเอาบอระเพ็ดกำใหญ่มาตำ แล้วเอาน้ำใส่ กรองได้น้ำบอระเพ็ดพอประมาณ ๔-๕ ขวดเหล้าเหมือนกัน เสร็จแล้วเอาน้ำแป้งและน้ำบอระเพ็ดที่ตำนั้นผสมกัน แล้วเอาไปฝังทั้งขวดไว้ที่ใต้บันไดบ้านสามคืน จึงขุดเอามาฉันเวลาฝังให้จุกขวดโผล่จากดินประมาณ ๑ นิ้วฟุตตามพระวินัย น้ำแป้งข้าวนั้นพระจะฉันนอกเวลาไม่ได้ จึงต้องฉันระหว่างเช้าถึงเที่ยง ยานี้ฉันประมาณ ๓ วัน โรคที่เจ็บปวดตามเส้นนั้นก็หายไป ตำรายานี้ท่านว่าเป็นตำรายาของพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม มีคุณสมบัติแก้ไข้มาลาเรียได้ด้วย ขนาดของยาที่ฉันนี้ ให้ฉันวันละ ๑ ขวดเหล้า จนยาหมด
ระหว่างที่เราป่วยอยู่นี้ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเมตตาจัดอาหารมาให้ฉัน แต่เราไม่ฉัน กราบเรียนท่านกลับไปว่า “ครูบาจารย์ ถ้าจะตายก็ให้มันตายไปเถอะ” แต่ก็ไม่เป็นอะไร ต่อมาอีก ๒ วันก็หายเป็นปกติ"

อันบรเพ็ดนี้ช่วยคนให้รอดพ้นจากความทรมานของโรคภัยไข้เจ็บมานักต่อนัก โดยเฉพาะผู้คนที่ต้องผ่านป่าเขาลำเนาไพร เป็นสุดยอดสมุนไพรอายุวัฒนะตัวหนึ่งเลยในความเห็นของเรา
บอระเพ็ด
เคยถามเจ้าหน้าที่ป่าไม้เค้าเล่าให้ฟังถึงพวกลักลอบหาของป่าที่ต้องแอบซ่อนอยู่ในป่าลึกๆเป็นเวลานานๆ  คนพวกนี้จะมีบรเพ็ดติดตัวไว้กินป้องกันและรักษาไข้ป่า  ไอ้ที่ว่าป้องกันได้คือ  กินบรเพ็ดซะจนเลือดขมจนยุงป่าไม่อยากกินเลือด  อันนี้ไม่ยืนยัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f.& Thomson
วงศ์ : Menispermaceae
ชื่ออื่น : ตัวเจตมูลยาน เถาหัวด้วน (สระบุรี) หางหนู (สระบุรี,อุบลราชธานี) จุ่งจิง เครือเขาฮอ (ภาคเหนือ) เจตมูลหนาม (หนองคาย)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น เถากลมมีขนาดใหญ่เป็นปุ่มปม สีเทาอมดำ มีรสขม เปลือกลอกออกได้ ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ก้านใบยาว 8-10 ซม. ดอก ออกตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่คนละช่อ ดอกสีเขียวอมเหลือง มีขนาดเล็กมาก ผล รูปทรงค่อนข้างกลม สีเหลืองหรือสีแดง ส่วนที่ใช้ : ราก ต้น ใบ ดอก ผล ส่วนทั้ง 5 เถาสด
สรรพคุณ :
ราก - แก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต แก้ไข้พิษ ไข้จับสั่น- ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้- เจริญอาหาร
ต้น- แก้ไข้ แก้ไข้พิษ แก้ไข้กาฬ แก้ไข้เหนือ- บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ- แก้อาการแทรกซ้อน ขณะที่เป็นไข้ทรพิษ- แก้ไข้เพื่อโลหิต แก้เลือดพิการ- แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้สะอึก แก้พิษฝีดาษ- เป็นยาขมเจริญอาหาร- เป็นยาอายุวัฒนะ
ใบ- แก้ไข้ แก้ไข้พิษ แก้ไข้กาฬ แก้ไข้จับสั่น- ขับพยาธิ แก้ปวดฝี- บำรุงธาตุ- ยาลดความร้อน- ทำให้ผิวพรรณผ่องใส หน้าตาสดชื่น- รักษาโรคผิวหนัง ผดผื่นคันตามร่างกาย- ช่วยให้เสียงไพเราะ- แก้โลหิตคั่งในสมอง- เป็นยาอายุวัฒนะ
ดอก- ฆ่าพยาธิในท้อง ในฟัน ในหู
ผล- แก้เสมหะเป็นพิษ แก้ไข้พิษ- แก้สะอึก และสมุฎฐานกำเริบ
ส่วนทั้ง 5บำบัดรักษาโรค ดังนี้- เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ปวดเมื่อย แก้ไข้ปวดศีรษะ รักษาฟัน รักษาโรคริดสีดวงทวาร ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ฝีมดลูก ฝีมุตกิต แก้ร้อนใน รักษาโรคเบาหวาน ลดความร้อน แก้ดีพิการ แก้เสมหะ เลือดลม แก้ไข้จับสั่น
วิธีการและปริมาณที่ใช้ : ใช้เป็นยารักษาอาการดังนี้
อาการไข้ ลดความร้อน- ใช้เถาแก่สด หรือต้นสด ครั้งละ 2 คืบครึ่ง (30-40 กรัม) ตำคั้นเอาน้ำดื่ม หรือต้มกับน้ำโดยใช้ น้ำ 3 ส่วน ต้มเคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ- หรือใช้เถาสด ดองเหล้า ความแรง 1 ใน 10 รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา ของยาที่เตรียมแล้ว
เป็นยาขมช่วยเจริญอาหาร เมื่อมีอาการเบื่ออาหารโดยใช่ขนาดและวิธีการเช่นเดียวกับใช้แก้ไข้
สารเคมี : ประกอบด้วยแคลคาลอยด์หลายชนิด เช่น Picroretine, berberine นอกจากนี้ยังประกอบด้วย colonbin, tintotuberide, N - trans - feruloyltyramine, N - cisferuloytyramine, phytosterol, methylpentose

บรเพ็ดมีน้องสาวชื่อไพเราะว่าชิงช้าชาลี ขมน้อยกว่า ปุ่มปมน้อยกว่า มีรากอากาศทิ้งตัวลงมาเหมือนม่านบาหลี สรรพคุณใช้ทดแทนกันได้ ที่ทำงานเราเค้าห้อยระโยงระยางอยู่ทั่วไป ไม่ยักรู้ว่าเป็นไม้หายาก จนพวกสมาชิกในแมกโนเลียเค้าพูดถึงยอมแลกกับต้นไม้ที่เราคิดว่าหายาก เราถึงรู้ว่าชิงช้าชาลีหายาก เพราะพวกสมาชิกในแมกโนเลียไทยแลนด์เค้าเซียนของจริง ต้องถือว่าพวกนี้สุดยอด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tinospora cordifolia., Mierชื่อไทยพื้นเมือง : จุ่งจะลิงตัวแม่วง์ : Menispermaceaeพืช ชนิดนี้เป็นไม้เลื้อยยืนต้น ส่วนใหญ่จะเห็นลำต้นพาดหรือพันอยู่กับต้นไม้ กำแพงและเสาต่างๆ เป็นไม้เนื้ออ่อนแต่เหนียวมากใช้แทนเชือกได้ ลำต้นหรือที่เรียกว่าเถา มีลักษณะกลมโตเปลือกขรุขระมีตาแตกเป็นจุดเล็กๆสีน้ำตาลอ่อนประอยู่ตลอดเถา เป็นไม้ใบเดียว ใบจะมีสีเขียวรูปร่างเหมือนหัวใจ ใบจะเรียงสลับทางกันไปตามลำต้น การเลื้อยจะมีลีลาที่ทอดไปอย่างสวยงามมากเหมือนธรรมชาติได้เจาะจงให้ เถาวัลย์ชนิดนี้มีความงามและอ่อนหวานเหนือกว่าเถาวัลย์ชนิดอื่นดอก ของชิงช้าชาลีจะออกราวเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม ดอกมีสีเหลืองอ่อนเป็นดอกฝอยๆ และมีกลิ่นหอมมาก เวลามีดอก ลำต้นจะสลัดใบทิ้งหมดเถา เพื่อต้อนรับดอกอ่อนที่เกิดขึ้นการ ขยายพันธ์ง่ายมาก เพียงแต่ท่านปักกิ่งชิงช้าชาลีไว้ในดินที่มีความชุ่มชื้นพอควร มันก็จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องดูแลรักษามากเหมาะกับการปลูกเป็นไม้เลื้อยประดับมาก ยิ่งถ้าท่านจัดเถาของชิงช้าชาลีที่โตเต็มที่แล้วโยงให้แน่นระหว่างเสาหรือ ต้นไม้ใหญ่ ท่านก็จะได้ชิงช้าไว้ให้เด็กๆเล่น และถ้าได้พันหลายๆเถาและและถึงตอนมีดอกออกตลอดเถา อาจมีผู้ใหญ่แย่งเด็กเล่นชิงช้าก็ได้ (ข้อมูลจาก magnolia thailand ปล.ยืมภาพและข้อมูลดี ๆ มาจากhttp://suan-theva.igetweb.com/index.php?mo=3&art=171897 )

ถ้าแม้นมีผู้ใดนำสูตรตำรับนี้ไปรักษาอย่าลืมอาราธณาเมตตาบารมีขององค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ และน้อมนำคำสอนของท่านเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตของเรายิ่งจะเป็นการดี
ปุณณภา งานสำเร็จ  เรื่อง/ภาพ

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

นมวัว รสชาติดีในป่า อลังการไม้พุ่มรอเลื้อย

โดย ปุณณภา  งานสำเร็จ
ศูนย์ศึกษารวบรวมพันธุ์พืชสมุนไพรและภูมิปัญญาไทย  จังหวัดนครราชสีมา




ความสุขของชาวบ้าน

รูปนี้ต้องเป็นรูปสุดท้ายแต่ขี้เกียจเรียง ทำไม่เป็น รู้แต่ว่าเค้าอร่อยดี
กิ่งเค้kยาวพาดไปมา กินบริเวณไม่ใช่น้อย



ลูกเค้าเหมือนมะปราง ขนาดก็พอ ๆ กัน



สีส้มสดใส ยั่วน้ำลายดีจัง


ใบเขียวสดปลายใบมน
เราชอบเข้าไปนั่งซุกหมกตัวอยู่ตามร้านขายหนังสือเป็นเวลานาน ๆ ด้วยไม่มีเงินจะซื้อได้ทุกเล่ม เวลาทุกข์มากก็จะมุดอยู่ในซอกธรรมะ จนไปเจอกับหนังสือที่พูดถึงหลวงปู่เจี๊ยะ ชื่นชมท่านมาก บางทีอ่าน ๆ ไปทั้งขำทั้งตื้นตันนำตาคลอ พึ่งจะรู้ว่า พระอรหันต์ที่แท้ มิใช่ดูเพียงภายนอก ต้องสัมผัสให้ลึกถึงธรรมะ อันบริสุทธิ์ในใจท่าน สาธุ สาธุ สาธุ

อำนาจผ้าขี้ริ้วห่อทอง
หลวงปู่เจี๊ยะ พระผู้นิยมแต่ผ้าเก่า ๆ จีวร สบง อังสะ ปะ ๆ ชุน ๆ บาตรใบเดียว กลดหลังเดียว ผ้ากลดผืนเดียว กล่องเข็มกล่องเดียว ใช้ตั้งแต่วันบวชจนกระทั่งวันตาย ยินดีเพียงบริขารที่มี ไม่เสาะแสวงหา ผู้เป็นตำนานผ้าขี้ริ้วห่อทอง สาวกของพระศาสดา ศิษย์ก้นกุฏิท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระสหายของสมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) สหธรรมิกหลวงตามหาบัว ญาณสมปนฺโน อันเตวาสิกท่านพ่อลี ธมฺมธโร คุณธรรมเติบใหญ่ความดีปรากฏเด่นเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน ณ บัดนี้แล้ว
ชีวิตจบบริบูรณ์
ชีวิตของหลวงปู่เจี๊ยะ จนฺโท เบื้องต้นเรียนจบพรหมจรรย์ ท่ามกลางมีวัตรปฏิบัติที่งดงามอาจหาญท้าทาย ที่สุดเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน ท่านบริบูรณ์ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด...เป็นชีวิตที่งามยิ่ง
เบื้องหลังชีวิตที่ท่านจากไป คือ ตำนานที่ต้องเล่าขานไม่รู้จบ
วัดป่าภูริทัตตปฏิปทารามที่เป็นหลักเป็นฐานมั่นคง
ภูริทัตตเจดีย์ สำหรับบรรจุทันตธาตุของท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นบูรพาจารย์
เป็นผลงานที่ท่านภูมิใจเป็นที่สุด เพราะนั่นคือ “อาจริยบูชา”
ประวัติ ปฏิปทา คติธรรม ของหลวงปู่เจี๊ยะ อาจจะแตกต่างจากพระกรรมฐานรูปอื่นในแง่ปลีกย่อย แต่หลักใหญ่แล้วเป็นเอกเทศ ท่านไม่กว้างขวางเรื่องปริยัติธรรมภายนอก รอบรู้เฉพาะเรื่องจิตตภาวนา อันเป็นธรรมภายใน ท่านปฏิบัติลำบากแต่รู้เร็ว คำสอนของท่านก็เป็นประเภทปัจเจกะเฉพาะตน เพราะท่านมุ่งเน้นทางด้านจิตใจเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับท่านมีบารมีธรรมที่บ่มบำเพ็ญมาแต่ชาติปางก่อน เป็นสิ่งที่ช่วยเกื้อหนุนอยู่อย่างลึกลับ การปฏิบัติของท่านจึงนับว่า รู้เร็วในยุคปัจจุบันสมัย ที่มนุษย์มีกิเลสหนาขึ้นโดยลำดับ
ท่านจึงเป็นแบบอย่างทางสงบแก่โลก ที่ระงมปนเปื้อนไปด้วยกองทุกข์นานาประการ ท่านสอนให้พวกเรามองอะไร ไม่ควรมองแต่ด้านเดียว การมองอะไรไม่เพียงใช้สายตาเป็นเครื่องตัดสินเท่านั้น แต่ต้องใช้แววตา คือ ปัญญาเป็นเครื่องประกอบการตัดสินใจ ในการมองโลกและธรรม
เพราะผู้ปฏิบัติธรรมไม่ควรมองข้ามปมคำสอนเพียงเพราะสายตาเท่านั้น ควรพิจารณาให้ถ้วนถี่เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงสว่างแก่โลก ย่อมไม่ละเลยทั้งกอไผ่และภูเขา
เพราะไม่มีใครเลย ที่จะมีความดีความชั่วเพียงอย่างเดียว แม้ดอกบัวที่มีกลีบงามละมุนก็ยังมีก้านที่ขรุขระ
ดุจแผ่นดิน ไม่มีใครอาจทำให้เรียบเสมอกันได้หมด ฉันใด มนุษย์ทั้งหลายจะทำให้เหมือนกันหมดทุกคนก็ไม่ได้ ฉันนั้น
ในความดี ในความเป็นพระที่ดี ก็ย่อมมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่ข้อบกพร่องมันไม่เป็นที่เสียหายต่อส่วนรวมตลอดจน ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ข้อบกพร่องนั้นก็ควรเป็นข้อยกเว้น ไม่ควรตามตำหนิให้มากความ เช่นเดียวกับในดวงจันทร์แม้จะมีตำหนิเป็นจุดดำ ๆ อยู่ตรงกลางดวง แต่ชาวโลกก็ไม่ควรไปสนใจตามตำหนิอะไรมากนัก
หลวงปู่เจี๊ยะท่านจึงเป็นผู้มีจิตอิสระมานาน ไม่เกี่ยวเกาะยึดติดพัวพันในบุคคล กาล สถานที่การปฏิบัติของท่านมุ่งเน้นที่ผลการปฏิบัติมากกว่ารูปแบบแห่งการปฏิบัติ เพราะนี่เป็นนิสัยสะท้านโลกาและปฎิปทาที่เป็น ปัจจัตตัง ยากที่ใคร ๆ จะเลียนแบบได้ ท่านจึงเป็นสัตบรุษ พุทธสาวก ที่หาได้โดยยากยิ่ง สมดังพุทธภาษิตที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ทุทฺทนํ ททมานานํทุกฺกรํ กมฺมกุพฺพตํ
อสนฺโต นานุกุพฺพนฺติสตํ ธมฺโม ทุรนฺวโย.
สัตบุรุษให้ในสิ่งที่บุคคลอื่นให้ได้ยาก กระทำในสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำตามได้ยาก
คนที่ไม่ดีจริง ไม่แกร่งจริง ย่อมทำตามท่านไม่ได้
เพราะกรรมของสัตบรุษ ยากที่คนไม่ดีจะประพฤติตามได้
สนฺตกาโย สนฺตวาโจสนฺตมโน สุสฺมาหิโต
วนฺตโลกามิโส ภิกฺขุอุปสนฺโตติ วุจฺจตีติฯ
ภิกษุผู้มีกาย วาจาสงบ ยังไม่นับว่าเป็นผู้สงบแท้ แต่ผู้ที่มีกาย วาจา และใจสงบนั้นแล เราตถาคตจึงเรียกภิกษุนั้นว่า เป็นผู้สงบอย่างแท้จริง และเป็นผู้คลายจากความลุ่มหลงในโลกทั้งปวงฯ
คาถาหลวงปู่เจี๊ยะ
วันไหนท่านปวดที่ขา ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวหรือเจ็บปวดในที่อื่นใดก็ตาม ท่านก็จะให้ผู้ที่ดูแลท่องคาถาเป่าให้ท่าน ท่านบอกว่าเป็นคาถาดี โดยให้ท่องว่า
“นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา”
“ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่านผู้หลุดพ้นทั้งหลาย
ความนอบน้อมจงมีแก่ธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นทั้งทลาย”

ต้นนมวัวจากป่าชุมชนอำเภอห้วยแถลง
เราไม่แน่ใจนักว่ามันเป็นตัวเดียวกับที่โพสต์ในอินเตอร์เน็ทของคนอื่นๆรึเปล่า เพราะเราไม่ใช่นักพฤกษศาสตร์หรือนักอนุกรมวิธาน สงสัยเพราะว่าต้นที่เราเห็นผลเค้าเดี่ยวๆ ไม่เห็นเป็นพวงเลย แต่ชาวบ้านก็เรียกนมวัว และรสชาติอร่อยกว่า นมควายที่เคยกิน ที่เป็นพวงอันนั้นฝาดมาก อันนี้รสเหมือนมะปรางหวานนะเราว่า น่าจะเป็นคนละต้นกัน เพราะเมล็ดเป็นเมล็ดเดี่ยวใหญ่ ๆ ด้วยนะ

ชื่อที่เรียก ต้นนมวัว

ชื่ออื่นๆ หมากผีผ่วน,ผีผ่วนนมแมว(ภาษากลาง) นมวัว (พิษณุโลก กระบี่) พีพวน (อุดร) บุหงาใหญ่(ภาคเหนือ

ลักษณะ

เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยมีความสูง 5 เมตร กิ่งอ่อนมีขนละเอียดสีน้ำตาลแดง ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีหรือ รูปไข่ผิวใบมีขนสีน้ำตาลแดงทั้งสองด้าน กว้าง 2.5-3.5 ซม. ยาว 4.5-10 ซม. ดอกจะออกเป็นกระจุก 2-3 ดอก ที่กิ่งก้าน กลีบดอกสีแดงเข้ม กลิ่นหอม ผลเป็นผลกลุ่ม รูปไข่หรือรูปไข่กลับ เมื่อสุกมีสีแดงสด การขยายพันธุ์ : เพาะเมล็ด
ประโยชน์

แก่นและราก ต้มดื่ม แก้ไข้ซ้ำ ไข้กลับ เนื่องจากกินของแสลง ราก แก้ผอมแห้งแรงน้อย สำหรับสตรี ที่อยู่ไฟไม่ได้หลังคลอดบุตรและช่วยบำรุงน้ำนม ผล ตำผสมกับน้ำ ทาแก้เม็ดผดผื่นคัน

ชื่อวิทยาศาสตร์ Uvaria rufa Bl.
ชื่อวงศ์ Annonaceae
ปุณณภา งานสำเร็จ  เรื่อง/ภาพ